เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 ประหารชีวิต

บทที่ 5 ประหารชีวิต

บทที่ 5 ประหารชีวิต


บทที่ 5 ประหารชีวิต

ดวงตาที่ขุ่นมัวของหลงจู๊หวังแทบจะถลนออกมานอกเบ้า

ความรู้สึกของเขาไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน

ไอ้หนูตรงหน้าคนนี้ แอบบรรลุเป็นนักรบ 'ขอบเขตหลอมโลหิต' ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

เขาอดไม่ได้ที่จะหรี่ตาที่เหี่ยวย่นลง เริ่มพินิจพิจารณาหลี่ฉี่หมิงอย่างจริงจัง

หากไม่สังเกตให้ดีก็คงไม่รู้ แต่พอพิจารณาอย่างละเอียดเขาก็ต้องตกใจ

'แขนวานรเอวผึ้ง? ตัวข้าศึกษาพรรณนาวรยุทธ์มาทั้งชีวิต นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีตอนที่ตาถั่วดูคนผิดไป...'

'คิดไม่ถึงเลยว่าไอ้หนูอย่างเจ้าจะมีพรสวรรค์ทางวรยุทธ์ถึงเพียงนี้ ดี... ดีมาก'

หลงจู๊หวังพยักหน้าพลางพึมพำกับตัวเอง

ดูจากสีหน้าของเขาแล้ว ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับไม่ได้

นั่นทำให้หัวใจที่เตะถ่วงอยู่ในอกของหลี่ฉี่หมิงค่อยๆ สงบลง เรื่องรากฐานกระดูกและขอบเขตพลังที่เพิ่มขึ้นเขารู้ดีว่าปิดบังไม่ได้ เดิมทีเขายังคิดหาคำอธิบายอยู่เลย แต่พอเห็นท่าทางของชายชราแล้ว ดูเหมือนว่าเขาแค่แสร้งทำเป็นโง่ต่อไปก็น่าจะพอ

"หลงจู๊ 'แขนวานรเอวผึ้ง' คืออะไรหรือขอรับ? พรสวรรค์ทางวรยุทธ์ของข้าสูงมากเลยหรือ?"

หลี่ฉี่หมิงฉวยโอกาสถามออกไป

ความรู้ทางวรยุทธ์เหล่านี้ เขาไม่เข้าใจเลยแม้แต่นิดเดียว

หลงจู๊หวังเองก็ไม่หวงวิชา เริ่มอธิบายให้ฟัง "พรสวรรค์ทางวรยุทธ์ หัวใจสำคัญอยู่ที่รากฐานกระดูก และสิ่งที่เรียกว่ารากฐานกระดูก ก็คือสรีระร่างกายประเภทหนึ่งที่สอดรับกับวิถีแห่งยุทธ์ได้ดีกว่าปกติ"

"คนรุ่นก่อนได้สรุปและรวบรวมสรีระร่างกายที่เหมาะสมกับการฝึกยุทธ์เหล่านี้ออกมา จนกลายเป็นรากฐานกระดูกระดับพื้นฐานอย่าง 'แขนวานรเอวผึ้ง' 'กระดูกหมาป่าหนังโค' 'หลังเสือเอวหมี' 'เอวผึ้งเข่านกกระเรียน' และอื่นๆ..."

"คนที่ฝึกยุทธ์ไม่สำเร็จ มีเพียงสาเหตุเดียว นั่นคือไม่มีรากฐานกระดูก"

"ส่วนคนที่ฝึกยุทธ์สำเร็จนั้น มีสาเหตุที่หลากหลาย และหนึ่งในนั้นก็คือการมีรากฐานกระดูกนับหมื่นประเภท"

"รากฐานกระดูกนั้น หากไม่ได้รับการขุดค้น เมื่ออายุมากขึ้นมันก็จะค่อยๆ เลือนหายไป... ในทำนองเดียวกัน นักรบจำนวนมากยิ่งฝึกฝนไป รากฐานกระดูกก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น!"

"แต่จอมยุทธ์ส่วนใหญ่ ตลอดทั้งชีวิตรากฐานกระดูกมักจะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก หรือแม้กระทั่งเสื่อมถอยลงตามความชรา..."

เมื่อพูดถึงตรงนี้ หลี่ฉี่หมิงสัมผัสได้ว่าหลงจู๊หวังดูจะมีความเศร้าสร้อยเจืออยู่

ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเข้าใจซึ้งถึงเรื่องนี้ดี เพราะอายุก็มากแล้วจริงๆ

"แขนวานรเอวผึ้งของเจ้านี้ จัดว่าพบเห็นได้ค่อนข้างบ่อย เจ้ามาอยู่ที่โรงเตี๊ยมได้เพียงปีกว่าๆ ก็ฝึกฝน 'หมัดพยัคฆ์คำรน' จนถึงขั้นความสำเร็จเล็กน้อย รากฐานกระดูกนับว่าอยู่ในระดับทั่วไปค่อนไปทางสูง... แต่บางที ยิ่งฝึกไปอาจเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นก็ได้... เรื่องพวกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน"

หลงจู๊หวังไม่ได้พูดตัดบทเสียทีเดียว เขายังเหลือความหวังไว้ให้หลี่ฉี่หมิงอยู่บ้าง

อย่างไรก็ตาม ไอ้หนูคนนี้ทำให้เขาตกใจจริงๆ เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งพบว่าอีกฝ่ายบรรลุระดับพื้นฐาน ผ่านไปเพียงไม่กี่วันกลับถึงขั้นความสำเร็จเล็กน้อยแล้ว?

แต่พอมาลองคิดดูดีๆ หากอีกฝ่ายใช้เวลาหนึ่งปีเต็มในการฝึกจนถึงขั้นความสำเร็จเล็กน้อย เรื่องนี้ก็ดูจะสมเหตุสมผลขึ้นมา

หลังจากนิ่งคิดครู่หนึ่ง หลงจู๊หวังก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึมและเอ่ยว่า

"ฉี่หมิง เจ้ามีรากฐานกระดูกอยู่บ้างจริงๆ... แต่เจ้าจะรับปากข้าสักเรื่องได้ไหม"

หลี่ฉี่หมิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขากะพริบตาพลางทำท่าทางรอฟังอย่างตั้งใจ

"ข้ารู้ว่าเจ้าต้องเข้าร่วมการทดสอบของ 'สำนักยุทธ์หลงอิน' ในเดือนหน้าแน่นอน เพราะคนที่ยอมมาเป็นเด็กรับใช้ในโรงเตี๊ยม สิบคนก็มีเก้าคนที่คิดเช่นนี้..."

"ถ้าหาก... ข้าหมายถึงถ้าเกิดเจ้าทดสอบผ่าน ได้อันดับหนึ่งและกลายเป็น 'ศิษย์สายนอก' เจ้าจะช่วยดูแล 'หวังเจี๋ย' หลานชายของข้าสักหน่อยได้ไหม?"

หลงจู๊หวังค่อยๆ เอ่ยออกมา

ความจริงเขาไม่ได้คิดว่าหลี่ฉี่หมิงจะได้อันดับหนึ่งในการทดสอบจนเป็นศิษย์สายนอกหรอก เพราะในการทดสอบครั้งนี้ คนที่มีพรสวรรค์ยิ่งกว่าหลี่ฉี่หมิงนั้นมีอยู่ถมไป

แต่... เผื่อไว้ก่อนก็ไม่เสียหลาย

หลี่ฉี่หมิงถึงเพิ่งเข้าใจ ที่แท้หลงจู๊หวังก็มีหลานชายที่เป็นศิษย์สายนอกอยู่ในสำนักยุทธ์หลงอินคนหนึ่ง แต่เพราะอาศัยเส้นสายของหลงจู๊หวังฝากฝังเข้าไป จึงใช้ชีวิตอยู่ในนั้นได้ไม่ค่อยดีนัก ว่ากันว่ามักจะถูกบรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องมองด้วยสายตาเย็นชาและดูหมิ่นถิ่นแคลนอยู่เสมอ

"หากช่วยได้ ข้าย่อมช่วยแน่นอนขอรับ..." หลี่ฉี่หมิงพยักหน้าตอบรับ

"วางใจเถอะ ข้าไม่ให้เจ้าช่วยเปล่าๆ ช่วงเวลานี้เจ้าไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ทุ่มเทเวลาไปกับการขัดเกลาวรยุทธ์ให้เต็มที่ ส่วนเรื่องอาหารการกิน เจ้าอยากกินเนื้อหนังมังสาแค่ไหนก็สั่งได้เลย ข้าจะเป็นคนจ่ายเองทั้งหมด"

หลงจู๊หวังพูดพลางหยิบขวดกระเบื้องเคลือบออกมาจากอกเสื้อ ยื่นให้หลี่ฉี่หมิงแล้วเอ่ยว่า "ในนี้มี 'โอสถหยางหยวน' อยู่สิบเม็ด ถือเป็นเงินสนับสนุนจากข้าแล้วกัน"

ต่อให้สุดท้ายหลี่ฉี่หมิงจะสอบตกก็ไม่เป็นไร การได้สร้างสัมพันธ์อันดีกับนักรบหนุ่มคนหนึ่งไว้ ย่อมไม่ใช่เรื่องผิดพลาดแน่นอน

"ขอบพระคุณหลงจู๊ขอรับ" หลี่ฉี่หมิงลังเลเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า เขารับมันมาโดยไม่เกรงใจ

แม้ว่าโอสถหยางหยวนขวดนี้จะเทียบไม่ได้กับเกรดพรีเมียมที่เขาเพิ่งกินไป แต่มันก็มีมูลค่าไม่น้อย ขวดนี้อย่างต่ำก็น่าจะราคาถึงสิบกว่าตำลึงเงิน

เขาชอบติดต่อกับคนอย่างหลงจู๊หวัง มีจุดประสงค์อะไรก็พูดตรงๆ ไม่เยิ่นเย้อ และไม่เล่นแง่ใส่กัน

...

เวลาสิบกว่าวันผ่านไปในพริบตา

เช้าวันหนึ่ง ขณะที่หลี่ฉี่หมิงกำลังกินมื้อเช้า พ่อครัวใหญ่จางหมิงซุ่นก็ขยิบตาให้เขาพลางเอ่ยว่า

"น้องฉี่หมิง เจ้าอยากไปดูตัดหัวไหม?"

"ที่ไหนหรือขอรับ?" หลี่ฉี่หมิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอดใจถามไม่ได้

"ที่ตลาดน่ะสิ เดี๋ยวเขาจะประหารนักโทษสองสามคน เห็นว่าในนั้นมีนักรบด้วยนะ!"

จางหมิงซุ่นพูดด้วยท่าทางตื่นเต้นเหมือนพวกชอบดูเรื่องสนุก

หลี่ฉี่หมิงรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที เขารีบกวาดข้าวในชามเข้าปาก จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนพลางเช็ดปากแล้วเอ่ยว่า

"ไปสิ ไปดูกันหน่อย"

พอดีในช่วงนี้เขาเอาแต่ฝึกยุทธ์อยู่แต่ในที่พัก ไม่ได้ออกไปไหนเลย ถึงเวลาต้องออกไปเปิดหูเปิดตาบ้างแล้ว

และที่สำคัญ... หากโชคดีได้แอบแตะศพเก็บเลเวลอีกล่ะก็ มันคงจะวิเศษมากไม่ใช่หรือ?

...

ณ ลานประหารในตลาดสด

นักโทษเจ็ดแปดคนสวมชุดนักโทษสีขาว ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กหนาเตอะ นั่งคุกเข่าเรียงเป็นแถวอยู่บนแท่นประหาร

รอบด้านของแท่นประหารนั้นเนืองแน่นไปด้วยฝูงชนที่พากันมามุงดูเรื่องสนุก

ในยุคสมัยที่ไร้อินเทอร์เน็ตเช่นนี้ การมาดูการประหารชีวิตถือเป็นรายการที่น่าตื่นเต้นและเร้าใจที่สุดแล้ว

หลี่ฉี่หมิงและจางหมิงซุ่นแทรกตัวเข้าไปในฝูงชน จนได้ยืนอยู่แถวหน้าสุดในตำแหน่ง VIP ของลานประหาร เพราะทั้งคู่มาถึงเร็ว

"คนพวกนี้ทำความผิดอะไรมาหรือขอรับ?" หลี่ฉี่หมิงถามด้วยความอยากรู้

"เหอะๆ เรื่องนี้ข้าพอจะรู้มาบ้าง เจ้าดูสิ แปดคนที่อยู่บนแท่นนั่นน่ะ จริงๆ แล้วเป็นคนครอบครัวเดียวกัน ไอ้หนูหน้าขาวคนนั้นน่ะเป็นนักรบ ว่ากันว่าพรสวรรค์ทางวรยุทธ์ดีไม่น้อยเลยเชียว แต่เจ้านี่กลับร่วมมือกับอีกเจ็ดคนที่เหลือ ทำเรื่องบัดสีกับแม่บุญธรรมของตัวเอง... ถึงขั้นเล่นงานจนแม่บุญธรรมตายคาที่เลยล่ะ... เฮ้อ ช่างเป็นเวรกรรมจริงๆ!"

จางหมิงซุ่นค่อยๆ เล่าออกมาด้วยสีหน้าท่าทางที่ดูออกรสออกชาติอย่างยิ่ง

ดูเหมือนจะได้ยินคำพูดของเขา ไอ้หนูหน้าขาวที่ก้มหน้าอยู่ตลอดบนแท่นประหารก็พลันเงยหน้าขึ้นทันควัน ดวงตาของเขาแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือด ฝังไปด้วยความอัปยศอดสูถึงขีดสุด เขาจ้องมองจางหมิงซุ่นเขม็งพลางตะโกนออกมาอย่างเสียสติว่า

"ข้าไม่ได้ทำ! ข้าไม่ได้ทำ! พวกมันต่างหากที่ใส่ร้ายข้า!"

"ปีศาจ! พวกมันทั้งหมดเป็นปีศาจ!"

"ทำไมไม่มีใครเชื่อข้าเลย? ทำไมกัน!!!"

ใบหน้าของเขาเขียวปัด เส้นเลือดปูดโป่ง บิดเบี้ยวจนดูน่าเกลียดน่ากลัว

จางหมิงซุ่นถูกท่าทางนั้นทำให้ตกใจจนต้องหดคอหนี เขาถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ แอบไปหลบอยู่ข้างหลังหลี่ฉี่หมิง

หลี่ฉี่หมิงขมวดคิ้วแน่น จ้องมองไปอย่างละเอียด เห็นเพียงอีกเจ็ดคนที่เหลือบนแท่นประหารต่างมีใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก ราวกับเป็นหุ่นเชิด

จะมีก็เพียงเด็กหนุ่มตรงหน้าที่เผชิญหน้ากับความตายด้วยความดิ้นรนและไม่ยินยอม

ลางสังเวรบอกเขาว่า สิ่งที่เด็กหนุ่มคนนี้พูดน่าจะเป็นเรื่องจริง!

หรือว่า... โลกใบนี้จะมีปีศาจอยู่จริงๆ?

หลี่ฉี่หมิงเองก็ถอยหลังกรูดออกไปอย่างเงียบๆ โดยสัญชาตญาณ

ทว่าเบื้องหลังกลับเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจนอึดอัดไปหมด เขาไม่มีที่ให้ถอยเลยแม้แต่น้อย

ในตอนนั้นเอง

"ได้เวลาแล้ว!"

ขุนนางผู้คุมการประหารในชุดคลุมสีแดงแผดเสียงคำรามลั่น พร้อมกับโยนไม้ป้ายคำสั่งประหารลงมา

เมื่อไม้ป้ายตกถึงพื้น การประหารก็เริ่มขึ้นทันที!

เพชฌฆาตพ่นเหล้าใส่ใบดาบเสียงดังพรืด จากนั้นก็ชูง้างดาบเล่มโตที่ทอประกายวาววับขึ้นสูง

"ข้าถูกใส่ร้าย! ข้าถูกใส่ร้าย!" เด็กหนุ่มยังคงกรีดร้องไม่หยุด

วินาทีต่อมา

ฉัวะ!

ดาบเล่มใหญ่ตกลงมาอย่างรุนแรง เสียงร้องคร่ำครวญพลันดับวูบลงทันที

จบบทที่ บทที่ 5 ประหารชีวิต

คัดลอกลิงก์แล้ว