- หน้าแรก
- เทพไท่ซุ่ยแห่งโลกมนุษย์
- บทที่ 8 ข่าวลือเรื่องภูตผีปีศาจ
บทที่ 8 ข่าวลือเรื่องภูตผีปีศาจ
บทที่ 8 ข่าวลือเรื่องภูตผีปีศาจ
บทที่ 8 ข่าวลือเรื่องภูตผีปีศาจ
เพื่อหลบเลี่ยงฝูงชนที่กำลังวิ่งวุ่น หงหยวนและคณะทั้งห้าเร้นกายเข้าไปในพุ่มไม้ อาศัยความมืดมิดของยามราตรีอำพรางตัว ลอบข้ามบ้านเรือนแถวหน้าไปอย่างเงียบเชียบ
แต่ก็มีเพียงบ้านเรือนแถวที่อยู่ใกล้คฤหาสน์เท่านั้นที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ ดูเหมือนจะได้รับการบูรณะซ่อมแซมใหม่เพื่อให้ผู้คนอยู่อาศัย ยิ่งเดินออกไปไกลเท่าไหร่ ก็ยิ่งพบเห็นแต่ความเงียบเหงาและทรุดโทรม
กำแพงดินและกระเบื้องหลังคาพังทลายเป็นแถบๆ ซากปรักหักพังมีให้เห็นอยู่ทุกหนทุกแห่ง
ภายใต้การปกคลุมของหญ้าคาและแมกไม้ พอจะมองเห็นเส้นทางสายเล็กๆ ที่ปูด้วยหินสีเขียวขรุขระ แผ่ขยายไปทุกทิศทาง บ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของสถานที่แห่งนี้ในอดีต
เมื่อเดินผ่านกำแพงหินที่พังทลายไปกว่าครึ่ง ภายในยิ่งเต็มไปด้วยกองซากปรักหักพังขนาดใหญ่ สมัยก่อนที่นี่น่าจะเป็นที่ตั้งของโรงงาน หงหยวนยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นประหลาดจางๆ อบอวลอยู่
เขาครุ่นคิดเล็กน้อย มันคือกลิ่นของน้ำมันตังอิ๊ว
คณะเดินทางอาศัยแสงจันทร์เดินเท้าออกไปเกือบหนึ่งลี้ หูแว่วเสียงเกลียวคลื่นซัดสาดดังซ่าๆ เบื้องหน้าคือแม่น้ำอวี้ไต้สายใหญ่ที่ไหลเชี่ยวกรากไม่ขาดสาย เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีศัตรูตามมาทางด้านหลัง นอกจากอาจารย์ฉินที่ถูกชายชุดดำแบกมาและหมดสติไปแล้ว อีกสี่คนที่เหลือต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"เมืองอู๋ถง!" หยางเลี่ยหันขวับกลับไปมองเปลวไฟที่ลุกไหม้ เพื่อตอบคำถามของหงหยวนก่อนหน้านี้
หงหยวนชะงักไปเล็กน้อย รู้สึกสับสน หยางเลี่ยจึงหัวเราะ "พี่หงยังอายุน้อย ไม่เคยได้ยินชื่อสถานที่นี้ก็เป็นเรื่องปกติ"
ทั้งกลุ่มไม่ได้หยุดฝีเท้า หงหยวนเดินตามหลังอู่ตู๋สงและชายชุดดำ มุ่งหน้าไปยังริมฝั่งแม่น้ำพลางรับฟังเรื่องราวจากหยางเลี่ย
เมืองอู๋ถงตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอำเภอชิงสวี ห่างออกไปเพียงราวยี่สิบลี้ โอบล้อมด้วยภูเขาและสายน้ำ สายน้ำที่โอบล้อมนี้ก็คือแม่น้ำอวี้ไต้ที่ไหลพาดผ่านหลายมณฑลและหลายสิบเมือง
ชาวเมืองบริเวณนี้ปลูกต้นน้ำมันตังอิ๊วกันอย่างแพร่หลายตามเนินเขา ประชากรส่วนใหญ่หาเลี้ยงชีพด้วยการแปรรูปน้ำมันตังอิ๊ว มีการสร้างโรงสกัดน้ำมันกันขนานใหญ่ ด้วยผลผลิตน้ำมันที่สูงและคุณภาพดี จึงดึงดูดพ่อค้าวาณิชจำนวนมากให้เข้ามารับซื้อ ในยุคที่รุ่งเรืองที่สุด ที่นี่แทบจะผูกขาดการค้าน้ำมันตังอิ๊วถึงเจ็ดส่วนของหลินเจียงฝู่เลยทีเดียว
เมืองอู๋ถงจึงเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาด้วยเหตุนี้
ทว่าช่วงเวลาแห่งความสุขมักอยู่ได้ไม่นาน เมื่อสิบกว่าปีก่อนเกิดเหตุอาเพศขึ้นที่เมืองแห่งนี้ มีข่าวลือว่าเกิดจากการแย่งชิงอำนาจภายใน แบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว บ้างก็ว่าเกิดโรคระบาด ภัยโจร... ยิ่งไปกว่านั้นยังมีข่าวลือเรื่องภูตผีปีศาจอาละวาด ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุใด เพียงครึ่งปีให้หลัง เมืองที่เคยเจริญรุ่งเรืองก็พังพินาศ ชาวเมืองต่างทิ้งบ้านเรือนหนีตายกระจัดกระจายกันไป
แม้ในเวลาต่อมาทางการจะยื่นมือเข้ามาแทรกแซง อพยพผู้คนเข้ามาอาศัยอยู่หลายครั้ง หวังจะรื้อฟื้นการสกัดน้ำมันขึ้นมาใหม่ แต่ทุกครั้งก็อยู่ได้ไม่นาน ผู้คนที่อพยพเข้ามาต่างพากันทยอยหนีหาย แม้จะถูกทหารเอาดาบจี้คอ ตอนนั้นยอมจำนน แต่ภายหลังกลับยอมหนีเข้าป่าไปเป็นคนป่าเสียยังดีกว่า
นานวันเข้า เมืองนี้จึงถูกปล่อยทิ้งร้างอย่างสมบูรณ์ แม้แต่ทางการก็ต้องจำใจถอนตัว ส่วนข่าวลือเกี่ยวกับเมืองนี้ก็ยิ่งทวีความลี้ลับ จนกลายเป็นที่มาของคำว่า 'เมืองผี' ในที่สุด
หงหยวนกระจ่างแจ้งในใจ
ร่างกายนี้อายุเพียงสิบแปดปี ไม่เคยได้ยินชื่อเมืองอู๋ถงก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ชื่อเสียงของ 'เมืองผี' นั้นยังคงจำฝังใจ สมัยเด็กๆ ทุกครั้งที่ตัวเขาดื้อรั้นซุกซน ไม่ยอมอ่านหนังสือ บิดามักจะขู่ว่าถ้าไม่เชื่อฟัง จะถูกปีศาจจับตัวไปที่เมืองผี
"บนโลกนี้มีเรื่องภูตผีปีศาจจริงๆ หรือนี่?" หงหยวนถามด้วยความสงสัย
"โลกนี้กว้างใหญ่ไพศาล มีเรื่องแปลกประหลาดมากมาย" อู่ตู๋สงก้าวเดินฉับๆ ตอบอย่างไม่ใส่ใจ "ตอนข้าอยู่ในกองทัพก็เคยได้ยินเรื่องแปลกๆ มาบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเล่าปากต่อปาก พิสูจน์ความจริงไม่ได้ ถ้ามีภูตผีปีศาจพวกนั้นจริงๆ ข้าก็อยากจะลองเจอประมือดูสักครั้งเหมือนกัน"
เขากุมด้ามดาบ ท่าทางฮึกเหิมพร้อมรบ
"ยังไม่ได้ถามไถ่ว่าท่านและ... ผู้อาวุโสท่านนี้มีนามว่าอย่างไร?" หงหยวนประสานมือคารวะ เหลือบมองชายชุดดำอย่างลังเลใจ อีกฝ่ายปิดหน้าปิดตาเห็นได้ชัดว่าไม่อยากเปิดเผยตัวตน แต่ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่าอายุไม่น้อยแล้ว
"ผู้อาวุโสอะไรกัน ไม่กล้ารับหรอก ข้าแซ่อู่ นามว่าอู่ตู๋สง"
อู่ตู๋สงหยุดชะงักฝีเท้ากะทันหัน ใบหน้าที่เดิมทีเย็นชาเบ่งบานด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ คิ้วขยับไปมา "ชื่อนี้บิดาจอมโหดของข้ายอมเสียเงินจ้างอาจารย์เฒ่ามาตั้งให้ ข้าก็พอใจมากเหมือนกัน"
เขาหัวเราะหึๆ เลิกคิ้วมองชายชุดดำ "ชื่อของตาเฒ่าหยางเทียบไม่ติดเลย ตาเฒ่าหยาง อย่าทำเป็นเงียบไปสิ ถามเจ้าอยู่นะ? ทำไมไม่ตอบล่ะ? แล้วนี่มันเวลาไหนแล้วยังจะโพกผ้าปิดหน้าปิดตาอยู่อีก เจ้าเป็นคุณหนูในห้องหอบ้านไหนกัน? ไม่มีหน้าจะไปพบใครหรือไง?"
ชายชุดดำ 'ตาเฒ่าหยาง' ถลึงตาใส่อย่างหงุดหงิด เอื้อมมือดึงผ้าคลุมหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าเหลี่ยม หนวดเคราเฟิ้ม ผิวสีทองแดง อายุราวห้าสิบปีเศษ พยักหน้าให้หงหยวน "ข้าหยางเอ้อร์หู่"
"คารวะผู้อาวุโสหยาง" หงหยวนโค้งคำนับอย่างเป็นทางการอีกครั้ง เอ่ยว่า "ขอบคุณผู้อาวุโสทั้งสองและพี่หยางที่ช่วยชีวิตไว้ หากไม่มีพวกท่านสามคนคอยช่วยเหลือ คืนนี้ข้าคงเดินออกจากรังมารนั่นไม่ได้แน่"
"ก็แค่บังเอิญพบเจอเท่านั้นแหละ พวกเรามีแผนการของเราอยู่แล้ว ไม่ได้คิดจะช่วยคน เจ้าไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก จะขอบคุณก็ไปขอบคุณสวรรค์เถอะ!" อู่ตู๋สงส่ายหน้า
เห็นหงหยวนอ้าปากจะพูด เขาก็โบกมือ ยิ้มกล่าว "เอาล่ะ ลูกผู้ชายทำอะไรไม่ต้องมัวแต่คิดเล็กคิดน้อย เจ้าก็ไม่ต้องเรียกพวกเราว่าผู้อาวุโส ข้าถูกชะตากับเจ้าหนูอย่างเจ้า หนึ่งคือเจ้ามีความกล้าที่จะลงมือ สองคือแม้อายุเจ้าจะน้อย แต่วรยุทธ์ก็ไม่เบาเลย แน่นอน..."
"ที่สำคัญที่สุดคือหน้าตาเจ้าตอนหนุ่มๆ ข้าบอกไม่ได้หรอกว่าคล้ายข้า เอาเป็นว่าเหมือนกันเป๊ะเลยแล้วกัน"
หงหยวนอ้าปากค้าง สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบ
หยางเลี่ยเหลือบมองบุคลิกท่าทางอันสง่างามดุจหยกของหงหยวน สลับกับมองใบหน้ายาวๆ คล้ายม้าของอู่ตู๋สง อดรำพึงในใจไม่ได้ ‘โบราณว่าไว้ คนไม่อาจรู้ความอัปลักษณ์ของตน ม้าไม่อาจรู้ว่าหน้าตนยาว ข้าได้ประจักษ์แก่สายตาก็วันนี้แหละ’
เขาแทบจะหลุดหัวเราะออกมา รีบก้มหน้าลง กลั้นไว้สุดฤทธิ์
เสียง 'เพียะ' ดังขึ้น ฝ่ามือใหญ่ตบลงมาอย่างแรงจนเจ็บกะโหลก หยางเลี่ยเงยหน้าขึ้นมอง อู่ตู๋สงชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ สายตาคมกริบ "เจ้าคิดจะพูดอะไร?"
"เปล่า!"
"งั้นก็เงียบไว้"
อู่ตู๋สงเขกหัวหยางเลี่ยอีกทีจนอีกฝ่ายปวดจนต้องแยกเขี้ยว หยางเอ้อร์หู่ที่อยู่อีกฝั่งก็พูดเสียงอู้อี้ขึ้นมาดื้อๆ "เขาอยากจะบอกว่า คนไม่อาจรู้ความอัปลักษณ์ของตน ม้าไม่อาจรู้ว่าหน้าตนยาว"
"หืม?"
อู่ตู๋สงเลิกคิ้วกระบี่ สายตาไม่เป็นมิตร
หยางเอ้อร์หู่ไม่แม้แต่จะปรายตามอง เอาแต่ก้มหน้าเดิน "ถ้าเจ้าคิดจะตีข้า ข้าจะสู้กลับ"
"ไว้กลับถึงบ้าน เรามาประลองกันสักตั้ง" อู่ตู๋สงเสนอ
หยางเอ้อร์หู่ชะงักไปเล็กน้อย พยักหน้าช้าๆ "ได้ ข้ากับเจ้าเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกัน ก็ไม่ได้ประมือกันมาหลายปีแล้วเหมือนกัน ให้ข้าดูความก้าวหน้าของเจ้าหน่อยเถอะ"
หงหยวนยิ้มมองดู อู่ตู๋สงก็หันกลับมามองเขา ถามว่า "เจ้าหนู บ้านเจ้าอยู่ที่ไหน?"
ยังไม่ทันที่หงหยวนจะตอบ เขาก็พูดขึ้นมาเอง "ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ไหน เจ้าก็กลับไปไม่ได้แล้ว ไม่รู้ว่าที่บ้านเจ้ายังมีญาติพี่น้องอยู่ไหม? ถ้ามี ก็คงยุ่งยากหน่อย"
"พี่หงกลับไปไม่ได้จริงๆ" หยางเลี่ยหัวเราะหึๆ "พี่น้องร่วมสาบานของเจ้าเป็นคนเซ็น พันธสัญญาเซียนปุถุชน บ้าบอนั่นแทนเจ้า อันที่จริงก็คือสัญญาขายตัว แถมยังให้เจ้าประทับรอยนิ้วมืออีก พอเจ้ากลับบ้านไป แค่นังหมูตอนนั่นนึกขึ้นมาได้ ไม่ต้องลงมือเองด้วยซ้ำ แค่เอาสัญญาไปยื่นที่ที่ว่าการอำเภอ ทางการก็ต้องส่งคนมาจับเจ้าแล้ว"
แววตาหงหยวนเย็นเยียบลง
นึกถึงไอ้อ้วนแซ่หวงที่มีใบหน้าซื่อๆ อดีตเพื่อนร่วมสำนักศึกษา ความแค้นนี้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องชำระ ไม่ว่าจะเป็นการระบายความโกรธของตัวเอง หรือเพื่อสะสางความแค้นให้กับเจ้าของร่างเดิม ก็ต้องไปเยือนตระกูลหวงสักครา
แต่ตระกูลหวงมีอิทธิพลไม่น้อยในอำเภอชิงสวี การจะจัดการกับพวกเขาต้องวางแผนให้รอบคอบ อย่างน้อยก็ต้องทำความเข้าใจโลกใบนี้ให้ถ่องแท้มากขึ้น และเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองเสียก่อน
"บ้านข้าอยู่ในอำเภอชิงสวี บิดามารดาสิ้นขัยหมดแล้ว เดิมทีบิดาข้าเป็นซิ่วไฉ ตอนยังมีชีวิตอยู่ก็สะสมทรัพย์สิน ที่ดิน แล้วก็มีบ้านสองลาน..."
เดิมทีหงหยวนไม่ต้องเล่าละเอียดขนาดนี้ แต่พอจะเดาใจอู่ตู๋สงออกบ้าง จึงบอกภูมิหลังให้ชัดเจนขึ้นไปเลย อีกอย่างตัวเขาเองก็เป็นสุภาพบุรุษเปิดเผย ไม่มีอะไรที่ต้องปิดบัง
"บิดาข้าตายเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นข้ายังเป็นนักศึกษาในสำนักศึกษา การเรียนก็ยังถือว่าพอใช้ได้ จึงยังพอรักษาทรัพย์สินของครอบครัวไว้ได้ พอทางการประกาศยกเลิกการสอบเคอจวี่ ก็ไม่มีนักศึกษาอีกต่อไป พวกที่จ้องจะฮุบสมบัติก็ยังพอรับมือได้ จนกระทั่งพวกเจ้าหน้าที่ทางการมาทวงภาษีทวงแรงงาน แถมยังจะให้จ่ายย้อนหลังไปอีกหลายปี..."
เขาทอดถอนใจ "สุดท้ายก็ต้องสละทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อรักษาตัวรอด ตอนนี้สิ่งที่เหลืออยู่ในตัวอำเภอ ก็มีแค่บ้านกระเบื้องสองห้องในตรอกแผ่นหินให้ซุกหัวนอนเท่านั้น... จริงๆ แล้วยังมีท่านอาอีกคน แต่บิดาข้าตัดขาดการติดต่อกับเขาก่อนตาย..."
หงหยวนไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด
ท่านอาของเขากับบิดาไม่ถูกกันจริงๆ เพราะบิดาเป็นซิ่วไฉ ส่วนท่านอาหลงใหลในการฝึกวรยุทธ์ ในฐานะบัณฑิตที่คิดว่าตัวเองเป็นตระกูลผู้ดี ย่อมต้องดูถูกความไม่เอาถ่านของท่านอาเป็นธรรมดา
ท่านอาออกเดินทางไปทั่วตลอดทั้งปี ในความทรงจำที่มีอยู่น้อยนิด ท่านอากลับบ้านมาก็ทะเลาะกับบิดาใหญ่โต แล้วก็จากไปอย่างไม่สบอารมณ์
แต่หลังจากยกเลิกการสอบเคอจวี่ หงหยวน 'เพียงแค่' ส่งมอบที่ดิน ทรัพย์สิน และบ้านสองลานทั้งหมด ท้ายที่สุดก็ยังเหลือบ้านกระเบื้องสองห้องให้พักพิง เบื้องหลังนั้นแท้จริงแล้วคือท่านอาผู้ลึกลับที่ออกแรงช่วยเหลือ
ท้ายที่สุด เจ้าของร่างเดิมก็เป็นแค่บัณฑิตอ่อนแอ ไม่ใช่ผู้เล่นเปิดโปรเวอร์ชันใหม่เหมือนในตอนนี้ หากไม่มีคนคอยปกป้องอยู่เบื้องหลัง คงโดนแทะจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกไปนานแล้ว
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น รูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลาระดับท็อปคลาสนี้แหละคือบาปหนาที่สุด
หงหยวนยังจำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งเกือบโดนเอาถุงกระสอบคลุมหัว พอรุ่งเช้าของอีกวัน ก็มีอันธพาลขาหักแขนหักสองสามคนนอนจมกองเลือดอยู่ในซอกตึก พอเห็นเขาก็ร้องขอความเมตตาไม่หยุด
พอถึงตอนเที่ยง ท่านอาก็พาชายฉกรรจ์ร่างยักษ์สิบกว่าคนเข้ามาในตรอกแผ่นหิน ยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูบ้าน ส่วนท่านอาก็เข้าไปนั่งคุยกับเขาในบ้านเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม ทิ้งเงินไว้จำนวนหนึ่งแล้วก็จากไป
ความจริงในหนึ่งชั่วยามนั้นก็คุยกันแค่ไม่กี่ประโยค จากนั้นก็นั่งสบตากัน หงหยวนรู้ดีว่าจุดประสงค์ที่ท่านอามา ก็แค่เพื่อข่มขวัญพวกที่กล้ายื่นมือเข้ามายุ่ง
ให้คนรู้ว่าเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ไร้ที่พึ่ง
ท่านอาท่องยุทธภพมาหลายปี มีประสบการณ์โชกโชน ทั้งยังสามารถข่มขวัญพวกนักเลงหัวไม้ในอำเภอได้ น่าจะมีอิทธิพลพอตัว ในช่วงเวลาสั้นๆ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเดือดร้อนไปด้วย
แต่นังหมูตอนนั่นดูบ้าคลั่งไม่เบา ไม่อาจมองว่าเป็นคนปกติได้ ยังไงก็ต้องรีบพัฒนาตัวเองให้เร็วที่สุด
อู่ตู๋สงพยักหน้า ประวัติขาวสะอาด ที่มาเรียบง่าย ไม่มีภาระผูกพัน โครงสร้างกระดูกยอดเยี่ยม ยิ่งมองก็ยิ่งชื่นชม ใบหน้าเปื้อนยิ้มกล่าว "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าไปกับพวกเราเถอะ ข้าบอกว่าถูกชะตากับเจ้าไม่ได้ล้อเล่นนะ หากไม่รังเกียจ ก็ไม่ต้องเรียกพวกข้าว่าผู้อาวุโสหรอก ทำเหมือนเจ้าหนูหยางเลี่ย เรียกพวกข้าสองคนว่าท่านลุงก็พอ"
"รบกวนท่านลุงอู่ ท่านลุงหยางแล้ว"
หงหยวนฉวยโอกาสตามน้ำทันที
ถึงอย่างไรก็ยังไม่มีที่ไป อีกทั้งอู่ตู๋สงและหยางเอ้อร์หู่ดูเป็นคนมีความรู้ อย่างน้อยคนหนึ่งก็มาจากองครักษ์เกล็ดขาวของหลินเจียงฝู่ ติดตามพวกเขาไปก็น่าจะได้เรียนรู้อะไรมากมาย
"รบกวนอะไรกัน!" อู่ตู๋สงหัวเราะร่า อารมณ์ดีเป็นพิเศษ ตบไหล่หงหยวน
ระหว่างที่คนทั้งกลุ่มพูดคุยกัน ฝีเท้าก็ก้าวเดินอย่างแผ่วเบา เพียงชั่วครู่ก็มาถึงริมแม่น้ำอวี้ไต้ ภายในป่าทึบติดริมแม่น้ำ อู่ตู๋สงกระโดดลงไป ปัดกิ่งไม้แห้งและใบไม้เน่าเปื่อยที่ปกคลุมเรือแจวมีหลังคาลำเล็กๆ ออก
หยางเลี่ยรีบตามไป ทั้งสองคนอยู่ซ้ายขวา แขนเริ่มเกร็งปูดโปนออกแรง ดันเรือแจวลงสู่แม่น้ำ
หยางเลี่ยหยิบพายขึ้นมา ยืนอยู่หัวเรือ ตรึงตัวเรือให้มั่นคง รอจนทุกคนขึ้นเรือหมดแล้ว จึงใช้พายไม้ดันฝั่งอย่างแรง พริบตาเดียวเรือแจวก็โคลงเคลงเล็กน้อย ก่อนจะแล่นฉิวไปบนผิวน้ำอย่างมั่นคง
หยางเอ้อร์หู่แบกอาจารย์ฉินเข้าไปในห้องโดยสาร ให้อีกฝ่ายพิงพักผ่อน จุดตะเกียงน้ำมัน ท่ามกลางแสงไฟสลัวๆ เห็นอาจารย์ฉินยังคงสลบไสล มีเพียงเสียงละเมอหลุดออกจากปากเป็นระยะ จึงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
อู่ตู๋สงก็เข้ามาในห้องโดยสาร ไม่รู้ว่าไปควักเหยือกเหล้ามาจากไหน ยกขึ้นดื่มอึกๆ
หงหยวนรู้หน้าที่ ไปยืนอยู่หัวเรือกับหยางเลี่ย หาพายไม้อีกอันมาถือ สมัยเด็กๆ ก่อนข้ามมิติมาหน้าบ้านเขาก็มีแม่น้ำเล็กๆ กว้างสามจั้ง ตอนนั้นยังไม่มีสะพานหรือถนน จะข้ามแม่น้ำก็ต้องพายเรือ ร่างกายที่ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งมาแล้วในตอนนี้ยิ่งทำให้เขาพายได้คล่องแคล่ว
ซ่า! ซ่า!
พายไม้ตวัดน้ำ ก่อเกิดเกลียวคลื่นใส แล่นออกไปช้าๆ
ดวงจันทร์ลอยเด่น ทอแสงสีเงินยวง ส่องแสงกระทบผิวน้ำพอให้มองเห็นได้ลางๆ พรสวรรค์เนตรทะลวงความมืด ของหงหยวนก็มองเห็นชัดเจนในระยะไม่กี่จั้งในตอนกลางคืน หากไกลเกินไปก็ยังพร่ามัวอยู่
การล่องเรือในตอนกลางคืน เพื่อความปลอดภัย จึงไม่ได้ให้เรือแล่นห่างจากฝั่งมากนัก แทบจะแล่นเลียบฝั่งไปตามน้ำอย่างช้าๆ ประกอบกับเป็นการแล่นตามน้ำ จึงนับว่าราบรื่นทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น แทบจะไม่ต้องพึ่งแรงพายของหงหยวนและหยางเลี่ยเลย
หยางเลี่ยบอกจุดหมายปลายทางของการเดินทางครั้งนี้แล้วว่าคืออำเภอหยางเฉวียนที่อยู่ติดกับอำเภอชิงสวี แต่ตอนนี้มืดแล้ว ประตูเมืองคงปิดไปแล้ว จึงต้องไปพักค้างคืนที่เมืองเล็กๆ ห่างออกไปทางปลายน้ำสิบกว่าลี้ก่อน
"ในเมืองอู๋ถงที่ถูกทิ้งร้างนั่น รังโลกีย์ของเว่ยเจินจูสร้างเสร็จได้ไม่นานหรอก"
ภายในห้องโดยสาร แสงไฟวูบวาบอยู่ในครอบตะเกียง อู่ตู๋สงและหยางเอ้อร์หู่พูดคุยถึงเรื่องเมืองอู๋ถงและ แดนเซียนปี้อู๋ ขึ้นมาอีกครั้ง
"ถึงนางจะใช้เวลาสร้างสามปี เสวยสุขอีกสามปี ก็แค่หกปี"
อู่ตู๋สงกระดกเหล้าเข้าปาก ปล่อยให้มันไหลลงคอ หลับตาซึมซับรสชาติอยู่ครู่หนึ่ง ค่อยๆ เอ่ยว่า "โรคระบาด ภัยโจร ข่าวลือเรื่องภูตผีปีศาจโผล่มาเป็นสิบปีแล้ว... แต่พวกเว่ยเจินจูกลับไม่ได้เป็นอะไร ต่อให้มีภูตผีปีศาจสิงสู่อยู่ในเมืองอู๋ถงจริงๆ ก็คงจากไปอย่างน้อยสิบปีแล้วล่ะ"
หยางเอ้อร์หู่พยักหน้ารับ ถอนหายใจ "คนดีมักอายุสั้น คนชั่วอยู่ยั้งยืนยงเสียจริง"
ใบหน้าของเขาเผยให้เห็นแววครุ่นคิด ชะงักไปชั่วครู่ จู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า "บ้านเรือนที่เรียงรายอยู่นอกคฤหาสน์ถูกบูรณะใหม่ เจ้าคิดว่าเว่ยเจินจูอยากจะรื้อฟื้นโรงสกัดน้ำมันตังอิ๊วหรือเปล่า?"
"การค้าน้ำมันตังอิ๊ว เป็นชิ้นเนื้อมันย่องขนาดนั้น ถ้ามีโอกาส ต้องอยากลองแน่นอน" อู่ตู๋สงหัวเราะตาม "สร้างโรงสกัดน้ำมันใหม่ แถมยังมีคนงานสกัดน้ำมันที่ชำนาญงานอีกมากมาย แค่เรื่องง่ายๆ พวกนี้ นังหมูตอนนั่นก็จัดการไม่ได้หรอก นางไม่มีปัญญา"
"นางไม่มี ตระกูลเว่ยมี"
"ตระกูลเว่ยก็คือตระกูลเว่ย เว่ยเจินจูก็คือเว่ยเจินจู เอามาปะปนกันไม่ได้หรอก" อู่ตู๋สงส่ายหน้า สีหน้าเย้ยหยัน "ตัวประหลาดอย่างเว่ยเจินจูน่ะ ทำให้ตระกูลเว่ยต้องเสียหน้าในเมืองหลินเจียงฝู่ไปตั้งนานแล้ว เพราะงี้หลายปีมานี้นางถึงไม่อยากเข้าเมืองหลินเจียงฝู่ไง แล้วตระกูลเว่ยจะยังช่วยนางอีกหรือ?"
"อย่าลืมสามีของเว่ยเจินจูสิ..." หยางเอ้อร์หู่เคาะโต๊ะตัวเล็กที่วางเทียนไขในห้องโดยสาร พูดเป็นนัย
"ผู้พิพากษาเกลือและเหล็กนั่นน่ะหรือ?!" สีหน้าของอู่ตู๋สงก็เคร่งเครียดขึ้นมาเช่นกัน
ผู้พิพากษาเกลือและเหล็กแห่งหลินเจียงฝู่ โจวเหวินเจี๋ย หากดูจากตำแหน่งหน้าที่แล้ว ก็เป็นแค่ขุนนางเล็กๆ ขั้นแปด แต่เพราะเป็นคนที่ถูกส่งตรงมาจากมณฑล ตำแหน่งต่ำแต่อำนาจล้นฟ้า มีอำนาจในการตรวจสอบภาษีเกลือ เหล็ก และใบชาทั่วทั้งหลินเจียงฝู่
ขุมกำลังใต้บังคับบัญชาของโจวเหวินเจี๋ยก็น่ากลัวไม่แพ้กัน แค่ที่เปิดเผยก็มีกองปราบปรามการลักลอบขนของเถื่อนสองร้อยนาย ชายฉกรรจ์ในหน่วยเกลืออีกห้าร้อยนาย ส่วนเบื้องหลังยังไม่รู้ว่าไปสมคบคิดกับขุมอำนาจใด และรวบรวม 'จอมยุทธ์' ไว้มากน้อยแค่ไหน
ชายฉกรรจ์ที่คอยคุ้มกันคฤหาสน์ของเว่ยเจินจู น่าจะเป็นทหารหน่วยเกลือที่ถูกเกณฑ์มา!
"ข้าไม่เคยนับถือใครเท่าไหร่นัก แต่ท่านผู้พิพากษาโจวเหวินเจี๋ยคนนี้ ข้าขอยกนิ้วให้เลย" อู่ตู๋สงรำพึง "ได้ยินมาว่าเขาเป็นแค่ลูกชาวนา เพื่อจะได้ไต่เต้าขึ้นไป ถึงกับไปเกาะใบบุญตระกูลเว่ย จุ๊ๆ! ถึงขนาดแต่งงานอยู่กินกับนังหมูตอนนั่นมาหลายสิบปี! ทนไปได้ยังไงเนี่ย?"
"อย่าพูดแบบนั้นสิ ได้ยินมาว่าตอนสาวๆ เว่ยเจินจูก็ถือว่าเป็นคนสวยคนหนึ่งนะ ต่อมาเกิดล้มป่วย ก็เลยกินจนอ้วน..." หยางเอ้อร์หู่พูดต่อไม่ออก แค่นึกถึงเว่ยเจินจู ก็รู้สึกพะอืดพะอมในกระเพาะ จึงพยักหน้าเห็นด้วย "เจ้าพูดถูก โจวเหวินเจี๋ยคนนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ เป็นผู้ยิ่งใหญ่เลยล่ะ!"
"นอกจากเว่ยเจินจูแล้ว ภูมิหลังของผู้หญิงอีกหกคนที่เหลือสืบรู้แน่ชัดหรือยัง?" อู่ตู๋สงถามต่อ
หยางเอ้อร์หู่ตอบ "ภูมิหลังของ เหนียงจื่อเสวียนซู่ รู้แล้ว!"
"คนที่เหาะเหินขึ้นสวรรค์ไปแล้วน่ะหรือ?" อู่ตู๋สงยิ้ม
หยางเอ้อร์หู่แค่นเสียงหยัน "เหาะเหินเป็นเซียนอะไรกัน? ผู้หญิงคนนั้นคือฮูหยินใหญ่แห่งตระกูลเฉินในเมืองอวี้ซี ทรัพย์สินกว่าแปดส่วนในเมืองอวี้ซีเป็นของนางทั้งนั้น น่าเสียดายที่พวกเว่ยเจินจูไม่เพียงแต่กินคนนอก แต่ยังกัดกินพวกเดียวกันด้วย พอเข้าร่วมกลุ่มก็ถูกค่อยๆ ดูดเลือดสูบกระดูก พอสูบจนหมดตัวก็พากันขึ้นสวรรค์ไปทั้งครอบครัว"
"ผู้หญิงคนอื่นๆ ก็มีทั้งภรรยาของขุนนางใหญ่โต คุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูมาในห้องหอของตระกูลเศรษฐี ภริยาผู้สูงศักดิ์ แม่ชีบนเขา..."
อู่ตู๋สงฟังจนตาค้าง เนิ่นนานกว่าจะถอนหายใจ "ผู้หญิงพวกนี้ช่างรู้จักรื่นเริงนัก"
"ไม่ใช่พวกผู้หญิงหรอกที่รู้จักรื่นเริง เป็นพวกนายท่านต่างหากที่รู้จักรื่นเริง" หยางเอ้อร์หู่ว่า
"ต้าอิ้นเรามีสภาพบ้านเมืองเป็นของตัวเอง สภาพสังคมก็เป็นเช่นนี้ จะทำอย่างไรได้เล่า!" อู่ตู๋สงถอนหายใจ
ราชวงศ์ต้าอิ้นครองแผ่นดินมาเกือบแปดร้อยปี ความรุ่งเรืองและตกต่ำในช่วงเวลาเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องธรรมดา ทุกครั้งที่ตกต่ำมักจะมีผู้นำที่เก่งกาจปรากฏตัวขึ้นมากอบกู้สถานการณ์ กว่าราชวงศ์จะมั่นคงได้ ก็ดันมีฮ่องเต้พิสดารขึ้นครองบัลลังก์อีก
สามร้อยปีก่อน จักรพรรดิฉางเล่อแห่งราชวงศ์ต้าอิ้นมีนิสัยวิปริต มักทำเรื่องเหลวไหลไร้สาระอยู่เสมอ ไม่เพียงแต่จะได้ทั้งชายและหญิง บางครั้งตอนกำลังว่าราชการกับเหล่าขุนนาง ก็ยังเรียกสนมมาจัดงานเสี้ยงในท้องพระโรงใหญ่ ปล่อยให้ขุนนางทั้งหลายได้ชมเป็นขวัญตา ไม่เพียงแต่จะไม่รู้สึกอับอาย กลับยังภาคภูมิใจเสียด้วยซ้ำ
แน่นอนว่า ความเสื่อมทรามของสังคมในราชวงศ์ต้าอิ้นจะไปโทษจักรพรรดิฉางเล่อทั้งหมดก็ไม่ได้ ก่อนหน้านั้นไม่รู้ว่ามีฮ่องเต้พิสดารอีกกี่พระองค์ ที่ทำเรื่องฉาวโฉ่ไม่แพ้กันเลย
"องครักษ์เกล็ดขาว เจ้าคงกลับไปไม่ได้แล้วสินะ?"
"องครักษ์เกล็ดขาวถูกแทรกซึมจนพรุนไปหมดแล้ว ไม่รู้ว่าโดนยัดเยียดลูกหลานบ้านไหนเข้ามาบ้าง ประสิทธิภาพการรบไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่คนนอกคาดเดาไว้หรอก ข้าก็ทนรับอารมณ์พวกนั้นมาพอแล้ว คราวนี้ไปล่วงเกินเว่ยเจินจูเข้า ก็ถือโอกาสไปท่องยุทธภพ เป็นจอมยุทธ์พเนจรก็ดีเหมือนกัน..."
"สู้มาช่วยข้าดีกว่า..."
อู่ตู๋สงโบกมือขัดจังหวะ "ข้ารู้ว่าเจ้าจะพูดอะไร แต่ข้าเลือกคนที่เหมาะสมที่สุดให้เจ้าแล้ว..." เขาพยักพเยิดหน้า มองออกไปนอกห้องโดยสาร
‘นี่กะจะรับข้าเป็นศิษย์ หรืออะไรกันแน่…’ หงหยวนบ่นในใจ ไม่ได้รู้สึกต่อต้านอะไร
อยู่ในสถานะใด ก็ต้องมีความคิดตามสถานะนั้น ตอนนี้เขาอยากจะใช้อู่ตู๋สงและหยางเอ้อร์หู่เป็นจุดเริ่มต้นในการเรียนรู้โลกใบนี้ การกราบเป็นอาจารย์ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
แววตาหงหยวนเป็นประกาย เพียงแค่คิด ตัวอักษรคล้ายยุงบินก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง
"เจ้าแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์?" หงหยวนพึมพำ มองดูฝูงยุงกลายเป็นน้ำวนที่ดึงดูดทุกสิ่ง อยากจะกระโจนเข้าไปในนั้นใจจะขาด แต่สุดท้ายก็ต้องสะกดกลั้นเอาไว้ ยังมีคนอื่นอยู่บนเรือ ถ้าวังวนนี้ดูดร่างเขาเข้าไปทั้งตัว จะอธิบายอย่างไรล่ะ?
"อดทนไว้อีกนิด..."