เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26 - กุศลอนันต์

บทที่ 26 - กุศลอนันต์

บทที่ 26 - กุศลอนันต์


บทที่ 26 - กุศลอนันต์

นี่เป็นครั้งแรกที่จักรพรรดิจิ่งตี้เสด็จพระราชดำเนินยามวิกาลในอำเภอเถาหยวน เพื่อส่องทาง ก่อนออกมาพระองค์ยังได้ขอยืมโคมไฟจากเถ้าแก่ร้านมาด้วยหนึ่งดวง

จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงถือโคมไฟเดินไปตามถนน ทรงประหลาดพระทัยที่พบว่ายังมีร้านค้าจำนวนไม่น้อยที่ยังเปิดให้บริการอยู่ โดยเฉพาะแผงลอยริมถนนที่มีคนมาจับจ่ายซื้อของไม่น้อยเลย

เมืองหลวงประกาศใช้เคอร์ฟิวห้ามออกจากบ้านยามวิกาลมาเกือบสิบปีแล้ว ภาพเหตุการณ์เช่นนี้เมื่ออยู่ในสายพระเนตรของจักรพรรดิจิ่งตี้จึงดูแปลกตาเป็นพิเศษ

ทว่าพระองค์ก็ไม่ได้หยุดแวะที่ใด ทรงรีบสาวพระบาทมุ่งหน้าไปยังที่ว่าการอำเภอ เพราะเรื่องงานสำคัญกว่า

เมื่อมาถึงใต้ซุ้มประตูหน้าทางเข้าที่ว่าการอำเภอ เจ้าหน้าที่สองคนก็เข้ามาขวางทางจักรพรรดิจิ่งตี้ไว้

จักรพรรดิจิ่งตี้จึงทรงหยิบตราสัญลักษณ์ที่เคยติดอยู่บนรถม้าออกมาแสดงให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองดู

ทั้งสองสบตากันแล้วกล่าวว่า "โปรดรออยู่ที่นี่สักครู่ พวกข้าจะเข้าไปแจ้งให้ทราบก่อน"

ไม่นานนัก เสี่ยวเถาก็เดินนวยนาดออกมาจากด้านใน นางเอ่ยกับจักรพรรดิจิ่งตี้ด้วยน้ำเสียงกังวานใส "ท่านคือท่านหลี่ใช่ไหมเจ้าคะ โปรดตามข้ามา"

ลานกว้างหน้าอำเภอมืดสนิท ทั้งสองคนเดินตามกันไปเงียบๆ

"แม่นางมีนามว่ากระไร?"

"เรียกข้าว่าเสี่ยวเถาก็ได้เจ้าค่ะ"

จักรพรรดิจิ่งตี้ตรัสถามต่อ "ไม่ทราบว่าใต้เท้าฟางเข้านอนเวลาใดรึ?"

เสี่ยวเถาหัวเราะเบาๆ "ปกติเวลานี้คุณชายของพวกเราเข้านอนไปแล้วเจ้าค่ะ วันนี้คาดว่าในใจคงมีเรื่องกังวล ตอนนี้จึงยังนั่งดื่มสุราอยู่ที่เรือน"

"ไม่ทราบว่าท่านมาหาคุณชายของข้าด้วยเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ?"

"น้ำท่วมเจี้ยนเจียง ได้ยินมาว่าใต้เท้าฟางมีวิธีแก้ไข ข้าหลี่ผู้นี้จึงตั้งใจมาขอเข้าพบ"

"อ้อ? เจี้ยนเจียงน้ำท่วมหรือเจ้าคะ? มีอุทกภัยในฤดูกาลนี้ช่างแปลกประหลาดนัก บางทีที่คุณชายยังไม่นอนก็คงเพราะเรื่องนี้กระมัง"

เมื่อได้ยินเสี่ยวเถาพูดเช่นนี้ จักรพรรดิจิ่งตี้ก็ทรงประหลาดพระทัยเล็กน้อย เมื่อตอนกลางวันฟางเจิ้งอียังทำท่าทีไม่สนสี่สนแปดอยู่เลย ไม่คิดว่าพอลับหลังจะมีท่าทีเช่นนี้

หรือบางทีสาวใช้ผู้นี้อาจจะคิดไปเองกระมัง

พระองค์จึงตรัสถามต่อ "น้ำท่วมเจี้ยนเจียงสร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนนับหมื่น ข้าเคยได้ยินใต้เท้าฟางเอ่ยว่า การใช้อสนีบาตผ่าภูเขาให้ถล่มลงมาขวางแม่น้ำสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้"

"หรือว่าใต้เท้าฟางจะสามารถอัญเชิญอสนีบาตได้จริงๆ?"

"อสนีบาตรึ?" จู่ๆ เสี่ยวเถาก็ชะงักฝีเท้า ในหัวพลันนึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ฟางเจิ้งอีพานางไปดูการใช้ดินปืนระเบิดเหมืองยางมะตอย

ตอนนั้นนางตกใจกลัวจนตัวสั่นเทา ต้องให้ฟางเจิ้งอีเข้ามากอดปลอบถึงจะสงบลงได้

เมื่อนึกถึงความทรงจำนี้ มุมปากของเสี่ยวเถาก็เผยรอยยิ้มออกมา

"คุณชายของพวกเราจะไปมีวิชาอัญเชิญอสนีบาตอะไรกันเจ้าคะ! นั่นมันเรื่องหลอกเด็กทั้งนั้น แต่ถ้าคุณชายพูดเช่นนั้นจริงๆ! ปัญหาน้ำท่วมก็ต้องแก้ได้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ!"

"อ้อ? เหตุใดล่ะ?" จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงปีติในพระทัย

"ในโลกนี้ไม่น่าจะมีเรื่องใดที่คุณชายทำไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ"

พระทัยของจักรพรรดิจิ่งตี้ดิ่งวูบลงอีกครั้ง คำพูดนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับคำเยินยอที่พวกขุนนางในราชสำนักชอบกราบทูลพระองค์นั่นแหละ

ไม่มีค่าอะไรเลย!

"แต่ว่า... คืนนี้ท่านหลี่จะมา ข้าคิดว่าคุณชายคงรู้อยู่ก่อนแล้วล่ะเจ้าค่ะ"

"หืม?"

"ก่อนที่ท่านจะมา ข้าเห็นคุณชายเตรียมจอกสุราไว้บนโต๊ะสองจอก คิดว่าจอกหนึ่งคงเตรียมไว้ต้อนรับท่านกระมัง"

จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงรู้สึกเบิกบานพระทัยขึ้นมาทันที!

แสดงว่ามีสิทธิ์เจรจา! หากเจรจาได้ก็มีความหวัง!

ดูไม่ออกเลยจริงๆ ว่าฟางเจิ้งอีที่อายุน้อยแค่นี้ จะมีความสามารถหยั่งรู้ดุจเทพยดาด้วย!

ระหว่างที่สนทนากัน ทั้งสองก็มาถึงเรือนชั้นใน

เสี่ยวเถาเดินนำเข้าไปในเรือนก่อน จากนั้นจึงบอกให้จักรพรรดิจิ่งตี้เข้าไปด้านในได้เลย

เมื่อจักรพรรดิจิ่งตี้เสด็จเข้าไปในเรือน ก็ทอดพระเนตรเห็นฟางเจิ้งอีกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะหิน ชูจอกสุราขึ้นทักทายแสงจันทร์ด้วยท่าทีที่ดูโอ้อวดสุดๆ

ฟางเจิ้งอีหันมอง เมื่อเห็นจักรพรรดิจิ่งตี้เดินเข้ามาก็เอ่ยเสียงดัง "เหล่าหลี่ ดึกดื่นป่านนี้มาหาขุนนางผู้นี้มีธุระอันใดรึ?"

"มาๆๆ นั่งลงก่อน"

จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงเดินตรงเข้าไปประทับนั่ง "ดี! ถ้าเช่นนั้นข้าหลี่ผู้นี้ก็ขอพูดตรงๆ เลยก็แล้วกัน! ไม่ทราบว่าใต้เท้าฟางสามารถแก้ปัญหาอุทกภัยที่เจี้ยนเจียงได้จริงหรือไม่?"

"หากสามารถแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ นั่นถือเป็นความดีความชอบอันใหญ่หลวงต่อราชสำนักเลยนะ! ถึงเวลานั้นอย่าว่าแต่เงินทองเลย แม้แต่บรรดาศักดิ์ก็อาจจะได้มาครองก็เป็นได้!"

"หึๆ เหล่าหลี่ ดูไม่ออกเลยนะว่าเจ้าจะบ้าอำนาจขนาดนี้ เป็นขุนนางมันดีตรงไหนกัน ขุนนางผู้นี้ต้องดูแลชาวบ้านมากมายปวดหัวจะตายอยู่แล้วทุกวัน เป็นเศรษฐีมีเงินมันไม่ดีกว่ารึ?"

เมื่อได้ยินคำพูดเกียจคร้านเช่นนี้ จักรพรรดิจิ่งตี้ก็ทรงแทบอยากจะประเคนหมัดใส่เขาสักสองหมัด ไอ้คนไม่ได้เรื่องเอ๊ย!

พระองค์ทรงข่มความกริ้วไว้ ตรัสว่า "ข้าเองก็เป็นราษฎรแคว้นจิ่ง การแบ่งเบาพระภาระของฮ่องเต้ถือเป็นหน้าที่ หรือว่าใต้เท้าฟางไม่คิดเช่นนั้น?"

"ดี! พูดได้ดี!" ฟางเจิ้งอีตบโต๊ะดังปัง

เขากล่าวเสียงดัง "สิ่งที่ขุนนางผู้นี้คิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็คือการแบ่งเบาพระภาระของฮ่องเต้นั่นแหละ!"

"เหล่าหลี่ ข้ากับเจ้านี่นับว่าใจตรงกันจริงๆ! ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ขุนนางผู้นี้ก็จะขอมอบความมั่งคั่งให้เจ้าสักครา!"

"อำเภอของเรามีของสิ่งหนึ่งเรียกว่า กุศลอนันต์! ของสิ่งนี้อาจจะแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ แต่ก็ไม่กล้ารับประกันร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกนะ!"

ว่าแล้วเชียว! เขามีความสามารถจริงๆ ด้วย!

แค่ชื่อกุศลอนันต์ ฟังดูก็มหัศจรรย์พันลึกแล้ว

จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงลิงโลดในพระทัย "ไม่ทราบว่ากุศลอนันต์ที่ว่านี้คือสิ่งใดรึ?"

ฟางเจิ้งอีโบกมือ "เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องสนใจหรอก! อำเภอเถาหยวนของข้าสามารถส่งคนไปได้ยี่สิบคน ให้นำกุศลอนันต์เดินทางไปกู้ภัยที่เจี้ยนเจียง ส่วนจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ต้องแล้วแต่ฟ้าลิขิตแล้ว!"

"รถม้าเดินทางช้าเกินไป แถมกุศลอนันต์ก็มีน้ำหนักมาก จะต้องขนไปขึ้นเรือที่ท่าเรือเจียงหลิงใกล้เมืองหลวงเพื่อล่องใต้ลงไป จากนั้นค่อยใช้รถม้าขนส่งไปยังเจี้ยนเจียงอีกที ระหว่างทางจำเป็นต้องมีคนคุ้มกัน เรื่องนี้เจ้าไปจัดการเอาเองก็แล้วกัน"

"หากทำตามนี้ ภายในเจ็ดวันก็น่าจะถึง ทว่า... วีรบุรุษของอำเภอเถาหยวนเหล่านี้ต้องเสี่ยงชีวิตไปช่วยเจ้ากู้ภัย..."

พูดจบฟางเจิ้งอีก็ถูนิ้วไปมา

จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงเข้าพระทัยได้ในทันที จึงตรัสอย่างใจป้ำ "สองหมื่นตำลึง!"

จิ๊ๆๆ เงินแค่นี้ยังคิดจะซื้อดินปืนอีกรึ!?

"เอ่อ... ข้าไม่มีเงินมากมายขนาดนั้นหรอก..." จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงกระอักกระอ่วน ไม่คิดว่าฟางเจิ้งอีจะโก่งราคาเรียกเงินเยอะขนาดนี้

"ไม่เป็นไร! อำเภอเถาหยวนของเรามีบริการให้สินเชื่อ ออกให้ก่อนได้!"

"แต่ว่า... เจ้าคิดให้ดีๆ นะ นี่คือการเดิมพันครั้งใหญ่ หากไม่สำเร็จ เจ้าก็หมดตัวได้เลย" ฟางเจิ้งอีเตือน

จักรพรรดิจิ่งตี้ไม่ทรงลังเล ทรงตอบตกลงอย่างง่ายดาย

หากราชสำนักเบิกเงินสองแสนตำลึงไปตรงๆ เงินก้อนนี้ก็คงถูกนำไปใช้จัดการปัญหาปลายเหตุจนหมดแน่ๆ ไม่เหลือสักแดงเดียว แถมหลังจากนั้นผู้ว่าการเจี้ยนเจียงก็ต้องมาขอเบิกเงินเพิ่มอีกอย่างไม่ต้องสงสัย

ตอนนี้ใช้เงินแค่สองหมื่นตำลึงก็สามารถแก้ปัญหาที่ต้องใช้เงินสองแสนตำลึงได้ ถือว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

ฟางเจิ้งอีเม้มปากยิ้ม "ข้ามองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเจ้าเป็นคนที่ทำเรื่องใหญ่ ขุนนางผู้นี้ได้มีส่วนร่วมลงแรงด้วยก็ถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง"

จากนั้นเขาก็ปรับสีหน้าจริงจัง "เจ้าต้องคิดว่าขุนนางผู้นี้กำลังหลอกฟันกำไรจากเจ้าแน่ๆ แต่พูดตามตรงนะ มูลค่าของกุศลอนันต์นี้ไม่อาจประเมินได้ สองหมื่นตำลึงถือว่าถูกแสนถูกแล้ว"

"หากโชคดีแก้ปัญหาน้ำท่วมได้สำเร็จ ก็ต้องระวังเรื่องโรคระบาดให้ดี! หลังน้ำท่วมใหญ่มักจะมีโรคระบาดครั้งใหญ่ตามมาเสมอ!"

"ศพทั้งหมดให้เผาทิ้งตรงนั้นเลย ส่วนชาวบ้านก็ต้องอพยพไปอยู่ในที่แห้งและอากาศถ่ายเทสะดวก"

"หากพบพื้นที่ลุ่มน้ำขัง ก็ให้ใช้ปูนขาวโรยทับ หากมีคนติดเชื้อไข้หวัดก็ให้รีบกักตัวทันที"

"หากเกิดโรคระบาดขึ้น ก็ต้องกักตัวผู้ป่วยเช่นกัน และต้องให้คนอื่นๆ ใช้ผ้าผืนบางๆ ปิดจมูกและปากไว้เพื่อป้องกันไม่ให้โรคระบาดแพร่กระจาย"

"พูดไปเจ้าอาจจะยังมีข้อสงสัย แต่ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นประสบการณ์ที่อำเภอเถาหยวนของข้าสั่งสมมาหลายปี เจ้าแค่ทำตามที่บอกก็พอ!"

"อ้อ แล้วก็ยังมี........."

เมื่อทอดพระเนตรเห็นฟางเจิ้งอีอธิบายเป็นฉากๆ พระพักตร์ของจักรพรรดิจิ่งตี้ก็ค่อยๆ อ่อนโยนลง

เห็นได้ชัดว่าฟางเจิ้งอีใส่ใจเรื่องนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว การเตรียมการอย่างละเอียดรอบคอบเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งจะมาคิดออกเดี๋ยวนั้นอย่างแน่นอน

บางทีต่อให้พระองค์ไม่เสด็จมาหาเขา เขาก็คงจะหาทางไปกู้ภัยด้วยตัวเองอยู่ดีกระมัง!

เด็กคนนี้มีใจทำเพื่อชาติเพื่อราษฎรจริงๆ ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้ข้าจะเข้าใจเขาผิดไปถนัดเลย

"สรุปก็มีแค่นี้แหละ จำได้หมดแล้วใช่ไหม?"

"จำได้แล้ว หลี่หลงผู้นี้ขอขอบคุณใต้เท้าฟางแทนราษฎรชาวเจี้ยนเจียงด้วย!"

เวลานี้จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงเบิกบานพระทัยยิ่งนัก พระองค์คว้าจอกสุราที่ฟางเจิ้งอียังไม่ได้ใช้ขึ้นมา ตรัสอย่างองอาจ "ดูเหมือนว่าวันนี้ใต้เท้าฟางจะรู้อยู่แล้วว่าข้าต้องมา เช่นนั้นข้าขอดื่มให้ใต้เท้าฟางสักจอกก็แล้วกัน!"

พูดจบก็กระดกพรวดเดียวจนหมด!

เอ๊ะ? รสชาตินี้?

จักรพรรดิจิ่งตี้ทรงเดาะพระชิวหา ไม่เห็นมีรสชาติอะไรเลย เหมือนน้ำเปล่าชัดๆ

"เหล่าหลี่ เจ้าดื่มน้ำยาบ้วนปากของข้าทำไม?"

"......................."

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 26 - กุศลอนันต์

คัดลอกลิงก์แล้ว