- หน้าแรก
- 18 อีกครั้งในปี1958 เปิดเส้นทางเศรษฐีด้วยมิติส่วนตัว
- บทที่ 29 ล่าขุมทรัพย์ในสถานรับฝากขาย
บทที่ 29 ล่าขุมทรัพย์ในสถานรับฝากขาย
บทที่ 29 ล่าขุมทรัพย์ในสถานรับฝากขาย
พอคิดถึงเฟอร์นิเจอร์ไม้ฮวงฮวาหลีและไม้จื่อถานพวกนั้น ฉินต้าเป่าก็รู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาในใจ ชาติก่อนเขาเคยเรียนรู้วิธีดูของเก่าจากลุงจางมาจนแตกฉาน น่าเสียดายที่ตอนนั้นต้องคอยดูแลน้องสาวกับพ่อ เลยไม่มีกะจิตกะใจจะไปคลุกคลีกับของพวกนี้
จนกระทั่งลุงจางจากไป ท่านได้ทิ้งบ้านไว้ให้หนึ่งหลังกับของล้ำค่าอีกสองสามชิ้น หนึ่งในนั้นคือถ้วยตราไก่สมัยจักรพรรดิเฉิงฮว่าแห่งราชวงศ์หมิง ในปี 98 น้องสาวต้องเข้าโรงพยาบาลนานถึงครึ่งปี ในช่วงที่สิ้นเนื้อประดาตัวที่สุด เขาจำใจต้องเอาถ้วยตราไก่ไปขาย และมันขายได้ถึงแปดล้านหยวน เขาถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าของเก่าที่ลุงจางทิ้งไว้ให้มันมีมูลค่ามหาศาลขนาดไหน
ชาตินี้ได้เกิดใหม่แถมยังมีอิสรภาพทางการเงินแล้ว ถ้าไม่ไปล่าของเก่าล้ำค่ามาเก็บไว้สักสองสามชิ้น คงเสียชื่อคนทะลุมิติแย่ พอคิดแบบนี้ หัวใจของฉินต้าเป่าก็ยิ่งเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น
แต่เขาไม่ได้ไปที่สถานรับฝากขายบนถนนผิงอัน หนึ่งคือร้านนั้นเล็กเกินไป สองคือลุงจางทำงานอยู่ที่นั่น ขืนซื้อเฟอร์นิเจอร์เก่ากลับมาแล้วไม่ได้เอาไปไว้ที่บ้าน คงยากที่จะรอดพ้นสายตาและไม่ให้ลุงจางสงสัย ฉินต้าเป่าไม่อยากให้ใครล่วงรู้ความลับเรื่องมิติของเขา
เขามุ่งหน้าตรงไปยังซีจื๋อเหมิน สหกรณ์การเกษตรและสถานรับฝากขายที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงตั้งอยู่ที่นั่น
สถานรับฝากขายโดยทั่วไปก็คล้ายกับโรงรับจำนำในอดีต คือรับซื้อขายของมือสอง เพียงแต่สถานรับฝากขายเป็นของรัฐบาล ราคาจึงค่อนข้างสมเหตุสมผล พวกเศรษฐีเก่าที่ทนความลำบากไม่ไหว มักจะเอาของมาฝากขายที่นี่ แน่นอนว่าของส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินที่ถูกยึดมาจากพวกนายทุนและเจ้าที่ดิน ซึ่งในนั้นมีของดีๆ ซ่อนอยู่เพียบ
สถานรับฝากขายตั้งอยู่ฝั่งซีจื๋อเหมิน ข้างๆ คือโรงแรมเกาเลี่ยง อาคารรับฝากขายแห่งนี้เดิมทีเป็นห้างร้านที่พวกญี่ปุ่นสร้างไว้ เป็นตึกสามชั้น ด้านหลังมีโกดังขนาดใหญ่
ชั้นล่างของร้านขายเสื้อผ้าและรองเท้าสภาพแปดเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่จะเป็นชุดสูทกับชุดกี่เพ้า แล้วก็มีพวกเสื้อโค้ตขนมิงค์ขนสัตว์ปะปนอยู่บ้าง
แต่ของพวกนี้ขายไม่ออกหรอก ชาวบ้านทั่วไปถึงมีชุดสูทก็ไม่มีโอกาสได้ใส่ ไม่ต้องพูดถึงชุดกี่เพ้าเลย ตอนนี้ที่ฮิตกันคือชุดแบบเลนินและชุดทำงานต่างหาก
ฉินต้าเป่าเดินวนดูรอบหนึ่ง ไม่มีอะไรถูกใจ เขาเลยเดินตรงขึ้นไปชั้นสอง บริเวณบันไดมีตู้กระจกสองตู้ขายนาฬิกาข้อมือมือสอง ล้วนแต่เป็นแบรนด์เนมต่างประเทศทั้งนั้น มีทั้งจีราร์ดแพร์โกซ์ โอเมก้า ไอดับเบิลยูซี ทิสโซต์ คาร์เทียร์
พูดตามตรงฉินต้าเป่าค่อนข้างชอบโอเมก้า มันเหมาะกับเขาดี ดูไม่โอ้อวดแต่ก็มีระดับกำลังดี
เขาสะดุดตากับนาฬิกาโอเมก้าสไตล์วินเทจสายหนังสีน้ำตาลเรือนหนึ่ง สภาพใหม่ถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ พอถามราคาก็พบว่าแค่ร้อยห้าสิบหยวนเท่านั้น เขาจึงรีบสั่งให้ออกบิลและจ่ายเงินทันที ก่อนจะแอบเก็บเข้ามิติ
พื้นที่กว่าครึ่งของชั้นสองเป็นโซนวางเฟอร์นิเจอร์ พนักงานขายเฟอร์นิเจอร์เป็นชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปด นั่งพิงโซฟาอ่านหนังสือการ์ตูนภาพเล่มเล็กอยู่อย่างเกียจคร้าน
ฉินต้าเป่าเดินดูรอบหนึ่ง มีแต่ของธรรมดาๆ สภาพก็แค่ห้าหกสิบเปอร์เซ็นต์ ไม่มีชิ้นไหนดึงดูดใจเขาได้เลย
แต่ฉินต้าเป่ารู้ดีว่า ของดีมักจะไม่เอามาตั้งโชว์ให้เห็นหรอก เขาล้วงบุหรี่ออกมาส่งให้ชายหนุ่มพร้อมรอยยิ้ม
ชายหนุ่มชะงักไปนิดหนึ่ง ดึงบุหรี่ออกมวนหนึ่งแล้วคาบไว้ที่ปาก
ฉินต้าเป่าหยิบไม้ขีดไฟมาจุดให้ชายหนุ่ม "สหาย นามสกุลอะไรครับ"
"อ้อ ผมแซ่เว่ย เว่ยผิงครับ" โบราณว่าไว้ผู้ลากมากดีไม่ตีคนให้ของขวัญ พอชายหนุ่มได้สูบบุหรี่ สีหน้าก็ดูเป็นมิตรขึ้นเยอะ
"พี่เว่ยครับ ผมชื่อฉินต้าเป่า พอดีเพิ่งย้ายบ้านใหม่ เลยอยากมาหาซื้อเฟอร์นิเจอร์ดีๆ ไปแต่งบ้านสักหน่อย" พูดจบก็เนียนยัดบุหรี่ทั้งซองใส่กระเป๋าเสื้อของเว่ยผิง เว่ยผิงยิ้มกริ่ม เจ้าหนุ่มฉินต้าเป่าคนนี้รู้ธรรมเนียมดีแฮะ
"แหม เรื่องเล็กน้อย นายนั่งรอแป๊บนึงนะ เดี๋ยวพี่ไปเอากุญแจโกดังที่พี่ชายมาก่อน" เขาพูดด้วยน้ำเสียงภูมิใจ "พี่ชายฉันเป็นหัวหน้าที่นี่ นายชอบชิ้นไหนเดี๋ยวฉันคิดราคาต่ำสุดให้เลย"
นี่แหละความจริงของสังคม ร้านค้าของรัฐ เฟอร์นิเจอร์ฝากขายจะขายออกหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับพนักงานขายอยู่แล้ว ยังไงเสียทำยอดได้มากหรือน้อยก็ได้เงินเดือนเท่าเดิม
ผ่านไปไม่ถึงห้านาที เว่ยผิงก็เดินหิ้วพวงกุญแจพวงใหญ่กลับมา นี่แหละคืออานุภาพของบุหรี่ซองนั้น ไม่อย่างนั้นของที่เขาจะได้ซื้อก็คงมีแค่ของโหลๆ ที่วางโชว์อยู่บนชั้นสองนี่แหละ
เว่ยผิงพาเขาเดินไปที่โกดังด้านหลัง พอเปิดประตูออก ฉินต้าเป่าก็ถึงกับตะลึง
เฟอร์นิเจอร์ข้างในมีไม่มาก แต่ล้วนเป็นของดีระดับพรีเมียม เฟอร์นิเจอร์ที่ถูกเก็บเข้ามาในโกดังนี้ได้ ล้วนทำมาจากไม้ฮวงฮวาหลีและไม้จื่อถาน ทำเอาฉินต้าเป่ามองเพลินจนละสายตาไม่ได้ นึกอยากจะเหมาให้หมด
ไม้ที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์พวกนี้ ที่มีค่าที่สุดก็คือไม้ฮวงฮวาหลีกับไม้จื่อถานใบเล็ก ในยุคหลังได้ฉายาว่าเป็นไม้ที่แพงดั่งทองคำ แต่ในยุคนี้ราคาก็แค่แพงกว่าไม้ธรรมดานิดหน่อยเท่านั้น
โต๊ะวางของไม้ฮวงฮวาหลีในโกดัง เตียงไม้จื่อถานแกะสลักลายค้างคาวกับคฑาหยูอี้ สื่อความหมายถึงเบญจพรประทานโชคและความสมปรารถนา ฝีมือแกะสลักประณีตวิจิตรบรรจง มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นผลงานของช่างฝีมือชั้นครู
เขาเลือกอยู่ตั้งนาน ชิ้นนี้ก็ตัดใจทิ้งไม่ลง ชิ้นนั้นก็อยากได้ สุดท้ายก็เลือกเตียงไม้จื่อถานหนึ่งหลัง โต๊ะเครื่องแป้งหนึ่งตัว ดูจากฝีมืองานช่างแล้วน่าจะเป็นของที่หลุดออกมาจากในวัง
ยังมีเตียงตั่งหลัวฮั่นไม้ฮวงฮวาหลีเข้าชุดกับโต๊ะตัวเล็ก ตู้ไม้จื่อถานใบเล็กหนึ่งชุด
โต๊ะวางของไม้ฮวงฮวาหลี เก้าอี้ไท่ซือ เฟอร์นิเจอร์พวกนี้แหละ ถ้าเอาไปขายในยุคหลัง แต่ละชิ้นมูลค่าเริ่มต้นไม่ต่ำกว่าสิบล้านทั้งนั้น
ของพวกนี้ถือว่าดีมาก แต่ก็ยังไม่ใช่ของที่ดีที่สุด ของระดับสุดยอดจริงๆ ตอนนี้ยังคงถูกเก็บซ่อนไว้ในมือพวกเศรษฐีเก่า ลูกหลานตระกูลดัง และพวกนายทุน
ตราบใดที่คนพวกนี้ยังไม่ถึงทางตัน พวกเขาก็ไม่ยอมเอาของรักของหวงออกมาขายง่ายๆ หรอก
แต่เดี๋ยวก็ใกล้จะเข้าสู่ช่วงสามปีแห่งภัยพิบัติทางธรรมชาติแล้ว พอถึงตอนที่ไม่มีข้าวกิน คนก็จะแห่เอาของพวกนี้ออกมาแลกกับของกินเองแหละ ดังนั้นฉินต้าเป่าจึงไม่รีบร้อน
ช่วงเวลาไหนที่ของเก่าและเฟอร์นิเจอร์ล้ำค่าราคาตกต่ำเยี่ยงเศษดินเศษหญ้า ไม่ใช่ช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมหรอกนะ แต่เป็นช่วงปี 59 ถึง 61 สามปีนี้ต่างหาก นั่นคือช่วงที่มีคนอดตายเป็นเบือเลยเชียวนะ และสิบกว่าปีหลังจากนั้น ชาวบ้านตาดำๆ ก็ไม่เคยได้กินอิ่มท้องอีกเลย
เขาไหว้วานให้เว่ยผิงไปเรียกคนลากรถสามล้อมาสามคน ช่วยขนของทั้งหมดขึ้นรถ ส่วนตัวเองเดินลงไปชั้นล่างเพื่อออกบิลและจ่ายเงิน หมดไปทั้งหมดห้าร้อยหกสิบหยวน ถือว่าเป็นเงินก้อนโตทีเดียว ตอนนี้เด็กฝึกงานได้เงินเดือนแค่เดือนละสิบแปดหยวน ของที่ฉินต้าเป่าซื้อวันนี้ พวกเขาต้องทำงานเก็บเงินถึงสามปีเลยทีเดียว
ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาแถมยังมีเงินถุงเงินถัง นี่แหละคือสเปกสามีในฝันของสาวๆ สายตาของพนักงานขายสาวที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์แทบจะกลืนกินฉินต้าเป่าเข้าไปทั้งตัว
แม้แต่คุณป้าที่รับจ่ายเงินก็ยังอดไม่ได้ที่จะซักไซ้ไล่เลียงถามว่าเขามีแฟนหรือยัง ท่าทางเหมือนถ้าฉินต้าเป่าไม่ยอมบอกก็จะไม่ยอมออกบิลให้เสียอย่างนั้น
ฉินต้าเป่าโสดมาตลอดทั้งสองชาติ จะไปทนสายตากดดันแบบนี้ได้ยังไง สุดท้ายเลยต้องหน้าแดงตอบปัดไปว่ามีแฟนแล้ว ทำเอาสาวๆ แถวนั้นอกหักดังเป๊าะไปตามๆ กัน
พอฉินต้าเป่าหันหลังกลับ ก็เหลือบไปเห็นกระเป๋าสะพายข้างวางอยู่บนเคาน์เตอร์ สีดำ ทำจากหนังลูกวัว ดีไซน์ยุโรป เรียบหรูดูดี
กระเป๋านักเรียนของฉินต้าเป่าขาดเป็นรูแล้ว เขาไม่ได้กะจะเอาไปใส่อะไรมากมายหรอก แต่เวลาจะหยิบของออกมาจากมิติ มันก็ต้องมีกระเป๋าไว้บังหน้าบ้างใช่ไหมล่ะ
พอถามราคาก็พบว่าไม่ถูกเลย ใบละ 12 หยวน แต่ฉินต้าเป่าก็ควักเงินซื้อทันที แล้วยังซื้อตุ๊กตาเด็กผู้หญิงให้นิวนิว ซื้อตัวต่อไม้ให้น้องรองอีกชุด
เขากล่าวลาเว่ยผิง และฝากให้เว่ยผิงช่วยเป็นหูเป็นตาหาชุดมีดแกะสลักให้เขาด้วย เว่ยผิงรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ บอกว่าเรื่องแค่นี้สบายมาก
นั่งอยู่บนรถสามล้อรับจ้าง ลูบคลำเฟอร์นิเจอร์ไปพลาง ฉินต้าเป่าก็ยิ่งมองยิ่งอารมณ์ดี
จากซีจื๋อเหมินถึงหนานหลัวกู่เซี่ยง ระยะทางไม่ใกล้เลย พอถึงที่ลับตาคน ฉินต้าเป่าก็บอกให้คนลากรถจอดแล้วขนเฟอร์นิเจอร์ลง
ต้าเป่าให้เงินพวกเขาคนละแปดเหมา ทำเอาคนรับจ้างลากรถทั้งสามคนยิ้มแก้มแทบปริ กล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนยุคนี้นิสัยซื่อตรงจริงๆ
รอจนพวกเขากลับไปหมดแล้ว ฉินต้าเป่าหันมองซ้ายมองขวา พอแน่ใจว่าไม่มีใคร ก็ตวัดมือเก็บเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดเข้ามิติ
เขาหยิบกระสอบใบหนึ่งออกมาจากมิติ ยัดสำลีสิบชั่งลงไป ตามด้วยผ้าฝ้ายสีดำอีกครึ่งพับ สำลีในเสื้อกันหนาวของน้องรองกับนิวนิวมีน้อยเกินไปแล้ว ต้องตัดใหม่ให้คนละชุด เสื้อกันหนาวของแม่ก็ขาดแล้ว ต้องตัดใหม่เหมือนกัน
สิ่งที่ทำให้ฉินต้าเป่ามีความสุขที่สุด ก็คือการได้เห็นรอยยิ้มเบิกบานของคนในครอบครัวตอนที่ได้รับของขวัญนั่นแหละ