- หน้าแรก
- 18 อีกครั้งในปี1958 เปิดเส้นทางเศรษฐีด้วยมิติส่วนตัว
- บทที่ 21 เหงื่อตกด้วยความตกใจ
บทที่ 21 เหงื่อตกด้วยความตกใจ
บทที่ 21 เหงื่อตกด้วยความตกใจ
ฉินต้าเป่าสะพายกระเป๋านักเรียน ล้วงกระเป๋ากางเกงเดินออกจากบ้าน เขาตั้งใจจะกลับไปรับน้องชายที่ชนบท แต่ครั้งนี้เขาไม่คิดจะนั่งรถเมล์ไปเหมือนตอนขามา เขาหาสถานที่ลับตาคนแล้วดึงรถจักรยานออกมาจากมิติ
ทว่าตอนปั่นจักรยานเขากลับต้องทำตัวลับๆ ล่อๆ ราวกับขโมย นั่นเป็นเพราะจักรยานคันนี้ยังไม่ได้นำไปตอกตราประทับที่สถานีตำรวจ เขาจึงกลัวว่าจะถูกสกัดจับกลางทาง
แต่ถือว่าโชคยังดีที่ปั่นมาจนถึงหน้าหมู่บ้านได้อย่างราบรื่น
เขาเก็บจักรยานเข้ามิติ ฉินต้าเป่ารู้สึกพอใจกับร่างกายนี้มาก ปั่นจักรยานมาสองชั่วโมงกว่ายังไม่รู้สึกหอบเหนื่อย สีหน้าก็ไม่เปลี่ยน จะมีเรื่องน่าเสียดายอยู่นิดหน่อยก็ตรงที่อากาศมันหนาวเกินไป หนาวเสียจนหน้าชาไปหมด น้ำมูกไหลย้อยจนแข็งเป็นน้ำแข็ง
เขามองซ้ายมองขวา ก่อนจะหยิบข้าวสารสิบชั่ง แป้งสาลีสิบชั่ง และแป้งข้าวโพดอีกห้าสิบชั่งออกมาจากมิติ บรรจุใส่กระสอบแล้วแบกขึ้นบ่า
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากเอาของกินไปให้คุณปู่คุณย่าเยอะๆ แต่ถึงเอาไปให้มากแค่ไหน พวกท่านก็ไม่กล้ากินอยู่ดี สุดท้ายก็เก็บไว้ให้ลูกหลานกินหมด
เมื่อมาถึงบ้านของคุณปู่คุณย่า พอผลักประตูเข้าไปฉินต้าเป่าก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ภายในบ้านหนาวเหน็บราวกับไม่ได้จุดไฟในเตามาเป็นเวลานาน
ทันทีที่เดินเข้าไปในห้องด้านใน เขาก็เห็นคุณปู่นั่งอยู่บนขอบเตียงเตา ก้มหน้าก้มตาสูบยาเส้นดังปุบปับ ส่วนคุณย่านั่งพิงกองผ้าห่มปาดน้ำตาปอยๆ
ภาพนั้นทำเอาฉินต้าเป่าตกใจจนต้องรีบวางของลง
ชายชราและหญิงชราได้ยินเสียงคนเดินเข้ามา พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นว่าเป็นหลานชายคนโต หญิงชราก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ร้องไห้โฮออกมาอีกครั้ง
ฉินต้าเป่ารีบถาม "ย่าครับ เป็นอะไรไปครับ อย่าร้องไห้สิ มีหลานชายคนโตอยู่ทั้งคน มีเรื่องอะไรก็ไม่ใช่ปัญหาหรอกครับ ย่าอย่าร้องจนเสียสุขภาพเลยนะ"
ชายชราถอนหายใจยาว "จะเป็นอะไรได้ล่ะ อารองของแกไปบอกข่าวพวกแกแล้วใช่ไหม"
ฉินต้าเป่าใจหายวาบ เสียงที่เปล่งออกมาถึงกับสั่นพร่า "เปล่านะครับ เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอครับ" เขามองสำรวจอย่างละเอียดก็เห็นว่าคุณปู่กับคุณย่าไม่ได้เป็นอะไร แต่ใจก็ยังไม่คลายความกังวล ยังคงแขวนเติ่งอยู่กลางอากาศ
"ก็เอ้อร์เป่าน่ะสิ เมื่อวานออกไปเล่นกับพี่ชายสองคน ไม่รู้ว่าไปตากลมจนหนาวหรือไปโดนตัวอะไรหลอกเอา ตกกลางดึกก็ไข้ขึ้นสูงปรี๊ด ย่าของแกไปตามยายเฒ่าหลิวมาเรียกขวัญตั้งครึ่งค่อนวันก็ไม่ดีขึ้น ปู่เลยให้อารองกับอาเล็กของแกพาเอ้อร์เป่าไปส่งที่สถานีอนามัยตำบลแล้ว"
หัวใจของฉินต้าเป่าหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ในชาติที่แล้วที่น้องสาวต้องกลายเป็นเด็กปัญญาอ่อนก็เพราะเป็นไข้สูงแล้วถูกส่งไปโรงพยาบาลแต่หมอฉีดยาผิด นี่ชะตากรรมอันเลวร้ายนั้นกำลังจะมาเยือนน้องชายของเขาอย่างนั้นหรือ
เขาไม่กล้าคิดต่อ แต่ก็ไม่อาจแสดงอาการร้อนรนออกมาให้คุณปู่คุณย่าต้องเครียดหนักกว่าเดิม
"ไม่เป็นไรหรอกครับย่า ไม่ร้องนะครับ ไม่ต้องห่วง เด็กๆ เป็นไข้เป็นหวัดเรื่องปกติ ไม่มีอะไรน่าห่วงหรอกครับ ไม่อย่างนั้นอารองกับอาเล็กคงรีบไปบอกที่บ้านนานแล้ว"
พอได้ยินหลานชายพูดแบบนั้น ชายชราและหญิงชราก็ค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย
แต่ในใจของฉินต้าเป่ากลับร้อนรุ่มดั่งไฟสุม "ปู่ครับ ย่าครับ นี่เป็นเสบียงอาหารที่ผมฝากคนอื่นหามาให้ พวกท่านไม่ต้องกินอย่างประหยัดหรอกนะครับ พ่อของเพื่อนผมทำงานอยู่กรมเสบียง เขามีโควตาอาหารนอกแผนอยู่ในมือ ปู่กับย่ากินให้อิ่มท้องเลยนะครับ หมดแล้วเดี๋ยวผมเอามาให้อีก"
"หลานเอ๊ย จะเอาของพวกนี้มาทำไม ปู่กับย่าเป็นไม้ใกล้ฝั่ง วันนี้อยู่พรุ่งนี้ตาย จะกินมากกินน้อยมันจะต่างกันตรงไหน เอ็งรีบเอาของพวกนี้กลับบ้านไปเถอะ"
ฉินต้าเป่ารู้สึกจุกในอก เขาหยิบน้ำตาลทรายขาวและขนมเถาซูที่เหลือออกจากกระเป๋านักเรียน วางแหมะลงบนเตียงเตา แล้วรีบหมุนตัวเดินออกไปก่อนที่คุณปู่คุณย่าจะได้พูดอะไร
"ปู่ครับ ย่าครับ เดี๋ยวผมไปดูที่สถานีอนามัยหน่อยนะครับ ไม่ต้องห่วงนะครับ"
ชายชราและหญิงชรามองหน้ากัน ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ชายชราลงจากเตียงเตา ยกกระสอบขึ้นไปวางบนนั้น "โอ้โห ทำไมมันหนักขนาดนี้"
พอเปิดกระสอบดูและหยิบของข้างในออกมา สองตายายถึงกับเบิกตากว้างตะลึงงัน เสบียงอาหารเยอะแยะขนาดนี้...
...
ฉินต้าเป่าวิ่งเหยาะๆ ออกจากหมู่บ้านฉินเจียโกว เจอใครทักทายเขาก็ไม่มีเวลาตอบกลับ พอพ้นเขตหมู่บ้าน หาที่ลับตาคนได้ เขาก็รีบเอาจักรยานออกมาแล้วปั่นสุดฝีเท้า
ปั่นลัดเลาะไปตามทางสายเล็กๆ ถามทางชาวบ้านมาตลอดทางจนกระทั่งถึงสถานีอนามัยตำบล เขาไม่สนหรอกว่าจะมีคนเห็นหรือไม่ รีบเก็บจักรยานแล้ววิ่งหน้าตั้งเข้าไปในสถานีอนามัย ชายแก่ที่รับฝากจักรยานอยู่ไกลๆ ขยี้ตาตัวเอง พึมพำกับตัวเองเบาๆ
"เอ๊ะ เมื่อกี้ไอ้หนุ่มนั่นมันปั่นจักรยานมานี่นา แล้วพอกะพริบตา มันเอาจักรยานไปไว้ไหนแล้วล่ะ..."
"เฮ้อ สงสัยต้องเลิกกินเหล้าซะแล้ว ตาฝาดไปหมด"
ฉินต้าเป่าไม่รู้เลยว่ามีคนเห็นฉากเล่นกลเสกจักรยานหายวับไปกับตา โชคดีที่เป็นแค่ชายแก่ ถ้าเป็นคนหนุ่ม ความลับเรื่องมิติของเขาคงถูกเปิดเผยแน่
พอวิ่งผ่านประตูเข้าไป เขาก็ชนเข้ากับอาเล็กที่กำลังเดินสวนออกมาด้วยความเร่งรีบอย่างจัง
"ต้าเป่า มาได้ยังไง ใครไปบอกแกน่ะ"
"ผมแวะไปที่บ้านย่ามาครับ เอ้อร์เป่าเป็นยังไงบ้าง"
"ไข้ลดลงมานิดหน่อยแล้ว แต่ยังสูงอยู่ หมอเพิ่งสั่งยามาให้อีกสองขวด อาพกเงินมาไม่พอ กำลังจะเข้าไปหาพ่อแกในเมืองพอดี"
"ผมเอาเงินมาครับ ไป รีบไปจ่ายเงินกัน"
ทั้งสองคนรีบวิ่งไปที่ช่องจ่ายเงิน มีคนยืนต่อคิวรอจ่ายเงินอยู่ข้างหน้าสองคน
ฉินต้าเป่าเข้าไปต่อคิว แล้วหันไปถามอาเล็ก "หมอสั่งยาอะไรมาให้อีกครับ"
อาเล็กเกาหัวแกรกๆ "รู้สึกจะชื่อ ซีหลินตงหลิน อะไรสักอย่างนี่แหละ"
ฉินต้าเป่าสะดุดกึกในใจ รีบถามละล่ำละลัก "มีใบสั่งยาไหมครับ ขอผมดูหน่อย"
อาเล็กล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบกระดาษแผ่นเล็กๆ ขนาดเท่าฝ่ามือส่งให้ฉินต้าเป่า
แค่ตวัดสายตามองเพียงแวบเดียว ตาของฉินต้าเป่าก็แทบจะถลนออกมานอกเบ้า ยาตัวนี้เขาจำฝังใจจนสลักลึกเข้าไปในกระดูก เพราะยานี้มีผลข้างเคียงร้ายแรง ไม่เพียงแต่น้องสาวของเขาที่ต้องตกเป็นเหยื่อ แต่ทั่วทั้งประเทศยังมีเด็กๆ อีกนับไม่ถ้วนที่ต้องกลายเป็นคนปัญญาอ่อน หรือพัฒนาการล่าช้าเพราะยาระยำตัวนี้
ยาอันตรายชนิดนี้ถูกใช้อย่างแพร่หลายมานานถึงยี่สิบสามสิบปี กว่าจะถูกสั่งห้ามใช้อย่างเด็ดขาดก็ปาเข้าไปปี 78 โน่น
ฉินต้าเป่าเหงื่อแตกพลั่กไปทั้งตัว ถ้าเขามาไม่ทัน น้องชายของเขาคง... เขาไม่กล้าคิดต่อเลยจริงๆ
ฉินต้าเป่ารู้ดีว่าไปโวยวายเอาเรื่องกับหมอเพราะเรื่องยาตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ เขาพับใบสั่งยาเก็บใส่กระเป๋า
"ไม่รักษาที่นี่แล้วครับอาเล็ก ผมจะพาเอ้อร์เป่าไปโรงพยาบาลทหาร" ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ทหารก็คือบุคคลที่ไว้ใจได้มากที่สุด
อาเล็กทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก แต่พอเห็นสีหน้าร้อนรนของฉินต้าเป่า เขาก็พยักหน้าตกลง
เมื่อเข้าไปในห้องสังเกตอาการ เอ้อร์เป่าให้น้ำเกลือเสร็จพอดี และกำลังนอนหลับใหลไม่ได้สติ
อารองยืนถูมือไปมาอยู่ข้างเตียง บ่นพึมพำ "เด็กในเมืองนี่อ่อนแอกันจริงๆ ต้าเฉวียนกับต้าจวินบ้านฉันไม่เห็นเคยป่วยแบบนี้เลย"
พอเห็นฉินต้าเป่าเดินเข้ามา เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอก
"อารอง อาเล็ก ผมจะพาเอ้อร์เป่าไปโรงพยาบาลทหาร พวกอาเหนื่อยมาทั้งคืนแล้ว ไม่ต้องไปหรอกครับ กลับไปบอกปู่กับย่าเถอะว่าเอ้อร์เป่าไม่เป็นอะไรแล้ว"
อารองก็รู้ตัวดีว่าไปถึงนั่นก็คงช่วยอะไรไม่ได้ ขืนเข้าเมืองไปมีหวังได้หลงทิศหลงทางแน่ จึงตอบตกลง
สถานีอนามัยในยุคนี้ขั้นตอนการออกจากโรงพยาบาลไม่ได้ยุ่งยากเหมือนในยุคหลัง แค่เดินไปบอกหมอคำเดียวก็ออกได้แล้ว หมอในสถานีอนามัยส่วนใหญ่ก็แค่มาทำงานเช้าชามเย็นชาม รักษาโรคก็แค่จ่ายยาตามอาการ นอกนั้นก็ทำอะไรไม่เป็นสับปะรด
ฉินต้าเป่ากำชับอารองกับอาเล็กอีกสองสามประโยค ว่าอย่ากลับไปเล่าอาการให้ปู่กับย่าฟังจนดูร้ายแรงเกินไปนัก เดี๋ยวพวกท่านจะเครียดจนล้มพับไปอีก
สั่งเสียเสร็จ เขาก็ถอดเสื้อโค้ตตัวนอกออก เอามาห่อตัวเอ้อร์เป่าไว้ เอ้อร์เป่าลืมตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ เรียก "พี่" ออกมาคำหนึ่ง น้ำตาของฉินต้าเป่าแทบจะร่วงไหลลงมา
ฉินต้าเป่าอุ้มน้องชายเดินออกจากสถานีอนามัย ลมหนาวที่พัดปะทะใบหน้าทำเอาเขาสะท้านเฮือก เสื้อนวมบางๆ ที่ใส่อยู่ก็ใส่มาตั้งสามปีแล้ว สำลีข้างในจับตัวเป็นก้อนแข็งจนกันหนาวไม่ได้เลยสักนิด
ในมิติของเขามีสำลีอยู่เพียบ ดูท่าคงต้องหาโอกาสเอาออกมาให้ที่บ้านเย็บเสื้อนวมตัวใหม่ใส่กันบ้างแล้ว