เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 304 - มนุษย์จักอยู่เหนือเซียน

บทที่ 304 - มนุษย์จักอยู่เหนือเซียน

บทที่ 304 - มนุษย์จักอยู่เหนือเซียน


บทที่ 304 - มนุษย์จักอยู่เหนือเซียน

ในเวลานี้ บนห้วงนภา เซียนผู้นั้นคล้ายจะมิใช่ร่างที่แท้จริง ทว่ากลับเป็นกลุ่มก้อนเงาดำทะมึนที่ดูเลือนรางและข้นคลั่ก

ภายในเงาดำนั้นมีบางสิ่งข้นหนืดกำลังกลิ้งเกลือกไปมา ไม่อาจอธิบายเป็นคำพูดได้

ในนั้นมีจุดสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นมาหลายจุด ดูคล้ายกับดวงตา ในเสี้ยววินาทีนั้น จู่ๆ ปฐมจักรพรรดิก็ทรงรู้สึกเหมือนกำลังถูกจ้องมอง

เพียงพริบตาเดียว จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังก้องออกมาจากเงาดำนั้น

"พวกเจ้าช่างไม่สำนึกในบุญคุณของสวรรค์ วันนี้คิดจะฝืนลิขิตสวรรค์เชียวหรือ"

เสียงนี้ช่างแตกต่างจากเงาดำที่เอาแต่ซ่อนเร้นหลบมุม มันกลับเปี่ยมไปด้วยความห้าวหาญดุดันราวกับจะกลืนกินขุนเขาและแม่น้ำ ทว่ากลับมีน้ำเสียงแหบพร่าเจือปนอยู่เล็กน้อย ทำลายความน่าเกรงขามนั้นไปจนหมดสิ้น

"เบื้องหน้าไร้หนทาง เบื้องหลังไร้ประตู ย่อมต้องฝืนลิขิตสวรรค์นี้ให้จงได้"

ปฐมจักรพรรดิตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พระหัตถ์ใหญ่ตวัดออกไป รูปหล่อทองแดงความสูงเก้าจั้งสององค์ก็พุ่งเข้าบดขยี้เงาดำนั้นจากทั้งซ้ายและขวา

"บังอาจ"

เงาดำเอ่ยปาก เสียงนั้นดังกึกก้องราวกับพลังอำนาจแห่งสวรรค์ ทำให้รูปหล่อทองแดงทั้งสององค์ชะงักไปในทันที แต่เพียงอึดใจเดียว ฝ่ามือยักษ์ที่บดบังท้องฟ้าก็ฟาดฟันลงมาอีกครั้ง

"ข้าคือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า เจ้ามันก็แค่พวกขี้ขลาดตาขาวที่เอาแต่หลบๆ ซ่อนๆ เจ้ามีฐานะอันใด ถึงกล้ามาหาว่าข้าบังอาจ"

ตู้ม

รอยฝ่ามือประทับลงบนเงาดำนั้น บังเกิดเป็นหมึกสีดำเข้มสาดกระเซ็นไปทั่วท้องฟ้า

และสำหรับเมืองหลายแห่งที่ตั้งอยู่เบื้องล่างเขาไท่ซาน ในชั่วพริบตานั้น ท้องฟ้าก็มืดมิดลงอย่างกะทันหัน คล้ายกับมีเมฆดำทะมึนปกคลุมเมือง ราวกับท้องฟ้ากำลังจะถล่มลงมา

ทว่าบนพระพักตร์ของปฐมจักรพรรดิกลับไร้ซึ่งความยินดี ฝ่ามือนี้ไม่ได้สร้างผลงานอันใดเป็นชิ้นเป็นอัน เพียงแต่ช่วยให้พระองค์ได้เปรียบในช่วงเสี้ยววินาทีเท่านั้น

ทว่าในการต่อสู้ระดับนี้ การได้เปรียบเพียงเสี้ยววินาทีก็มีความสำคัญยิ่งยวดแล้ว

ในขณะที่เงาดำกำลังจะรวมตัวกันอีกครั้ง รูปหล่อทองแดงอีกแปดองค์ที่เหลือก็พากันเข้าล้อมกรอบ พลังพิเศษภายในตัวรูปหล่อได้สกัดกั้นกลุ่มก้อนหมึกดำที่แตกกระจายออกจากกันราวกับเป็นกำแพงขวางกั้น ทำให้พวกมันไม่สามารถรวมตัวกันได้ในทันที

ทว่าถึงกระนั้น ปฐมจักรพรรดิก็ยังคงไม่ทรงผ่อนคลายความระมัดระวังลงแม้แต่น้อย พระองค์ทรงทราบดีว่าการต่อสู้ที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

และก็เป็นไปตามคาด เสียงนั้นดังก้องขึ้นอีกครั้ง ไม่รู้ว่าต้นกำเนิดเสียงมาจากที่ใด หรือบางทีหมอกหนาทึบที่อยู่รอบทิศทางอาจจะเป็นเสียงอันทรงพลังทว่าแฝงความชั่วร้ายของมันทั้งหมดก็เป็นได้

"ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็เป็นลูกหลานแคว้นฉินของข้านี่เอง วันนี้คิดจะหันคมหอกคมดาบเข้าหาบรรพบุรุษเชียวหรือ"

แม้จะเป็นผู้ที่มีจิตใจแข็งแกร่งดุจหินผาอย่างปฐมจักรพรรดิ ในเวลานี้พระเนตรก็ยังอดหดเกร็งไม่ได้ พระองค์ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตร

ด้วยความตกตะลึงเพียงเสี้ยววินาทีนี้เอง ทำให้การสกัดกั้นของรูปหล่อทองแดงทั้งสิบองค์เกิดช่องโหว่ขึ้น จากนั้นก็เห็นเงาดำหนาทึบนั้นรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นเงาดำรูปร่างคล้ายมนุษย์

และภายใต้สายพระเนตรอันตื่นตะลึงของปฐมจักรพรรดิ เงาดำบนร่างนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งสวมชุดลำลองสีดำ ท่าทางสง่างามไม่ธรรมดา

เมื่อปฐมจักรพรรดิทรงเห็นใบหน้าของคนผู้นั้น ท้ายที่สุดพระองค์ก็ทรงอดไม่ได้ที่จะร้องอุทานออกมา

"มู่กง"

ฉินมู่กง

หากภาพเหตุการณ์นี้ถูกผู้คนในใต้หล้าพบเห็น ย่อมต้องสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วแผ่นดินเป็นแน่

อดีตกษัตริย์ผู้ซึ่งใช้กำลังเพียงลำพังนำพาแคว้นฉินก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในห้าแคว้นมหาอำนาจ มาบัดนี้กลับบรรลุวิถีแห่งเซียนแล้ว

กษัตริย์ไม่อาจมีอายุยืนยาว นี่คือเรื่องที่ทุกคนต่างรู้ดี ทว่าในวันนี้ กลับมีผู้ทำลายกฎเกณฑ์นี้ลงแล้ว

"มู่หรือ นี่คือสมญานามที่ลูกหลานตั้งให้ข้าอย่างนั้นหรือ ยุติธรรม เมตตา สง่างาม ยึดมั่นในความสว่างไสว ก็นับว่าตรงไปตรงมาดี"

ทว่าในยามนี้ ปฐมจักรพรรดิกลับทรงสลัดความตกตะลึงทิ้งไปและกลับมาเยือกเย็นอีกครั้ง

พระองค์ไม่ตรัสสิ่งใดให้มากความ การโจมตียิ่งดุดันขึ้น พุ่งเป้าหมายสังหารไปที่คนผู้นี้

"ก่อนหน้านี้ไม่รู้ที่มาที่ไปของข้า การที่เจ้าลงมือกับข้าก็ยังพอรับฟังได้ แต่ตอนนี้เมื่อได้พบหน้าบรรพบุรุษแล้ว ยังคิดจะล่วงเกินอีกหรือ"

ในเวลานี้ปฐมจักรพรรดิทรงเปิดพระโอษฐ์ขึ้นในที่สุด

"ลูกหลานสกุลอิ๋ง ย่อมไม่มีทางกลายเป็นมารร้ายที่กินเนื้อมนุษย์เด็ดขาด"

"กินเนื้อมนุษย์อย่างนั้นหรือ พวกเจ้าล้วนเป็นลูกหลานของข้า ร่ำเรียนวิชาที่ข้าถ่ายทอดให้ การที่ข้าจะกินพวกเจ้า มันก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลตามหลักฟ้าดิน แล้วมันไม่ถูกต้องตรงไหน"

ปฐมจักรพรรดิทรงทราบดีแล้วว่าคนผู้นี้ตรงหน้ามิใช่อดีตกษัตริย์ผู้เกรียงไกรแห่งแคว้นอีกต่อไป พระองค์จึงทรงคร้านที่จะโต้เถียงด้วยเหตุผลกับเขาอีก

ท่าสังหารในพระหัตถ์ยิ่งทวีความเหี้ยมโหดขึ้นเรื่อยๆ ทางด้านฉินมู่กงแม้มียศถาบรรดาศักดิ์เป็นถึงเซียน บรรลุความเป็นอมตะแล้วก็ตาม แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการบดขยี้จากพลังแห่งชะตาบ้านเมือง ชั่วขณะหนึ่งก็ถึงกับรับมือไม่ถูกเช่นกัน

"เจ้าชื่ออิ๋งเจิ้งอย่างนั้นหรือ การที่เจ้าสามารถผลักดันแคว้นฉินให้ก้าวขึ้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่เหนือหกแคว้น และก้าวขึ้นเป็นกษัตริย์ผู้รวบรวมแผ่นดินได้ นับว่าไม่ธรรมดาจริงๆ ข้าจะถ่ายทอดวิชาปฐมสวรรค์ให้แก่เจ้า อนุญาตให้เจ้ามีฐานะเทียบเท่ากับข้าในภายภาคหน้า"

"ตำแหน่งที่ข้าต้องการ ใยต้องให้ผู้อื่นมาหยิบยื่นให้ ข้าเป็นผู้ไขว่คว้ามาด้วยมือของตนเองเสมอ"

"สิ่งที่ข้ามอบให้เจ้า จึงจะเป็นของเจ้า หากข้าไม่ให้ เจ้าก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง มนุษย์ธรรมดา ริอ่านจะกล้าสบตาบารมีแห่งเซียนเชียวหรือ"

สิ้นคำพูด เงาดำรอบกายฉินมู่กงก็สลายหายไปจนสิ้น กลับกลายเป็นปราณเซียนอันสว่างไสวเจิดจ้าล้อมรอบกายแทน

และการโจมตีสังหารของปฐมจักรพรรดิ ภายใต้ปราณเซียนเหล่านั้น กลับถูกสกัดกั้นไว้เบื้องนอก ไม่อาจรุกคืบเข้าไปได้แม้แต่คืบเดียว

"เกรงว่าเจ้าคงไม่รู้กระมัง ว่าขอบเขตแห่งวิถีเซียนนั้นคือสิ่งใด"

โครม

ในที่สุดรูปหล่อทองแดงองค์หนึ่งก็สามารถฝ่าวงล้อมของปราณเซียนเข้าไปได้ ทว่าเพียงพริบตาเดียว ปราณวิถีเซียนจำนวนมหาศาลก็พุ่งเข้ามาฉีกกระชากร่าวของรูปหล่อทองแดงองค์นั้นจนแหลกละเอียดเป็นผุยผงในชั่วอึดใจ

ปฐมจักรพรรดิทรงกระอักพระโลหิตออกมา ร่างของพระองค์ร่วงหล่นลงมาราวกับกระสอบผ้าขาดๆ ภายใต้แรงปะทะของปราณวิถีเซียน

ทว่าไม่นานพระองค์ก็ทรงปรับสมดุลร่างกายได้อีกครั้ง และพุ่งทะยานเข้าห้ำหั่นอีกระลอก

"เจ้าก็ลืมไปแล้วเช่นกัน มนุษย์คือรากฐานของสรรพสิ่ง ข้าจะเป็นผู้บุกเบิกเส้นทาง ทำให้มนุษย์อยู่เหนือเซียนให้จงได้"

บนยอดเขาไท่ซานยังมีกองทัพแคว้นฉินจัดกระบวนทัพรออยู่ ภายใต้การนำของแม่ทัพหวังเจี่ยน

เว่ยหยวนที่ยืนอยู่ด้านข้างมีท่าทีร้อนรนเป็นอย่างมาก แม้เขาจะมองไม่เห็นสถานการณ์บนท้องฟ้าได้ชัดเจนนัก แต่ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยเฮยปิงไถ เขาสามารถสัมผัสได้ถึงความถดถอยของพลังแห่งชะตาบ้านเมือง

"ท่านแม่ทัพเฒ่า จะให้..."

เว่ยหยวนกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่หวังเจี่ยนกลับยกมือขึ้นห้ามไว้

"เจ้าต้องมีความเชื่อมั่นในตัวฝ่าบาทของเราบ้างสิ"

หวังเจี่ยนผู้มีผมขาวโพลนทว่ายังคงแข็งแรงกระฉับกระเฉง สวมชุดเกราะเต็มยศ ภายในดวงตาของเขาก็แฝงความกังวลไว้เช่นกัน แต่เขาทราบดีว่าต่อให้จะใช้ค่ายกลทหารและปราณสังหารเข้าร่วมวงต่อสู้ พลังนี้ก็มีขีดจำกัดอย่างมาก

ดังนั้นจึงต้องลงมือในจังหวะที่สำคัญที่สุด

ความจริงแล้วหวังเจี่ยนได้เกษียณอายุราชการและกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุขที่บ้านเกิดแล้ว ทว่าในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของจักรวรรดิเช่นนี้ เขาไม่อาจทนนั่งดูฝ่าบาทตกอยู่ในอันตรายได้ จึงกลับมานำทัพจับศึกอีกครั้ง

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 304 - มนุษย์จักอยู่เหนือเซียน

คัดลอกลิงก์แล้ว