- หน้าแรก
- ก้าวสู่บัลลังก์เทพแห่งห้วงมิติไร้สิ้นสุด
- บทที่ 8 การทดสอบระดับ D: ห้องสมุดสัตว์ประหลาด (ตอนที่ 5)
บทที่ 8 การทดสอบระดับ D: ห้องสมุดสัตว์ประหลาด (ตอนที่ 5)
บทที่ 8 การทดสอบระดับ D: ห้องสมุดสัตว์ประหลาด (ตอนที่ 5)
บนชั้น 3
ในเวลานี้ หลินอินกำลังเย็บเข็มสุดท้าย เธอไม่เคยเย็บปักถักร้อยมาก่อน ผลงานจึงออกมาดูน่าเกลียดไปสักหน่อย แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็เป็นคนที่รักความสมบูรณ์แบบอยู่บ้าง
ดังนั้น กลุ่มสัตว์ประหลาดที่เหลืออยู่บนชั้น 3 จึงได้แต่มองดูหญิงสาวรูปร่างบอบบางและดูอ่อนโยนอย่างยิ่งตรงหน้า กำลังเย็บแล้วเลาะ เลาะแล้วเย็บลูกตาที่เละเทะทั้ง 2 ข้างซ้ำไปซ้ำมาด้วยความหวาดสั่น
ส่วนเด็กชายที่ถูกเธอกดติดพื้นและทารุณกรรมนั้น จากที่กรีดร้องและดิ้นรนในตอนแรก ก็กลายเป็นเพียงแค่ร่างกายกระตุกเป็นระยะๆ เท่านั้น
เหล่าสัตว์ประหลาดกลืนน้ำลายลงคอ "...น่ากลัว น่ากลัวเกินไปแล้วจริงๆ"
ในตอนนั้นเอง ลิฟต์บนชั้น 3 ก็เปิดออกพร้อมกับเสียงติ๊ง
ในบรรดาเพื่อนร่วมห้องทั้งสามของหลินอิน สัตว์ประหลาดหญิงผมดำเดินออกจากลิฟต์มาด้วยสีหน้าทะมึนตึง ถึงตอนนี้มันได้ตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้แล้ว ทั่วทั้งร่างจึงแผ่ซ่านไปด้วยไอหยินอันชั่วร้ายและเคียดแค้น
เดิมทีมันวางแผนจะคิดบัญชีกับหลินอินตอนที่เธอกลับไปที่ห้องในตอนกลางคืน ทว่าหลังจากพยายามอดทนครั้งแล้วครั้งเล่า มันก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป มันจะต้องทำให้ยายเด็กเมื่อวานซืนที่ไม่ได้เรื่องคนนี้ได้รู้ซึ้งถึงผลที่ตามมาของการมาล้อเล่นกับมันเดี๋ยวนี้เลย!!
ทว่าทันทีที่สัตว์ประหลาดหญิงผมดำมาถึงพื้นที่ที่หลินอินรับผิดชอบ มันก็เห็นสัตว์ประหลาดนับ 10 ตัวกำลังตัวสั่นเทาและหลบซ่อนอยู่หลังชั้นวางหนังสือ
"พวกแกกำลังทำ..."
"ชู่ว ระวังหน่อย! แกอยากตายหรือไง"
ทันทีที่สัตว์ประหลาดหญิงผมดำส่งเสียง สัตว์ประหลาดหลายตัวที่แอบดูอยู่ก็รีบห้ามมันไว้ด้วยสีหน้าตึงเครียดทันที
"บรรพบุรุษเอ๊ย เบาเสียงหน่อย! ถ้าเกิดแกดึงดูดยายตัวประหลาดนั่นมาจะทำยังไง!"
"ใช่แล้ว! แกอาจจะไม่อยากมีชีวิตอยู่ แต่พวกเรายังไม่อยากตายนะ!"
"หืม" สัตว์ประหลาดหญิงผมดำทำหน้างุนงง
จากนั้นมันก็ค่อยๆ มองตามสายตาของฝูงชน ในวินาทีต่อมา มันก็เห็นแผ่นหลังบอบบางที่ทำให้มันต้องกัดฟันกรอดด้วยความโกรธแค้น ทันใดนั้นมันก็พุ่งตัวออกไปพร้อมกับไอหยินอันหนาแน่น จนสัตว์ประหลาดตัวอื่นห้ามไว้ไม่ทัน
"หลินอิน...นี่...มัน...เวลา...ทำงาน...เธอ...กำลัง...ทำ..."
เมื่อได้ยินชื่อตัวเอง หลินอินที่กำลังเย็บลูกตาอยู่ก็ค่อยๆ หันหน้าไป
"..."
"..."
เสียงนั้นหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน และความเงียบงันก็เข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ
สัตว์ประหลาดหญิงผมดำยังคงค้างอยู่ในท่าที่กำลังพูด ริมฝีปากซีดเผือดเผยอขึ้นเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างราวกระดิ่ง มันยืนตัวแข็งทื่อ จ้องมองหลินอินที่เนื้อตัวอาบไปด้วยเลือด กำลังกดทับสัตว์ประหลาดที่ร่างกายเละเทะไว้ แล้วใช้เข็มเย็บผ้าเล่มเล็กทรมานลูกตาสองข้างนั้นอย่างช้าๆ
"มีอะไรหรือเปล่าคะ"
หลินอินเอียงคอด้วยความงุนงง ภายใต้แสงไฟ เข็มเย็บผ้าที่เปื้อนเลือดในมือของเธอสะท้อนประกายรัศมีสีแดงฉาน
เมื่อคำนึงว่าอีกฝ่ายเป็นเพื่อนร่วมห้องที่เธอต้องพยายามผูกมิตรด้วย หลินอินจึงจงใจส่งยิ้มอ่อนโยนให้
"มาหาฉันเพราะมีเรื่อง..."
"กรี๊ดดด—"
เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังลั่น ตัดบทพูดที่ยังไม่ทันจบของหลินอินลงในทันที
จากนั้น ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความฉงนของเธอ สัตว์ประหลาดหญิงผมดำก็วิ่งเตลิดหนีไปอย่างสุดฝีเท้า และหายวับไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว
หลินอิน ???
...ครึ่งชั่วโมงต่อมา ในที่สุดหลินอินก็เย็บแผลเสร็จ เธอถอดถุงมือพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้งออก แล้วยกมือขึ้นเช็ดหยาดเหงื่อบนหน้าผากเบาๆ
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอทำงานละเอียดอ่อนแบบนี้ ถึงแม้มันจะดูไม่ออกมาดีนัก แต่ท้ายที่สุดเธอก็ทำตามข้อตกลงได้สำเร็จ
หลินอินผูกเป็นปมโบด้วยความใส่ใจในตอนท้าย แม้ว่ามันจะดูไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่เมื่ออยู่ใกล้กับเบ้าตาที่เละเทะคู่หนึ่งก็ตาม...
"เอาล่ะ เสร็จแล้ว"
หลินอินแก้มัดเชือกป่านที่พันธนาการเด็กชายออก
ทว่าขณะที่เธอกำลังจะอ้าปากถามว่ารู้สึกเป็นยังไงบ้าง เงามืดสายหนึ่งก็พุ่งพรวดผ่านไปดังฟึ่บ
เด็กชายวิ่งหนีสุดชีวิตจนลับสายตาของหลินอินไป ร่างกายสั่นเทาไปตลอดทาง พร้อมกับเสียงร้องไห้โหยหวนอย่างน่าเวทนาดังระงม
แงงง แม่จ๋า น่ากลัวจังเลย น่ากลัวเกินไปแล้ว!
...ตอนเที่ยง
หลังจากลังเลอยู่หลายครั้ง หลินอินก็ตัดสินใจเดินไปที่โรงอาหารของพนักงานบนชั้น 1 อยู่ดี
ช่วยไม่ได้นี่นา การอดอาหารเช้าทำให้เธอหิวมากอยู่แล้ว แถมเธอยังหาแหล่งอาหารอื่นไม่พบเลย ดังนั้นหลังจากลังเลอยู่ไม่กี่วินาที เธอจึงตัดสินใจไปลองดูที่โรงอาหารก่อน
ทันทีที่หลินอินก้าวเข้าไปในโรงอาหาร เถาหมิงหงก็สังเกตเห็นเธอ
"นี่ เธอ! ทางนี้!"
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย หลินอินก็มองไปทางต้นเสียงโดยสัญชาตญาณ และเห็นเถาหมิงหง สวีเทียนหลิง กับคนอื่นๆ กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะตรงมุมห้อง
เมื่อเห็นถาดอาหารที่กินเหลือบนโต๊ะสำหรับ 6 คน หลินอินก็พยักหน้ารับเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปที่ช่องรับอาหารเพื่อหยิบอาหารของตัวเอง
หลังจากหลินอินถือถาดอาหารมานั่งลงข้างๆ คนทั้ง 7 เถาหมิงหงก็สูบบุหรี่อัดเข้าปอดแล้วเริ่มเข้าเรื่อง
"ไม่นึกเลยว่าจะมีคนตายตั้งแต่วันแรกจริงๆ"
มีคนตายงั้นเหรอ
หลินอินที่กำลังจะลงมือกินเงียบๆ ชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นเธอก็สังเกตเห็นว่าเศรษฐีใหม่ที่เธอเห็นในพื้นที่พักคอยเมื่อวานนี้ไม่ได้อยู่ที่นี่
สวีเทียนหลิงและคนอื่นๆ ต่างก็ตกตะลึงเช่นกัน ยกเว้นชายร่างกำยำอย่างอู๋หยงที่กำหมัดแน่นและเอาแต่นิ่งเงียบ
"ต้องมาเสียชีวิตตั้งแต่คืนแรก... คงต้องบอกว่าสภาพจิตใจของเขาอ่อนแอเกินไป"
เถาหมิงหงพ่นควันบุหรี่สีขาวออกมาอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะพูดต่อ
"เงื่อนไขการผ่านด่านในครั้งนี้คือการหนีออกจากห้องสมุดแห่งนี้ พวกเธอคงเห็นสถานการณ์ที่นี่แล้ว ด้วยข้อจำกัดบางอย่าง สัตว์ประหลาดพวกนี้จะไม่โจมตีพวกเราโดยตรง แต่ทางที่ดีเราก็ไม่ควรไปล่วงเกินพวกมันเหมือนกัน แล้วก็ เมื่อคืนมีใครในพวกเธอที่กระตุ้นระบบการคุ้มครองมือใหม่บ้างไหม"
การคุ้มครองมือใหม่?
หลินอินที่กำลังกินข้าวอย่างเงียบๆ รู้สึกงุนงงอยู่บ้าง
หลังจากเงียบไปพักใหญ่ คนอื่นๆ ที่โต๊ะยาวก็ค่อยๆ ยกมือขึ้น
ในบรรดามือใหม่ทั้ง 7 คน ทุกคนยกเว้นหลินอินล้วนกระตุ้นการคุ้มครองมือใหม่กันหมด!
หลินอินถึงกับตั้งตัวไม่ติดเล็กน้อย
ทำไมถึงมีแค่เธอคนเดียวที่ไม่ได้กระตุ้นมันล่ะ
เมื่อเถาหมิงหงเห็นว่าหลินอินไม่ได้ยกมือขึ้น ประกายแห่งความประหลาดใจก็พาดผ่านดวงตาของเธอ แต่ไม่นานมันก็จางหายไปราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้
"ฉันกะไว้แล้วล่ะ เอาล่ะ บอกมาสิว่ามีเหตุผลอะไรที่ทำให้พวกเธอกระตุ้นมันได้"
เถาหมิงหงสูบบุหรี่อย่างสบายใจอีกครั้ง
"ทำไมพวกเราต้องบอกแกด้วยวะ"
อู๋หยง ชายร่างกำยำคำรามออกมาด้วยสีหน้าที่พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ ดวงตาของเขาแดงก่ำ และเส้นเลือดที่ขมับก็ปูดโปน เห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์ต่างๆ เมื่อคืนนี้ได้ผลักดันเขาจนมาถึงจุดที่ใกล้จะสติแตกเต็มที
ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น หลายคนที่โต๊ะยาวต่างก็อยู่ในสภาพย่ำแย่ ภายในดวงตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังในระดับที่แตกต่างกันไป
"อู๋หยง ฉันไม่ได้กำลังขอร้องนายนะ"
เถาหมิงหงอัดควันบุหรี่เข้าปอดอีกครั้งอย่างใจเย็น
"เมื่อคืนไม่มีใครเจอเรื่องง่ายหรอก เงื่อนไขการผ่านด่านคือต้องหนีออกจากที่นี่ภายใน 7 วัน หักลบเมื่อคืนกับอีกครึ่งวันของวันนี้ เราเหลือเวลาอีกแค่ 6 วันครึ่งเท่านั้น ถ้าพวกนายอยากจะออกไปจากที่นี่แบบมีชีวิตรอด ก็พูดความจริงมาดีกว่า"