เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 การทดสอบระดับ D: ห้องสมุดสัตว์ประหลาด (ตอนที่ 4)

บทที่ 7 การทดสอบระดับ D: ห้องสมุดสัตว์ประหลาด (ตอนที่ 4)

บทที่ 7 การทดสอบระดับ D: ห้องสมุดสัตว์ประหลาด (ตอนที่ 4)


เวลาเปิดทำการของห้องสมุดคือตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 4 ทุ่ม

ทันทีที่ถึงเวลาเปิดทำการ ผู้ใช้บริการจำนวนมากก็หลั่งไหลเข้ามาในห้องสมุดอย่างไม่ขาดสาย

และโซนวารสารเด็กภายใต้การดูแลของหลินอินก็ต้อนรับนักอ่านตัวน้อยที่ 'น่ารัก' ในเวลาไม่นาน

เมื่อเทียบกับรูปลักษณ์ของผู้ดูแลห้องสมุดหญิงและ 'เพื่อนร่วมห้อง' ทั้งสามของเธอแล้ว รูปลักษณ์ของผู้ใช้บริการที่หลั่งไหลเข้ามาในห้องสมุดอาจกล่าวได้ว่าน่าสยดสยองอย่างโจ่งแจ้งยิ่งกว่ามาก

อย่างเช่นนักอ่านตัวน้อยที่มายืนด้อมๆ มองๆ อยู่ข้างเธอพร้อมกับถือหนังสือเด็กในมือ เนื้อตัวของเขาไหม้เกรียมดำเป็นตอตะโก ดูแล้วอายุเพียงแค่ 5 หรือ 6 ขวบเท่านั้น

ศีรษะเล็กๆ ของเขามีรอยยุบขนาดใหญ่ ด้านในเต็มไปด้วยสีดำ สีแดง และสีขาวปะปนกันมั่วไปหมด กลิ่นเหม็นเน่าและกลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้งจนแทบสำลัก หูกระต่ายโชกเลือดสองข้างห้อยต่องแต่งอยู่ด้านข้าง ส่วนลูกตาที่กลมโต แดงก่ำ และปูดโปน ก็ห้อยรุ่งริ่งอยู่ใต้เปลือกตา การแกว่งไปมาเป็นระยะทำให้หลินอินอดกังวลไม่ได้ว่าลูกตาพวกนั้นจะหลุดร่วงลงมาทำให้หนังสือของเธอเลอะเทอะหรือเปล่า

เพื่อป้องกันไม่ให้เขาต้องมาซื้อหนังสือชดใช้หากทำเลอะ หลินอินจึงย่อตัวลงและเอ่ยถามตามหน้าที่อย่างซื่อตรง

"หนูน้อย ครอบครัวของเธอมาด้วยหรือเปล่าจ๊ะ"

เด็กชายค่อยๆ หันหน้ามา ตามจังหวะการขยับตัวของเขา ลูกตาที่ห้อยติดอยู่ด้วยเนื้อเพียงน้อยนิดก็แกว่งไกวอย่างรุนแรงจนหลินอินตกใจและเผลอยื่นมือออกไปรับโดยสัญชาตญาณ

เด็กชาย "..."

เมื่อมองดูมือที่เตรียมพร้อมจะรับลูกตาของตน เด็กชายก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ขณะที่เขากำลังจะแสดงสีหน้าที่น่ากลัวที่สุดออกมาเพื่อข่มขวัญเธอ 'คนใจดี' ที่เตรียมรับลูกตากลับชิงพูดขึ้นก่อนด้วยสีหน้ากังวลใจ

"ถ้าหลุดออกมาแบบนี้คงไม่ดีแน่ เอาอย่างนี้ไหม..."

หลินอินหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามด้วยความจริงใจอย่างยิ่งว่า

"ให้พี่สาวช่วยยัดมันกลับเข้าไปดีไหม"

ยัดกลับเข้าไปงั้นเหรอ

เด็กชายอึ้งไปอีกครั้ง แต่ไม่นานเขาก็โต้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงชั่วร้าย

"ได้สิ พี่สาว ช่วยยัดมันกลับเข้าไปให้ผมหน่อย แต่ถ้าพี่ไม่กล้าหรือยัดมันกลับเข้าไปไม่ได้ ผมจะเอาลูกตาของพี่มาเป็นของชดเชยนะ"

พูดจบ เด็กชายก็หัวเราะเสียงต่ำอย่างน่าขนลุก

หลินอินพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

"งั้นรอพี่แป๊บเดียวนะ พี่ไปหยิบเครื่องมือมาก่อน"

พูดจบ เธอก็หันหลังเดินจากไป

เด็กชายเอียงคอด้วยความงุนงง... เครื่องมือ? ต้องใช้เครื่องมืออะไรในการยัดลูกตากลับเข้าไปกัน

เมื่อมองดูแผ่นหลังของหลินอินที่เดินห่างออกไปอย่างรวดเร็ว จู่ๆ เด็กชายก็ตระหนักถึงบางสิ่งได้ เสียงหัวเราะอันเยียบเย็นของเขาจึงดังกึกก้องไปไกลขึ้นเรื่อยๆ

พี่สาว หนีไปก็เปล่าประโยชน์นะ~

ทว่า 3 นาทีต่อมา ขณะที่เด็กชายกำลังจะไปตามหาหลินอินเพื่อทวง 'ของชดเชย' หลินอินก็เดินกลับมาพร้อมกับกล่องเข็มด้าย เชือกป่านหนึ่งม้วน และค้อนอีกหนึ่งอัน

เมื่อเห็นค้อนที่มีขนาดใหญ่กว่ากำปั้นของผู้ใหญ่ เด็กชายก็ก้าวถอยหลังไป 2 ก้าวอย่างระแวดระวังทันที

"พี่จะทำอะไรน่ะ!"

หลินอินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจแล้วอธิบายอย่างอ่อนโยนว่า

"ไม่ต้องกลัว ค้อนเอามาสำรองไว้เผื่อฉุกเฉินน่ะ ส่วนเข็มกับด้าย พี่กลัวว่าพอยัดกลับเข้าไปแล้วมันจะหลุดออกมาอีก เลยคิดว่าจะเย็บตรงหางตาให้สัก 2 ถึง 3 เข็ม"

เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ 'ของชดเชย' หลินอินจึงได้ลองจินตนาการถึงสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างไปหยิบเครื่องมือ เธอเลยนำทุกสิ่งที่คิดว่าน่าจะต้องใช้ติดมือมาด้วย

หลังจากพูดจบ หลินอินก็วางค้อนลงบนพื้น ร้อยด้ายเข้ากับเข็มแล้ววางเตรียมไว้ สุดท้ายเธอก็สวมถุงมือแบบใช้แล้วทิ้ง หยิบเชือกป่านขึ้นมา แล้วมองเด็กชายด้วยรอยยิ้ม

"มาสิ ลงมานอนตรงนี้เลย"

หลินอินตบพื้นเบาๆ

เธอจงใจเลือกบริเวณที่อยู่ห่างจากชั้นวางหนังสือ เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดสาดกระเซ็นไปโดนหนังสือรอบๆ อย่างแนบเนียน

เมื่อเห็นหญิงสาวถือเชือกป่านและเอ่ยชวนให้ลงไปนอนด้วยสีหน้าอ่อนโยนขนาดนั้น หัวใจดวงน้อยๆ ของเด็กชายก็สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ถูก

ทำไมถึงรู้สึกว่ามีบางอย่างทะแม่งๆ กันนะ??

เด็กชายกัดฟันกรอด หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ยังคงรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปหา ทว่าทันทีที่ไปถึงตัวหลินอิน มือและเท้าของเขาก็ถูกเธอมัดเอาไว้อย่างรวดเร็ว

เธอมีประสบการณ์เรื่องนี้อย่างโชกโชน ตอนที่อยู่โรงพยาบาลจิตเวช เธอมักจะช่วยบุรุษพยาบาลจับมัดผู้ป่วยที่ควบคุมตัวเองไม่ได้อยู่บ่อยครั้ง เธอรู้ดีว่าต้องมัดด้วยวิธีไหนถึงจะทำให้คนถูกมัดดิ้นหลุดไม่ได้โดยเด็ดขาด

"พ... พี่กำลังทำอะไรน่ะ!"

เด็กชายตื่นตระหนกขึ้นมาทันที

"ไม่ต้องกลัว"

หลินอินผูกปลายเชือกป่านเป็นโบว์ผีเสื้ออย่างสวยงาม ก่อนจะเผยรอยยิ้มใจดีให้กับเด็กชายที่ถูกมัดแขนขาจนแน่นขนัด

"พี่พร้อมจะเริ่มแล้วนะ อย่าขยับตัวล่ะ"

เด็กชายอดไม่ได้ที่จะสั่นไปทั้งตัว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังทำเก่งและพูดอย่างดื้อดึงว่า

"ถ... ถ้าพี่ยัดมันกลับเข้าไปให้ผมไม่ได้ ผ... ผมจะ..."

"พี่รู้แล้ว" หลินอินพูดแทรกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "อยู่นิ่งๆ นะ พี่จะช่วยยัดมันเข้าไปให้"

พูดจบ หลินอินก็หยิบค้อนที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมา

"พ... พี่บอกว่านั่นมันของสำรองไง!"

เด็กชายเริ่มดิ้นรนด้วยความหวาดผวาในทันที ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้ลุกขึ้น ก็ถูกหลินอินกดตัวให้นอนลงไปเหมือนเดิมเสียก่อน

"อย่าขยับสิ"

หลินอินขมวดคิ้วและมองเด็กชายด้วยสายตาตำหนิเล็กน้อย

"พี่ก็แค่รู้สึกว่าใช้มือเปล่ามันน่าขยะแขยงไปหน่อย เลยอยากใช้ค้อนจะได้เสร็จไวๆ น่ะ"

พูดจบ เธอก็เสริมด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า

"ไม่ต้องกังวลไป พี่จะกะแรงให้ดี รับรองว่าไม่ทุบลูกตาของเธอจนเละหรอกน่า"

"...ล... แล้วถ้ามันเละล่ะ" เด็กชายพูดพลางจ้องมองค้อนที่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ด้วยความสะพรึงกลัว

หลินอินชะงักไป การเคลื่อนไหวของเธอก็หยุดลงเช่นกัน

เรื่องนี้... เธอไม่ได้คิดเผื่อไว้เลยจริงๆ

แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเด็กชายที่หวาดกลัวหนักขึ้นเรื่อยๆ หลินอินก็คิดอยู่ไม่กี่วินาทีแล้วให้สัญญาว่า

"ไม่ต้องห่วงนะ ถ้ามันแตกเละ พี่จะยัดเศษซากทั้งหมดกลับเข้าไปให้เธอเอง รับรองว่าจะไม่ปล่อยให้เหลือทิ้งไว้แม้แต่เศษเสี้ยวเดียวเลย"

เด็กชาย (หวาดผวาขีดสุด): !!!

ทว่าหลินอินไม่ได้เปิดโอกาสให้เขาพูดอะไรอีก เธอประคองลูกตาวางทาบลงบนเบ้าตาที่เน่าเปื่อย เล็งเป้า แล้วใช้ค้อนทุบเปรี้ยงลงไป

อ๊ากกก—

เสียงกรีดร้องที่ดังก้องกังวานและบาดขั้วหัวใจดังสนั่นไปทั่วทั้งชั้น 3 ในทันที

เหล่าสัตว์ประหลาดที่กำลังตั้งใจอ่านหนังสืออยู่ในห้องอ่านหนังสือถึงกับสะดุ้งสุดตัวจนมือไม้สั่นเพราะเสียงร้องนั้น

"บ้าเอ๊ย ไอ้เด็กเวรคนไหนมันแหกปากในห้องสมุดวะ"

"ไม่รู้กฎระเบียบหรือไง ทำเอาตกอกตกใจหมด!"

"ไม่ได้การละ ฉันต้องไปดูหน้าไอ้เด็กเหลือขอนั่นสักหน่อย!"

"ฉันไปด้วย! ฉันรำคาญไอ้เด็กพวกนี้มานานแล้ว! วิ่งพล่านไปทั่วห้องสมุดทุกวัน ไม่มีมารยาทเอาซะเลย!"

กลุ่มสัตว์ประหลาดหน้าตาน่าสะพรึงกลัวพากันวางหนังสือในมือลงทันที แล้วแห่กันเดินขบวนตรงไปยังต้นตอของเสียงร้อง

ทว่า 10 นาทีต่อมา สัตว์ประหลาดที่ตั้งใจจะไปหาเรื่องกลับวิ่งหนีหน้าตั้งกลับมาด้วยความหวาดผวาขีดสุด

"น... น่ากลัวเกินไปแล้ว!"

"ธ... เธอทำเรื่องโหดร้ายขนาดนั้นทั้งที่ยังยิ้มอ่อนโยนแบบนั้นได้ยังไงกัน!"

"ม... ไม่เอาแล้ว ฉ... ฉันต้องหนีไปชั้นอื่น!"

"ฉ... ฉันก็ไปด้วย!"

"น่ากลัวเกินไป อยู่ไม่ได้แล้ว ขืนอยู่ต่อไปตายแน่"

กลุ่มสัตว์ประหลาดพากันวิ่งกรูกันไปที่หน้าลิฟต์อย่างบ้าคลั่ง...

ในขณะเดียวกัน บนชั้น 5

หลังจากใช้เวลาปรับตัวอยู่ครึ่งชั่วโมง ในที่สุดสวีเทียนหลิงก็สามารถสลัดความหวาดกลัวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับนักอ่านเหล่านี้ออกไปได้ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หยิบปากกาและสมุดบันทึกออกมาอย่างใจเย็น แล้วตั้งใจจะจดบันทึกตำแหน่งการจัดวางหนังสือแต่ละชุดอย่างละเอียด

ทว่าในตอนนั้นเอง เสียง 'ติ๊ง' ก็ดังขึ้น พร้อมกับประตูลิฟต์ข้างๆ ที่เปิดออกอย่างกะทันหัน

เธอหันไปมองโดยสัญชาตญาณ และในวินาทีต่อมา เธอก็ได้เห็นภาพเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุด

ภายในลิฟต์ทรงสี่เหลี่ยมอัดแน่นไปด้วยสัตว์ประหลาดนานาชนิด มีทั้งสัตว์ประหลาดชายหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวที่มีเขางอกบนหัว ใบหน้าบิดเบี้ยวจากการถูกเบียดเสียดพลางพ่นคำด่าทอ สัตว์ประหลาดหญิงรูปร่างดุร้ายที่มีเกล็ดตามตัวและหัวยุบ กำลังผลักดันพวกผีผู้ชายรอบๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย และยังมีสัตว์ประหลาดตัวน้อยที่ถูกฝูงชนเหยียบย่ำอยู่บนพื้นลิฟต์ ส่งเสียงกรีดร้องแหลมปรี๊ด...

"บ้าเอ๊ย เลิกดันสักทีสิวะ! ทยอยกันออกไปทีละคนสิ!"

"โอ๊ย มือฉัน! มือฉันโดนเบียดจนขาดแล้ว!"

"แงงงง พวกแกตัวหนักกันจังเลย ฉันเจ็บนะ... แงงงง"

เคร้ง—

สมุดบันทึกและปากกาในมือของสวีเทียนหลิงร่วงหล่นลงสู่พื้น

จบบทที่ บทที่ 7 การทดสอบระดับ D: ห้องสมุดสัตว์ประหลาด (ตอนที่ 4)

คัดลอกลิงก์แล้ว