- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปเป็นภรรยาสุดที่รักของนายทหารหน้าดุยุค แปดศูนร์
- บทที่ 26: ชีวิตใหม่กับเส้นทางที่เปลี่ยนไปตลอดกาล
บทที่ 26: ชีวิตใหม่กับเส้นทางที่เปลี่ยนไปตลอดกาล
บทที่ 26: ชีวิตใหม่กับเส้นทางที่เปลี่ยนไปตลอดกาล
เอี๊ยด!
เสียงเบรกกะทันหันดังสนั่น ล้อรถบดขยี้กับพื้นถนนจนเกิดเสียงเสียดสีแสบแก้วหู แรงสั่นสะเทือนส่งผลให้ผู้ที่อยู่ในรถต่างเสียหลักโดยไม่ทันตั้งตัว
แม้แต่เกาฟางที่เป็นคนขับยังถูกแรงเฉื่อยเหวี่ยงจนตัวถลันไปข้างหน้า
นับประสาอะไรกับเจียงหนิง
ร่างของเธอค่อนข้างบอบบาง อีกทั้งเบาะหลังก็ไม่มีเข็มขัดนิรภัย วินาทีที่รถหยุดกะทันหัน เธอรู้สึกราวกับร่างกายกำลังลอยละลิ่ว พุ่งตรงไปยังพนักพิงเบาะหน้าอย่างรวดเร็ว
ทว่า ฉินจิ่วเลี่ยกลับมีปฏิกิริยาที่ว่องไวยิ่งนัก
ในชั่วพริบตาที่เกิดเหตุ เขาเอื้อมมือออกไปคว้าตัวเจียงหนิงที่กำลังจะกระเด็นมาไว้ในอ้อมกอดตามสัญชาตญาณ
ฉินจิ่วเลี่ยกอดเธอไว้แน่น พร้อมกับเบี่ยงไหล่กว้างของตัวเองออกไปรับแรงปะทะแทน
ปึก! ร่างของฉินจิ่วเลี่ยกระแทกเข้ากับพนักเบาะหน้าอย่างจัง
เมื่อแรงส่งสิ้นสุดลง ฉินจิ่วเลี่ยก็ถามด้วยน้ำเสียงร้อนรนและห่วงใย
"ภรรยา เป็นอะไรไหม? เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?"
น้ำเสียงของเขาทั้งทุ้มต่ำและแฝงไปด้วยความกังวล
เจียงหนิงที่ถูกโอบรอดอยู่ในอ้อมแขนอันแข็งแกร่งไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ เลยแม้แต่นิดเดียว
เธอไม่ได้สัมผัสถึงความเจ็บปวด แต่กลับสัมผัสได้ถึงความรักและความห่วงใยอันแรงกล้าที่แผ่ออกมาจากตัวผู้ชายคนนี้
ผู้ชายคนนี้... ในสายตาของเขามีเพียงเธอจริงๆ
แม้ในยามคับขัน สิ่งแรกที่เขาคิดถึงคือการปกป้องเธอ
การตัดสินใจแต่งงานกับผู้ชายคนนี้ตามสัญชาตญาณในตอนแรก ช่างเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิต!
"ฉันไม่เป็นไรค่ะ"
เจียงหนิงเงยหน้าขึ้นจากอ้อมอกของฉินจิ่วเลี่ย ดวงตาคู่สวยส่องประกายมองไปที่ไหล่ของเขา
เธอได้ยินเสียงกระแทกดังปึกเมื่อครู่
นั่นแปลว่าฉินจิ่วเลี่ยเป็นคนรับแรงกระแทกนั้นไว้เองทั้งหมด
แต่เขากลับทำราวกับว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย และไม่ได้แสดงความเจ็บปวดออกมาเลยสักนิด
หลังจากสำรวจร่างกายเจียงหนิงจนมั่นใจว่าปลอดภัย แววตาคมกริบของเขาก็เงยขึ้น พร้อมกับแผ่รังสีคุกคามออกมาในทันที
เกาฟางไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้บังคับการฉินเอ่ยถาม
เขาสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่มาจากเบาะหลัง จึงรีบรายงานทันที
"ผู้บังคับการครับ มีคนวิ่งตัดหน้าเรากระชั้นชิด ดูเหมือนจะมีเรื่องวุ่นวายครับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งฉินจิ่วเลี่ยและเจียงหนิงต่างก็มองออกไปที่หน้ารถ
เพียงแค่แววตาเดียว แววตาของเจียงหนิงก็เย็นเยียบลงทันที
โลกมันช่างกลมเสียจริง!
คนที่วิ่งตัดหน้ารถอย่างไม่คิดชีวิตคนนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากเจียงซินโหรว!
ภายนอกรถ เจียงซินโหรวกำลังหมอบคลานอยู่บนกระโปรงหน้ารถทหาร
ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความลนลาน ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย บ่งบอกว่าเพิ่งผ่านการยื้อยุดฉุดกระชากมาอย่างหนัก
หลังจากกระแทกเข้ากับหน้ารถ เธอก็พยายามตะเกียกตะกายจะปีนขึ้นมา
ท่าทางกระวนกระวายประกอบกับใบหน้าที่ซีดเซียว ทำให้เจียงซินโหรวในยามนี้ดูไม่เหลือเค้าโครงของคุณหนูผู้แสนประณีตเลยแม้แต่น้อย สภาพของเธอราวกับศพเดินได้ที่กำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอด
เธอพยายามจะไขว่คว้าหาที่ยึดเกาะอย่างบ้าคลั่ง
"ช่วยด้วย! ได้โปรดช่วยฉันด้วย! ฉันไม่อยากไปชนบท! ฉันไม่ไป!"
เจียงซินโหรวแผดเสียงร้องอย่างต่อเนื่อง
เสียงแหลมสูงของเธอลอดผ่านกระจกรถเข้ามาให้ได้ยินเป็นระยะ
รถทหารคันนี้ทำจากเหล็กกล้าชั้นดี
ฝากระโปรงหน้ารถทั้งลื่นและตัวถังรถก็สูงเกินกว่าที่คนธรรมดาจะปีนขึ้นมาได้ง่ายๆ
เห็นได้ชัดว่าเจียงซินโหรวกำลังสติแตกถึงขั้นพยายามจะมุดเข้ามาในรถด้วยวิธีนี้
หลังจากพยายามอยู่หลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ เธอก็เริ่มได้สติ
รีบผละจากหน้ารถมาที่ประตูข้าง พร้อมกับตะโกนอ้อนวอนไม่หยุด
"สหายทหาร ช่วยฉันด้วย! ช่วยฉันที! ฉันไม่อยากไปเป็นยุวชนปัญญา ฉันไม่อยากแต่งงานกับตาแก่ที่ไหนทั้งนั้น!"
ทว่า ในขณะที่เธอพยายามจะเรียกร้องความสนใจ กลุ่มคนที่ไล่ตามเธอก็มาถึงตัวจนได้
พวกเขาคือกลุ่มคนที่สวมปลอกแขนสีแดงและเครื่องแบบสีน้ำเงิน... หน่วยตรวจการนั่นเอง
กงเกวียนกำเกวียนโดยแท้
เมื่อไม่กี่วันก่อน เจียงซินโหรวยังเป็นคนพาหน่วยตรวจการไปจับชู้ที่บ้านพักรับรองเพื่อหวังจะทำลายชีวิตเจียงหนิง
แต่ในวันนี้ เป้าหมายที่หน่วยตรวจการต้องการตัวกลับกลายเป็นตัวเธอเอง
ทันทีที่เจ้าหน้าที่เข้าถึงตัว พวกเขาก็รวบแขนรวบขาเจียงซินโหรวเอาไว้ทันที
"วิ่งสิ! วิ่งต่อเลย! ดูซิว่าแกจะหนีไปได้ถึงไหน!"
"ในกลุ่มยุวชนปัญญายี่สิบคน เหลือแค่แกคนเดียวเนี่ยแหละ! นังผู้หญิงบ้า แกซ่อนตัวเก่งนักนะ แต่สุดท้ายก็โดนพวกเราจับจนได้!"
"เลิกพูดมากได้แล้ว! มัดมันไว้แล้วโยนขึ้นรถบรรทุกเลย! พอคนครบเราจะได้ออกเดินทางกันสักที จะได้จบๆ เรื่องไป"
เจ้าหน้าที่หน่วยตรวจการมีกันสี่ห้าคน ทุกคนล้วนเป็นชายร่างกำยำ
เจียงซินโหรวไม่มีทางสู้แรงพวกเขาได้เลย
ต่อให้เธอดิ้นรนขัดขืนเพียงใด ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากพันธนาการได้
ความหวังเดียวของเธอในตอนนี้คือรถทหารที่จอดอยู่ตรงหน้า
แม้เจียงซินโหรวจะลนลาน แต่เธอก็ยังพอมีไหวพริบอยู่บ้าง
ตอนที่เธอวิ่งออกมา เธอเล็งเป้าไปที่รถทหารคันนี้อย่างจงใจ
เพราะถ้าเป็นรถทหาร ต่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นมา อย่างน้อยเธอก็มีข้ออ้างให้คนรับผิดชอบ และไม่ต้องระเห็จไปอยู่ชนบทในฐานะยุวชนปัญญา
แต่แผนการกลับผิดคาดไปเล็กน้อย
เพราะรถหยุดนิ่งเสียก่อน และเธอไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร
ถึงกระนั้น เจียงซินโหรวก็ยังไม่ยอมแพ้
ท่ามกลางการรุมล้อมของเจ้าหน้าที่ เธอพยายามเอื้อมมือออกไปสุดแรงเพื่อคว้าที่เปิดประตูรถไว้
"ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! สหายทหารช่วยด้วย! จะมีคนตายอยู่แล้ว!"
เจียงซินโหรวตะโกนสุดเสียงโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม และด้วยความตื่นตระหนก เธอจึงพยายามเบิกตามองเข้าไปในรถ
ทว่า ผ่านกระจกหน้าต่างรถไป เธอกลับเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง
นั่นมันเจียงหนิง!
นังแพศยาเจียงหนิงนั่นเอง!
ดวงตาของเจียงซินโหรวเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนโกรธแค้น เสียงที่แหลมอยู่แล้วยิ่งกรีดร้องดังกว่าเดิม
"เจียงหนิง เปิดประตูให้ฉันนะ! เจียงหนิง! นังแพศยา! แกมีสิทธิ์อะไรถึงได้นั่งเสวยสุขอยู่ในนั้น..."
ท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวาย สีหน้าของคนในรถกลับแตกต่างกันออกไป
เกาฟางนั่งตัวตรงแน่ว มองตรงไปข้างหน้าโดยไม่กล้าแม้แต่จะปรายตามามองเบาะหลัง
นั่นก็เพราะเขาได้ยินชื่อของเจียงหนิงเข้าเต็มสองหู
เขารู้สึกเหมือนได้ล่วงรู้ความลับที่สั่นประสาทเข้าให้แล้ว ผู้บังคับการฉินจะโกรธจนสั่งปิดปากเขาไหมนะ?!
ฉินจิ่วเลี่ยจำเจียงซินโหรวได้ตั้งแต่แวบแรกที่เห็น
เธอคือผู้หญิงที่พาหน่วยตรวจการไปจับชู้ที่บ้านพักรับรอง
และยังเป็นคนเดียวกับที่หวังจะใช้เจียงหนิงเป็นเครื่องมือในการวางยาเขา
ฉินจิ่วเลี่ยไม่สนว่าชีวิตของคนแบบนี้จะเป็นหรือตาย ผลลัพธ์ที่เธอได้รับในวันนี้ช่างสาสมแล้ว
แต่... ฉินจิ่วเลี่ยจำได้ชัดเจนว่าในตอนนั้น เจียงหนิงเรียกผู้หญิงคนนี้ว่า "พี่สาว"
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถาม "ถ้าเธออยากช่วย พี่จะให้เกาฟางลงไปจัดการให้"
ในบรรยากาศที่ตึงเครียดเช่นนี้ เจียงหนิงกลับหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
"ช่วยเหรอคะ? จะให้ช่วยอะไร?"
"จิ่วเลี่ยคะ มีอีกเรื่องที่ฉันยังไม่ได้บอกคุณ พ่อของฉันไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของตระกูลเจียงค่ะ ท่านถูกเก็บมาเลี้ยง ตอนนี้พวกเราแยกบ้านกันแล้ว และครอบครัวของเราก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับตระกูลเจียงนั่นอีกต่อไป ตัดขาดกันอย่างสิ้นเชิงแล้วค่ะ เพราะฉะนั้น ผู้หญิงคนนี้... ไม่ใช่พี่สาวของฉัน!"
"ฉันเกลียดสิ่งที่เธอทำกับฉันเข้ากระดูกดำ ใจจริงอยากจะส่งเธอเข้าคุกไปเลยด้วยซ้ำ สิ่งเดียวที่โชคดีที่สุดในเรื่องนี้ก็คือการที่ฉันได้พบคุณ คุณคือคนที่ช่วยฉุดฉันขึ้นมาจากกองเพลิงค่ะ"
เจียงหนิงอธิบายสถานการณ์อย่างชัดเจนและรวบยอด
เธอแบ่งแยกเส้นแบ่งระหว่างตัวเองกับเจียงซินโหรวอย่างเด็ดขาด แม้แต่ตอนที่เอ่ยชื่อเจียงซินโหรว เธอยังรู้สึกขยะแขยง
ฉินจิ่วเลี่ยเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดในทันที
หากไม่ใช่เพราะเจียงหนิง เขาย่อมไม่เห็นเจียงซินโหรวอยู่ในสายตาอยู่แล้ว
เมื่อได้รับคำยืนยันจากเจียงหนิง สิ่งที่เกิดขึ้นนอกรถจึงไม่มีความหมายใดๆ ต่อเขาอีกต่อไป
เขาออกคำสั่งเสียงเรียบ "ออกรถต่อได้"
"ครับ ผู้บังคับการฉิน"
เกาฟางกระชับพวงมาลัยแน่น สตาร์ทเครื่องยนต์และเร่งเครื่องยนต์ออกไป
ขณะที่รถเริ่มเคลื่อนตัว เจียงหนิงปรายตามองลอดหน้าต่างรถออกไปเป็นครั้งสุดท้าย
เธอเห็นเจียงซินโหรวถูกฉุดกระชากลากถู ใบหน้าของเธอซีดเผือดราวกับคนสิ้นหวัง
เจียงซินโหรวมองดูรถทหารที่กำลังเคลื่อนที่จากไป ความหวังสุดท้ายของเธอพังทลายลงในพริบตา
เธอรู้สึกราวกับตกลงไปในบ่อน้ำแข็งที่หนาวเหน็บ สติสัมปชัญญะขาดผึงกลายเป็นคนบ้าคลั่ง
ทว่าแขนขาของเธอกลับถูกเจ้าหน้าที่หน่วยตรวจการล็อกไว้แน่นจนขยับไม่ได้
มีเพียงสายตาอาฆาตมาดร้ายราวกับอสรพิษที่จ้องเขม็งไปยังเจียงหนิงที่นั่งอยู่ในรถ
"เจียงหนิง... เจียงหนิง! แกทำกับฉันแบบนี้ไม่ได้นะ... เจียงหนิง! แกจะต้องเสียใจ... แกจะต้องได้รับกรรม..."
เหอะ
เจียงหนิงแค่นหัวเราะให้กับคำสาปแช่งเหล่านั้น
หากกฎแห่งกรรมมีจริงละก็ มันควรจะตกอยู่ที่เจียงซินโหรวเป็นคนแรก ผู้ที่ทำความชั่วมานับไม่ถ้วนและมีจิตใจที่มืดบอด!
ส่วนตัวเธอนั้น กำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงพร้อมกับฉินจิ่วเลี่ย
รถทหารพุ่งทะยานไปข้างหน้า ทิ้งเจียงซินโหรวและเสียงเอะอะโวยวายไว้เบื้องหลัง เลือนหายไปในกลุ่มควันและฝุ่นละอองที่ม้วนตัวขึ้นตามทาง
เจียงหนิงได้ทวงคืนชีวิตที่เคยถูกเจียงซินโหรวช่วงชิงไปกลับมาเป็นของตนเองได้อย่างสมบูรณ์แล้ว