- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปเป็นภรรยาสุดที่รักของนายทหารหน้าดุยุค แปดศูนร์
- บทที่ 8: เครื่องแบบทหาร... ใครกล้าแตะต้องฉัน!
บทที่ 8: เครื่องแบบทหาร... ใครกล้าแตะต้องฉัน!
บทที่ 8: เครื่องแบบทหาร... ใครกล้าแตะต้องฉัน!
มื้ออาหารที่ร้านอาหารของรัฐทั้งเต็มไปด้วยความสุขและน่าอึดอัดใจสำหรับครอบครัวเจียง
ทว่าท้ายที่สุดแล้ว... เจียงหยวนซานก็ยังคงใจแข็ง
สำหรับข้อเสนอ 'แยกบ้าน' ของเจียงหนิง เขาบอกเพียงว่าจะเก็บไปคิดทบทวนดูให้ดีเมื่อกลับถึงบ้าน
แต่ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าบ้าน...
สิ่งที่รอพวกเขาอยู่กลับเป็นพายุอีกลูก...
"คุณย่า! คุณย่าต้องทวงความยุติธรรมให้ฉันนะคะ! เป็นความผิดของนังเด็กสารเลวเจียงหนิงคนเดียวเลย! ตอนนี้คนเขารู้กันไปทั่วแล้วว่าฉันถูกหน่วยตรวจการจับตัวไป..."
"พวกเขายังบังคับให้ฉันเขียนจดหมายสำนึกผิดไปติดประจานบนบอร์ดประกาศสาธารณะอีก... ฮือ ฮือ ฮือ... คุณย่าคะ แล้วแบบนี้ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ฉันไม่อยากจะมีชีวิตอยู่แล้ว..."
"ฮือ ฮือ ฮือ... คุณย่าคะ ฉัน เจียงซินโหรว เป็นคนเดียวที่ต้องอับอายขายหน้าอย่างนั้นเหรอ?! นังเด็กบ้าเจียงหนิงต่างหากที่กำลังทำให้ตระกูลเจียงของเราต้องเสื่อมเสีย! คุณย่าต้องให้ความเป็นธรรมกับฉันนะคะ..."
เจียงซินโหรวสมกับเป็นหลานสาวแท้ๆ ของแม่เฒ่าเจียงจริงๆ
เธอเรียนรู้วิชาตีโพยตีพาย ร้องห่มร้องไห้ และเล่นใหญ่เล่นโตมาได้อย่างไร้ที่ติ!
ยิ่งไปกว่านั้น เสียงของเจียงซินโหรวยังแหลมปรี๊ด เวลาเธอขึ้นเสียงทีไร ทำเอาแก้วหูแทบพัง
เจียงหนิงยังไม่ทันก้าวเข้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงโวยวายดังลอดประตูกระแทกหูมาแต่ไกล
เจียงหยวนซานและกู้หยุนซูตกอยู่ในความตึงเครียดและหวาดผวาอีกครั้ง
พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจียงหนิงไปก่อเรื่องอะไรไว้ แต่ก็สังหรณ์ใจไม่ดีเสียแล้ว
ทว่าเจียงหนิงกลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เธอไม่เพียงแต่ไม่มีความหวาดกลัว ทว่ากลับเตะประตูเปิดออกอย่างแรง
ปัง!
พวกคนเกียจคร้านอกตัญญูที่อยู่ข้างในสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจกับเสียงดังสนั่น
เจียงหนิงเชิดหน้าขึ้นและเดินอาดๆ เข้ามาด้วยออร่าที่น่าเกรงขาม
เธอหรี่ตาลง กวาดสายตาดูแคลนมองทุกคนในห้อง
ภายในบ้าน...
ไม่ได้มีแค่แม่เฒ่าเจียงกับเจียงซินโหรวเท่านั้น แต่ยังมีเจียงเอ้อไห่ เฉินเหม่ยหลาน และเจียงชิงหลิน ลูกชายไม่เอาไหนของพวกเขาอยู่ด้วย
เรียกได้ว่ารวมพลครอบครัวหนูผีอย่างครบครัน
โดยเฉพาะเจียงซินโหรวที่กำลังร้องไห้น้ำตานองหน้าราวกับดอกสาลี่ต้องหยาดฝน ดูน่าสงสารราวกับถูกรังแกมาอย่างหนักหนา
ช่างเป็นแม่ดอกบัวขาวที่สมบูรณ์แบบเสียนี่กระไร
หางตาของเจียงหนิงยังเหลือบไปเห็นโต๊ะอาหาร
เนื่องจากวันนี้กู้หยุนซูไม่ได้ทำอาหาร จึงไม่มีกับข้าวทำเองบนโต๊ะ กลับมีไก่ย่างห่อกระดาษ ถั่วลิสง และเหล้าขาววางอยู่แทน
ครอบครัวนี้ช่างรู้จักหาความสุขใส่ตัวเสียจริง กินกันจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก
สีหน้าของเจียงหนิงยิ่งฉายแววเหยียดหยาม
ทันทีที่เจียงซินโหรวเห็นหน้าเจียงหนิง ความโกรธก็พุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง เธอชิงกล่าวหาอีกฝ่ายทันที
"แก! เป็นเพราะแกที่ทำให้ฉันถูกหน่วยตรวจการจับ! นังเด็กสารเลว เป็นความผิดของแกทั้งหมด!"
เจียงซินโหรวไม่เพียงแต่แผดเสียงร้อง แต่ยังพุ่งเข้าใส่เจียงหนิงอย่างดุร้าย หวังจะข่วนหน้าเธอ
นิ้วของเธอกางออกราวกับกรงเล็บแหลมคม
เธออยากจะตะปุยหน้าเจียงหนิงให้แหกไปเสียเดี๋ยวนี้
ทว่า...
เจียงหนิงจะยอมเปิดโอกาสให้เจียงซินโหรวเข้าใกล้ได้อย่างไร?
เธอสวนกลับอย่างรวดเร็ว
อาศัยจังหวะที่เจียงซินโหรวไม่ทันตั้งตัว ฟาดฝ่ามือลงไปอย่างแรง
เพียะ!
เสียงตบฉาดใหญ่ดังก้องกังวาน
แทบจะทำให้หูอื้อ
เจียงหนิงใส่แรงเต็มเหนี่ยวไปกับฝ่ามือนี้ ตั้งใจจะสั่งสอนเจียงซินโหรวให้หลาบจำ
คิดจริงๆ หรือว่าเธอเป็นแค่กระต่ายน้อยสีขาวที่รังแกได้ง่ายๆ?
หึ
เธอคือเจียงหนิงผู้ร้ายกาจที่สุดย่ะ!
สิ้นเสียงตบนั่น ทุกคนในห้องก็เงียบกริบลงทันที
หน้าของเจียงซินโหรวหันไปตามแรงตบ ขมับปวดตุบๆ น้ำตาเสแสร้งถูกแทนที่ด้วยน้ำตาแห่งความเจ็บปวดอย่างแท้จริง
ทุกคนต่างหวาดผวาไปกับรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเจียงหนิง
ชั่วขณะหนึ่ง ไม่มีใครกล้าปริปากพูด
กลับกลายเป็นเจียงชิงหลินจอมถากถางที่ไม่เคยสนใจเรื่องในครอบครัว ที่ตอนนี้ทำตัวเหมือนคนปกติขึ้นมา
เขาพูดตะกุกตะกักถามขึ้นว่า
"เธอ... เธอตีเธอทำไม?"
หึๆ
เจียงหนิงแค่นหัวเราะ
"ฉันตบเธอแล้วจะทำไม? จะตบคนนี่ยังต้องดูฤกษ์ดูยามด้วยหรือไง?"
"เจียงซินโหรว เมื่อกี้ไม่ได้เก่งนักเหรอ? ทำไมไม่เล่าล่ะว่าเมื่อบ่ายนี้ใครกันที่พาหน่วยตรวจการไปที่บ้านพักรับรอง แล้วตะโกนปาวๆ ว่าจะจับชู้? แล้วใครที่จงใจให้ยาปลอมฉัน หวังจะทำลายความบริสุทธิ์ของฉันเพื่อให้ฉันเงยหน้าอ้าปากไม่ได้ไปตลอดชีวิต?"
"กล้าทำแต่ไม่กล้ารับงั้นเหรอ? ที่แกถูกหน่วยตรวจการลากตัวไปมันก็เป็นเพราะผลกรรมของแกเองทั้งนั้น! สมควรแล้ว! มันไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน เจียงหนิง เลยสักนิด! ถ้าแกกล้าบิดเบือนความจริงอีก พวกเราก็ไปสถานีตำรวจกันเดี๋ยวนี้เลย!"
"ส่วนพวกคุณ—"
สายตาคมกริบและเย็นชาของเจียงหนิงเปลี่ยนจากเจียงซินโหรวไปยังเจียงชิงหลิน และสองสามีภรรยาเจียงเอ้อไห่
"เจียงชิงหลิน ตั้งแต่เล็กจนโตใครเป็นคนจ่ายค่าเทอม ค่าหนังสือ ค่าเรียนพิเศษให้พี่? นั่นมันเงินหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของพ่อแม่ฉันทั้งนั้น! ปีนี้พี่ก็ยี่สิบสองแล้ว สอบเข้ามหาวิทยาลัยมาสี่รอบแล้วใช่ไหมล่ะ? สอบติดที่ไหนได้บ้างล่ะ พี่มันก็แค่คนไม่ได้เรื่อง!"
"ส่วนคุณ... คุณอารอง คุณยังมีหน้ามาให้ฉันเรียกว่าอารองอีกเหรอ? คุณกินอยู่ที่บ้าน เคยหาเงินเข้าบ้านได้สักแดงไหม? วันๆ เอาแต่บ่นว่านั่นก็ไม่ดี นี่ก็ไม่ดี ถ้าคิดว่ามันไม่ดีนักก็ออกไปหาเงินเองสิ! ขนาดวิทยุที่คุณฟังอยู่ทุกวันก็ซื้อมาจากเงินเดือนฉัน!"
"อาสะใภ้รอง ไก่ย่างอร่อยไหมคะ? เป็นสะใภ้แท้ๆ แต่ทำกับข้าวไม่เป็นสักอย่าง กินฝีมือแม่ฉันทุกวันยังมาติเตียนว่าไม่อร่อย วันนี้มีโอกาสทำไมไม่เห็นคุณโชว์ฝีมือบ้างล่ะ? ทำไมไม่ทำอาหารจัดเต็มระดับฮ่องเต้มาเสิร์ฟเลยล่ะ?"
คำพูดด่าทอพรั่งพรูออกมาเป็นชุด
เจียงหนิงสั่งสอนพวกคนเนรคุณในครอบครัวเรียงตัวอย่างเจ็บแสบ
เธอยังเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อบ่ายอย่างชัดเจนกระจ่างแจ้ง
มีคนเห็นเหตุการณ์ที่บ้านพักรับรองตั้งมากมาย แถมยังมีฉินจิ่วเลี่ยเป็นพยาน ต่อให้ต้องไปสถานีตำรวจ เธอก็ไม่กลัวหรอก!
การชิงลงมือโจมตีก่อนของเจียงหนิงได้ผลชะงัด
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าสยดสยอง
เงียบกริบจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มตกพื้น
เจียงเอ้อไห่ที่มีชีวิตมากว่าสี่สิบปี นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกด่าทออย่างรุนแรงขนาดนี้
เขาเริ่มมีอาการมึนเมาจากฤทธิ์เหล้า ใบหน้าแดงก่ำ
เขาตบโต๊ะดังปัง!
"นังเด็กบ้า แกจะกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว! แกจะไปรู้อะไร? เป็นเรื่องสมควรแล้วที่พ่อแม่แกจะต้องเลี้ยงดูพวกเราทั้งครอบครัว!"
เจียงเอ้อไห่พูดจาอย่างหน้าไม่อาย ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธ จ้องเขม็งไปที่เจียงหนิง
เจียงหนิงไม่ได้หวั่นเกรงต่อท่าทีดุร้ายของเขาแม้แต่น้อย
เธอแค่นหัวเราะเยาะ
"หึๆ 'สมควรแล้ว' งั้นเหรอ? อะไรคือสมควร? ครอบครัวรับเลี้ยงพ่อฉันมาแค่คนเดียว แต่ตอนนี้พ่อแม่ฉันต้องเลี้ยงพวกคุณถึงห้าคน แบบนี้ยังไม่พออีกเหรอ?"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เจียงเอ้อไห่ไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกผิด แต่กลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
เขาพูดด้วยท่าทีเมามายและโอหังว่า
"เลี้ยงห้าคนแล้วมันทำไม? เขาสมควรเกิดมาเป็นวัวเป็นควายรับใช้ครอบครัวเราอยู่แล้ว! คนอย่างเขามีชีวิตรอดมาได้ก็บุญหัวแค่ไหนแล้ว! ครอบครัวเราต่างหากที่ทำทานให้เขา! พี่น้องประสาอะไร? เขา... และแก... พวกแกมันก็แค่คนรับใช้ของครอบครัวเราทั้งนั้นแหละ!"
สิ้นคำพูดนี้...
คนที่ถูกกรีดหัวใจจนยับเยินไม่ใช่เจียงหนิง แต่เป็นเจียงหยวนซาน
เจียงหยวนซานผู้ทุ่มเททำงานหนักมาตลอดชีวิต เพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรกว่า 'น้องชาย' มองเขาอย่างไรในใจ
เจียงเอ้อไห่ไม่เพียงแต่คายความในใจตอนเมา แต่ยังอาศัยความกล้าจากฤทธิ์สุรา เดินโซเซปรี่เข้าไปหาเจียงหนิง
ท่าทางคุกคามของเขาบ่งบอกชัดเจนว่ากำลังจะลงไม้ลงมือกับเธอ
คราวนี้...
เจียงหนิงไม่หลบและไม่ตอบโต้
เธอเพียงเอ่ยปากเตือน
"อารอง เบิกตาดูเสื้อผ้าที่ฉันใส่ให้เต็มตาสิ! นี่คือเครื่องแบบทหาร สถานะของฉันตอนนี้คือครอบครัวทหาร ถ้าคุณกล้าแตะต้องฉัน ฉันจะไปแจ้งความข้อหาทำร้ายร่างกายที่สถานีตำรวจทันที! โทษฐานจงใจทำร้ายร่างกายครอบครัวทหาร คุณรับไหวเหรอ? ลูกชายคุณยังอยากจะสอบเข้าวิทยาลัยกฎหมายและการเมืองอยู่ไม่ใช่หรือไง เรื่องในวันนี้จะถูกบันทึกลงในประวัติของเขาด้วย!"
เครื่องแบบทหารสีเขียวเข้มตัวโคร่งเปรียบเสมือนเกราะคุ้มกัน
แม้ฉินจิ่วเลี่ยจะไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่มันก็ยังปกป้องเจียงหนิงให้รอดพ้นจากอันตรายได้อย่างมั่นคง
เมื่อพูดจบ เจียงหนิงก็ปรายตามองไปทางเจียงซินโหรวที่หน้าบวมเป่งและกำลังคันไม้คันมืออยากจะเอาคืน
คำพูดเหล่านี้ยังเป็นคำเตือนถึงเจียงซินโหรวเช่นกัน
หลังจากสิ้นประโยคนั้น...
เจียงเอ้อไห่ก็เมาเกินกว่าจะเข้าใจถึงความรุนแรงของสถานการณ์
แต่เจียงชิงหลินยังมีสติครบถ้วน เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอนาคตทั้งชีวิตของเขา จะยอมให้พังพินาศตรงนี้ไม่ได้เด็ดขาด
แมัเขาจะไม่รู้ว่าเจียงหนิงกลายเป็นครอบครัวทหารไปได้อย่างไร แต่เสื้อเครื่องแบบทหารที่เธอใส่อยู่นั้นเป็นของจริง
บนบ่าของเธอมีสองแถบสามดาวประดับอยู่
เครื่องหมายยศทหารเปล่งประกายเย็นเยียบ ทำเอาคนมองรู้สึกหวาดหวั่นจับใจ
เจียงชิงหลินรีบถลันตัวเข้าไปดึงเจียงเอ้อไห่ที่กำลังเมามายกลับมาอย่างลุกลี้ลุกลน
"พ่อ อย่าลงไม้ลงมือกับเธอนะ ห้ามเด็ดขาด! ถ้าพ่อทำ อนาคตผมพังแน่! คุณย่า รีบดึงพ่อไว้เร็วเข้า! แล้วก็เจียงซินโหรว... อย่าตุกติกเชียว แม่ ดึงยัยนั่นไว้ด้วย!"
สิ้นเสียงตะโกนอย่างร้อนรนของเจียงชิงหลิน รังของพวกคนเนรคุณก็เกิดการดึงทึ้งกันชุลมุนวุ่นวาย กลายเป็นภาพที่น่าขบขันอย่างแท้จริง