- หน้าแรก
- เจิ้นเทียนซี ผู้สยบสวรรค์แห่งต้าฉิน
- บทที่ 23 - พวกเราที่ยังอยู่ ต้องช่วยสางบัญชีให้พวกพี่น้อง
บทที่ 23 - พวกเราที่ยังอยู่ ต้องช่วยสางบัญชีให้พวกพี่น้อง
บทที่ 23 - พวกเราที่ยังอยู่ ต้องช่วยสางบัญชีให้พวกพี่น้อง
บทที่ 23 - พวกเราที่ยังอยู่ ต้องช่วยสางบัญชีให้พวกพี่น้อง
ฤดูใบไม้ร่วงปีที่สิบสามแห่งรัชศกหยวนคังของต้าฉิน สงครามระหว่างฉินและเยี่ยนที่ยืดเยื้อมานานครึ่งปีได้ปิดฉากลงชั่วคราว
ต้าฉินเปิดศึกสองด้านในเขตพรมแดนตะวันตกเฉียงเหนือ ตีชนะและยึดเมืองคืนได้ถึงห้าแห่ง กู้คืนดินแดนที่สูญเสียไปได้กว่าสามร้อยลี้
ในขณะที่กองทัพปราบตะวันตกของเยี่ยนภายใต้การนำของโอวหยางสวี่รองแม่ทัพใหญ่รุ่นเยาว์ สามารถบุกยึดอำเภอเฟิงเทียนของฉินไว้ได้ และตั้งป้อมเผชิญหน้ากับกองกำลังเกล็ดแดงโดยมีแม่น้ำคั่นกลาง
ทั้งสองฝ่ายต่างมีผลแพ้ชนะสลับกันไปจนสุดท้ายจึงยอมถอยทัพสงบศึก
จักรพรรดิหยวนคังแห่งต้าฉินประกอบพิธีเซ่นไหว้ฟ้าดินที่เมืองหลวงด้วยดินแดนห้าเมืองที่ยึดคืนมาได้ เพื่อปลอบประโลมดวงวิญญาณบรรพชน พร้อมทั้งประกาศอภัยทานทั่วหล้าและตบรางวัลให้แก่เหล่าขุนพลที่มีความดีความชอบ
เหล่านักรบแห่งพรมแดนตะวันตกเฉียงเหนือทั้งสิบสองหน่วย มีแม่ทัพสามท่านและนายกองอีกสิบห้าท่านที่ได้รับยศถาบรรดาศักดิ์
โจวฉาง นายทหารหน่วยราชองครักษ์ขนนก ได้เลื่อนขั้นถึงสามระดับและเข้าดำรงตำแหน่งรองเสนาบดีกรมกลาโหม ขุนนางระดับสี่ขั้นรอง
ทว่าในรายการปูนบำเหน็จนั้น กลับไม่มีชื่อของกองกำลังเกล็ดแดงนับแสนนายที่กรำศึกหนักทั้งสองฝั่งพรมแดน ไม่มีชื่อของเหล่านักรบสามพันนายที่ยอมสละชีพปกป้องเมืองเฟิงเทียน และไม่มีแม้แต่การอวยยศย้อนหลังให้แก่หวีหลินและพี่น้องที่ตายตกไปในเมืองแห่งนั้น
ทางฝั่งแคว้นเยี่ยนแม้จะเสียห้าเมืองและสูญเสียกำลังพลไปนับหมื่น แต่การยึดเมืองทางพรมแดนตะวันตกได้หนึ่งแห่งก็นับว่าช่วยกู้หน้าไว้ได้บ้าง
จักรพรรดิเยี่ยนจึงมีราชโองการชมเชยและมอบกระบี่ล้ำค่าพร้อมทองคำหมื่นตำลึงให้แก่โอวหยางซูไฉ แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพปราบตะวันตก พร้อมแต่งตั้งให้เป็นมหาเสนาบดีปราบตะวันตกและขุนนางระดับสอง
ณ ศาลาพักม้าหน้าเมืองลู่หยาง
จางหย่วนในชุดองครักษ์ชุดดำยกมือคารวะคนตรงหน้า
เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนครึ่งแล้วนับตั้งแต่ศึกที่อำเภอเฟิงเทียนสิ้นสุดลง
ชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสีขาวถอนหายใจยาวพลางมองจางหย่วน "ต่างคนต่างมีหนทางของตัวเอง ในเมื่อเจ้าไม่อยากไปเมืองหลวงพร้อมข้า ข้าก็จะไม่ฝืนใจ"
"หากวันหน้าอยากจะไป ก็ไปหาข้าได้ที่สำนักศึกษาในเมืองหลวง"
เขาเงียบไปอึดใจก่อนจะกล่าวเสียงเบา "กองกำลังเกล็ดแดงยอมสละรางวัลทั้งหมดเพื่อแลกกับการประกาศอภัยทานทั่วหล้า เพื่อให้เหล่าทหารและชาวบ้านที่ร่วมกันสู้ตายในเมืองเฟิงเทียนมีคำอธิบายต่อสังคมได้ ท่านอาจารย์พยายามเต็มที่แล้วจริงๆ"
อาจารย์ที่เขาพูดถึงก็คือโจวฉาง นายทหารที่ได้เลื่อนขั้นสามระดับในศึกครั้งนี้
จากขุนนางฝ่ายบุ๋นที่มาคุมงานฝ่ายบู๊ และอาศัยผลงานครั้งนี้เข้าสู่กรมกลาโหม
คนนอกไม่มีทางรู้เลยว่า หากนักรบสามพันนายในเมืองเฟิงเทียนไม่ล้มตายจนแผนการของโจวฉางเกิดรอยด่างพร้อย เขาก็คงได้ก้าวขึ้นเป็นเสนาบดีกรมกลาโหม ขุนนางระดับสามไปแล้ว
ไป๋เส้าถิงที่ยืนอยู่ข้างๆ มีสีหน้าซับซ้อนขณะจ้องมองจางหย่วน
"เจ้าวางใจเถอะ ครอบครัวของพี่น้องในหน่วยของหวีหลินที่พลีชีพไป กองกำลังเกล็ดแดงของพวกเราจะดูแลเอง"
"ส่วนทหารคนอื่นๆ ที่ถูกเกณฑ์มาและตายในสนามรบ พวกเราก็จะพยายามชดเชยให้ดีที่สุด"
กองกำลังเกล็ดแดงแสนนายยอมทิ้งรางวัล โจวฉางยอมลดระดับการปูนบำเหน็จของตัวเองลงหนึ่งขั้น เพื่อแลกกับการอภัยทานทั่วหล้า
ด้วยการอภัยทานนี้ ทหารสามพันนายที่ฝ่าฝืนคำสั่งกองทัพเพื่อรักษาเมืองไว้สามเดือนจึงจะไม่ถูกลงโทษตามกฎอัยการศึก
ด้วยการอภัยทานนี้ หวีหลินแม่ทัพใหญ่กองกำลังเกล็ดแดงจึงไม่ต้องแบกรับชื่อเสียงที่ด่างพร้อยจากการขัดคำสั่ง
กฎเมืองมีกฎเมือง กฎทัพมีกฎทัพ เขารู้ดีว่าไม่ว่าจะเป็นโจวฉางหรือกองกำลังเกล็ดแดงต่างก็ทำเต็มที่แล้ว
การที่หวีหลินและเหล่านักรบสามพันนายไม่ถูกเอาความย้อนหลังก็นับว่าเป็นเกียรติสูงสุดเท่าที่ทำได้แล้ว
องค์จักรพรรดิยอมใช้การอภัยทานเพื่อรักษาหน้าให้นักรบเหล่านั้นก็นับว่าเป็นความเมตตาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้วเช่นกัน
ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้น เงินบำนาญของทหารที่ตายไปก็ต้องให้กองกำลังเกล็ดแดงหามาสมทบเอง
ส่วนบำเหน็จรางวัลที่เคยสัญญาไว้ตอนเกณฑ์ทหาร ก็ไม่มีทางที่จะเป็นจริงได้อีกต่อไป
นั่นหมายความว่า รายชื่อที่เขียนไว้ถี่ยิบในม้วนผ้าของคุณชายเถานั้น กลายเป็นเพียงกระดาษเปล่าไร้ค่า
ด้วยเหตุนี้เอง จางหย่วนจึงปฏิเสธคำชวนของหานเสี้ยวที่จะไปเมืองหลวง และปฏิเสธคำชวนของไป๋เส้าถิงที่ให้เข้าร่วมกองกำลังเกล็ดแดง
เขาต้องการกลับไปที่เมืองลู่หยาง
รายชื่อบนม้วนผ้านั้น จำเป็นต้องมีคนให้คำตอบ
จางหย่วนพยักหน้าแล้วประสานมือ "ทุกท่านดูแลตัวเองด้วย"
จางหย่วนเดินออกจากศาลาพักม้า ต้วนหงที่ยืนอยู่ด้านข้างยื่นห่อผ้าและดาบยาวที่พันด้วยผ้าดิบให้เขาแล้วพูดขึ้นว่า "จางหย่วน ฝากเจ้าดูแลพวกพี่น้องในค่ายเขาชิงซานของข้าด้วยนะ"
คำพูดนั้นทำให้จางหย่วนหัวเราะออกมา
เขาชี้ไปที่ชุดองครักษ์ชุดดำที่สวมอยู่ก่อนจะรับดาบและห่อผ้ามา "เจ้าจะให้องครักษ์ชุดดำอย่างข้าไปดูแลกลุ่มโจรภูเขาเนี่ยนะ ไม่ใช่ว่ากะจะให้ข้าเอาผลงานไปเลื่อนขั้นหรอกหรือ?"
ทั้งจางหย่วนและต้วนหงต่างมองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมา
คำไหว้วานของต้วนหงนั้นจางหย่วนย่อมไม่มีทางทอดทิ้งแน่นอน
ต้วนหงมีฝีมือไม่เลวจึงเข้าตาหานเสี้ยว และได้ไปเป็นผู้คุ้มกันเพื่อติดตามเข้าเมืองหลวงไปพร้อมกัน
หานเสี้ยวมาจากตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง ทั้งยังเป็นศิษย์ของโจวฉางและสำนักศึกษาชื่อดัง การที่ต้วนหงติดตามเขาไปย่อมมีอนาคตที่สดใสรออยู่
ผ่านศึกนองเลือดในเมืองเฟิงเทียนมาสามเดือน ต้วนหงเองก็ไม่อยากกลับไปเป็นโจรป่าอีกแล้ว
จางหย่วนสะพายห่อผ้าและถือดาบยาวเดินมุ่งหน้าไปทางเมืองลู่หยางด้วยฝีเท้าที่มั่นคง
เบื้องหลัง ณ หน้าศาลาพักม้า หานเสี้ยวและคนอื่นๆ มองตามแผ่นหลังของเขาด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
"เด็กอายุสิบหกที่มีพลังครึ่งก้าวสู่ขั้นเหนือมนุษย์ ต่อให้เป็นในเมืองหลวงเขาก็คืออัจฉริยะในหมู่ท็อปๆ เลยนะ" หานเสี้ยวพึมพำเบาๆ พลางกำมือแน่น
"ทหารราบที่สังหารทหารม้าได้ด้วยดาบเดียว แถมยังทำลายกองทหารม้าได้ถึงยี่สิบคนด้วยตัวคนเดียว ถ้าเขาเข้ากองกำลังเกล็ดแดงของข้า ตำแหน่งขุนพลต้องเป็นของเขาแน่ๆ..."
...
เมืองลู่หยาง ตรอกตระกูลติงทางทิศตะวันตก
แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องลงบนถนนที่เต็มไปด้วยใบไม้แห้งร่วงหล่นพัดปลิวไปตามลม
ผ่านไปสามเดือนเมื่อได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง ต้นไม้ใบหญ้าทุกอย่างในสายตาของจางหย่วนช่างดูคุ้นเคยและอบอุ่นอย่างยิ่ง
รอยแผลบนกำแพง แผ่นหินที่แตกหักตรงมุมถนน ชายคาที่ยื่นออกมาจากฝั่งซ้าย และต้นไม้แก่ข้างหน้าต่างฝั่งขวา...
"จางเอ้อเหอ? เจ้า... เจ้ายังไม่ตาย เจ้ากลับมาแล้วหรือ?" หญิงสาวที่กำลังถือกระด้งออกจากบ้านมองจางหย่วนด้วยตาที่เบิกกว้าง
"เอ้อเหอ? เจ้านึกว่าตายไปซะแล้ว กลับมาก็ดีแล้ว กลับมาก็ดี คืนนี้มาดื่มเหล้าที่บ้านข้านะ..." ชายร่างกำยำที่มีหนวดเคราพูดไม่ทันจบก็ถูกมือที่ยื่นออกมาจากข้างหลังดึงตัวกลับเข้าไปในบ้าน
ชาวบ้านในตรอกหลายบ้านต่างโผล่หน้าออกมาดู
"เอ้อเหอเอ๋ย กลับมาได้ก็ดีแล้ว"
"พี่เอ้อเหอ ที่บ้านพี่มีคนไม่ดีอยู่ด้วยนะ"
เด็กน้อยวัยสิบเอ็ดสิบสองขวบสามสี่คนที่ถือดาบไม้กระบองไม้พากันวิ่งมาล้อมรอบพลางเล่าเรื่องให้ฟัง สายตาของพวกเด็กๆ จับจ้องไปที่ดาบยาวพันผ้าในมือและดาบดำที่เหน็บอยู่ข้างเอวของจางหย่วน
ดูจากสภาพแล้วต้องเป็นของจริงแน่นอน
ในตรอกตระกูลติงส่วนใหญ่เป็นบ้านของเหล่าองครักษ์ เด็กๆ จึงคุ้นเคยกับอาวุธมาตั้งแต่เล็ก เมื่อโตขึ้นพวกเขาส่วนใหญ่ก็จะสืบทอดตำแหน่งหน้าที่การงานจากพ่อหรือพี่ชาย
องครักษ์แห่งต้าฉิน พ่อตายลูกสืบทอด เป็นเรื่องปกติ
เมื่อได้ยินว่ามีคนไม่ดีอยู่ในบ้าน จางหย่วนก็เงยหน้ามองไปทางบ้านหลังเล็กสุดซอย
แม้บ้านหลังนี้จะไม่ใหญ่โตแต่มันคือสมบัติบรรพบุรุษของตระกูลจาง
เป็นเพราะเขาหายไปนาน จนพวกอันธพาลหรือคนจรจัดมาแอบยึดบ้านเขาไปอย่างนั้นหรือ?
แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่
ตรอกตระกูลติงเต็มไปด้วยครอบครัวองครักษ์ คนธรรมดาทั่วไปไม่มีทางกล้ามายึดบ้านแถวนี้ได้หรอก
แววตาของจางหย่วนฉายแววเย็นชาขณะถือดาบเดินตรงไป
พวกเด็กๆ ต่างพากันเดินตามหลังมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
จางหย่วนมาหยุดที่หน้าประตูบ้านที่คุ้นเคย เขาใช้ดาบยาวดันประตูเบาๆ ประตูก็เปิดออก
ภาพที่เห็นภายในลานบ้านทำให้เขาถึงกับชะงักไปเล็กน้อย
มีเสื้อผ้าที่ตากไว้ เด็กๆ ที่วิ่งเล่น คนที่นอนพักฟื้น และสมุนไพรที่วางแผ่ไว้...
"ท่าน... ท่านจาง!"
ข้างประตู ชายวัยกลางคนที่ถือท่อนไม้ในมือจ้องมองจางหย่วนด้วยความตื่นเต้นจนตัวสั่น
จางหย่วนจำชายคนนี้ได้ เขาคือคนที่แบกแม่แก่ข้ามกำแพงหนีออกมาตอนที่ตีฝ่าวงล้อมในเมืองเฟิงเทียน
"ท่านจางยังไม่ตาย!"
"ท่านจางกลับมาแล้ว!"
ในลานบ้านมีผู้คนวิ่งกรูเข้ามาหาเขา
บางคนเต้นระบำด้วยความดีใจ บางคนถึงกับก้มลงกราบแทบเท้าของจางหย่วน
คนเหล่านี้ล้วนเป็นชาวบ้านที่หนีรอดมาจากเมืองเฟิงเทียน
ข้างห้องพักไม้ คุณชายเถาที่นั่งพิงอยู่มองจางหย่วนพลางหัวเราะสลับกับร้องไห้จนไอออกมาอย่างรุนแรง
หูชุนหนิวที่เสียแขนขวาไปข้างหนึ่งถือกระจาดสมุนไพรเดินออกมาจากห้องพลางบ่นพึมพำ เมื่อเห็นจางหย่วนดวงตาของเขาก็เริ่มแดงก่ำ
"รอดมาได้ก็ดีแล้ว รอดมาได้ก็ดี..."
จางหย่วนเดินเข้าไปหาแล้วบีบไหล่ขวาที่ว่างเปล่าของหูชุนหนิวเบาๆ ก่อนจะหันไปนั่งลงที่หน้าห้องพัก
"คุณชายเถา หน่วยของพวกเรา... เหลือคนรอดชีวิตอยู่เท่าไหร่?"
คุณชายเถาใช้มือป้องปากไออยู่หลายครั้ง เมื่ออาการดีขึ้นจึงพยักหน้าตอบ "หัวหน้าต้วนยังไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่ในหน่วยร้อยคนของเราตอนนี้ นอกจากข้ากับเจ้าแล้ว เหลือคนที่มีชีวิตอยู่ไม่ถึงสิบคน"
เขาหยิบม้วนผ้าดิบที่มีคราบเลือดสีดำติดอยู่ออกมาจากอกเสื้อแล้วค่อยๆ คลี่มันออก มือของเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
"ราชโองการจากทางการข้าได้ยินมาแล้ว"
"ศึกที่เฟิงเทียนถือว่าไม่มีความดีความชอบ บำเหน็จรางวัลทั้งหมดที่เคยสัญญากันไว้ถือเป็นโมฆะ"
"คนที่ตายไป... ก็ถือว่าตายเปล่า"
ปลายนิ้วของเขาลูบผ่านรายชื่อทีละชื่อ จนมาถึงท้ายม้วนตรงที่เขียนชื่อของจางหย่วนไว้
มันเป็นตัวหนังสือที่เขียนด้วยถ่านอย่างลวกๆ
"จางหย่วน ชาวตรอกตระกูลติง เมืองลู่หยาง เป็นองครักษ์โดยกำเนิด สะสมความดีความชอบได้ยี่สิบสามระดับ ปรารถนาจะใช้รางวัลแลกกับโอกาสในการฝึกวรยุทธ์ขั้นสูง"
คุณชายเถาฉายรอยยิ้มเศร้าๆ ขณะมองข้อความบนผ้า "น่าเสียดายที่โอกาสฝึกวรยุทธ์ของเจ้า คงจะแลกไม่ได้แล้วล่ะ"
จางหย่วนพิงหลังกับขอบประตู มองดูแสงอาทิตย์สุดท้ายที่สาดส่องลงมาในลานบ้าน
"แลกไม่ได้ก็ช่างมันเถอะ"
"มีชีวิตอยู่ได้ก็นับว่าดีที่สุดแล้ว"
เขายื่นมือไปม้วนผ้าดิบนั้นขึ้นมาอย่างเบามือ สายตาจับจ้องไปที่รายชื่อเหล่านั้นอีกครั้ง
"เจิ้งจินอู่ ชาวอำเภอกว่างหยวน เมืองลู่หยาง เป็นทหารมาสามปี สะสมความดีความชอบสามระดับ อยากแลกวัวให้ที่บ้านสักตัว"
"หวังเม่า ชาวหมู่บ้านต้าผิง อำเภอเฟิงเทียน เป็นทหารมาหกปี สะสมความดีความชอบแปดระดับ อยากแลกเงินไปสร้างบ้านใหม่ให้ครอบครัว"
"สวี่หวนซาน เฉินโหย่วเต๋อ เฉินอู่สง..."
จางหย่วนวางมือทาบลงบนชื่อเหล่านั้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและจริงจัง
"ความดีความชอบของพี่น้องทุกคน แลกมาด้วยชีวิตของพวกเขา"
"พวกเราที่ยังอยู่ ต้องช่วยพวกเขาสางบัญชีนี้ให้จบให้ได้"
[จบแล้ว]