- หน้าแรก
- ภริยาท่านนายกคือสตรีผู้มั่งคั่งที่สุด
- บทที่ 6 จี้อวิ๋นซีไม่ใช่เด็กจริงๆ นางหาวิธีแอบคลายเชือกมัดตัวเองได้ตั้งนานแล้ว
บทที่ 6 จี้อวิ๋นซีไม่ใช่เด็กจริงๆ นางหาวิธีแอบคลายเชือกมัดตัวเองได้ตั้งนานแล้ว
บทที่ 6 จี้อวิ๋นซีไม่ใช่เด็กจริงๆ นางหาวิธีแอบคลายเชือกมัดตัวเองได้ตั้งนานแล้ว
บทที่ 6 จี้อวิ๋นซีไม่ใช่เด็กจริงๆ นางหาวิธีแอบคลายเชือกมัดตัวเองได้ตั้งนานแล้ว
นางวิ่งเข้าไปคว้าตัวเด็กหนุ่มไว้แน่นแล้วเริ่มเจรจาต่อรองกับเขา
เขาต้องพานางหนีออกไปอย่างปลอดภัย
แลกกับทองคำหนึ่งพันตำลึงที่นางจะมอบให้
จี้อวิ๋นซียังคงจดจำสีหน้าของเด็กหนุ่มในยามนั้นได้อย่างชัดเจน
เขากระตุกยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ดูซื่อตรงและจริงใจ
ราวกับรอยยิ้มของเด็กหนุ่มธรรมดาทั่วไปตามท้องถนน
จี้อวิ๋นซีรู้สึกมั่นใจเต็มเปี่ยม
แต่ผลปรากฏว่า นางกลับถูกสับจนสลบเหมือด
เมื่อฟื้นขึ้นมา นางก็นอนอยู่บนตั่งนุ่มแสนสบายเสียแล้ว
มารดาเล่าให้นางฟังว่า มีคนส่งจดหมายแจ้งเบาะแสสถานที่ซ่อนตัวของพวกนางไปให้ทางการ
จี้อวิ๋นซีนึกในใจว่า เด็กหนุ่มคนนี้ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร
ทว่าในเวลาต่อมา นางกลับพบว่าหินโมราเนื้อดีและตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งพันตำลึง ที่นางอุตส่าห์ซุกซ่อนรอดพ้นสายตาพวกแก๊งค้ามนุษย์มาซุกไว้ในถุงเท้าได้อย่างปลอดภัยนั้น หายวับไปแล้ว
ก่อนสลบมันยังอยู่ดีแท้ๆ
บัดซบเอ๊ย
บทที่ 3: ไม่เจอกันเสียนานนะ ท่านผู้หนุนหลัง
จี้หมิงซวงชี้มือไปยังจุดที่อยู่ไม่ไกลนัก เป็นสัญญาณให้จี้อวิ๋นซีมองตาม "นั่นไงอู๋กวนซาน"
ภวังค์ความคิดของนางถูกดึงกลับมา ก่อนจะมองตามปลายนิ้วของพี่เจ็ดไปตามสัญชาตญาณ
ภายในศาลาชมเหมยกลางลานกว้าง กลุ่มคนต่างยืนบ้างนั่งบ้าง พูดคุยหัวร่อต่อกระซิกกันอย่างออกรส ระหว่างรอสุราดอกเหมยต้มจนเดือด
คนเหล่านั้นจี้อวิ๋นซีล้วนคุ้นหน้าคุ้นตาส่วนใหญ่
กว่าครึ่งล้วนเป็นคุณชายจากตระกูลขุนนางใหญ่โตที่เติบโตมาในเมืองหลวง พวกเขาต่างคลุกคลีอยู่ในแวดวงสังคมเดียวกัน จึงไม่ใช่คนแปลกหน้าอันใด
มีเพียงบุรุษผู้หนึ่งที่ดูสะดุดตาซึ่งนางไม่เคยพบหน้ามาก่อน
เขาดูหล่อเหลาสง่างาม ท่วงท่าเปล่งประกายองอาจผ่าเผยตามแบบฉบับขุนศึก
ท่าทางของเขาดูเป็นกันเองและเข้ากับบรรดาคุณชายที่เพิ่งรู้จักกันในวันนี้ได้เป็นอย่างดี
ในชาติก่อน จี้อวิ๋นซีคลุกคลีอยู่ในวงการนักลงทุนมานานนับสิบปี ผ่านการจัดการโปรเจกต์มานับไม่ถ้วน และพานพบผู้คนมาแล้วทุกรูปแบบ
สัญชาตญาณที่ถูกลับคมด้วยประสบการณ์บอกนางว่า อู๋กวนซานผู้นี้ไม่ใช่อัครเสนาบดีอู๋ที่นางกำลังตามหา ผู้ที่จะกุมอำนาจมั่นคงผ่านสามรัชกาลและเป็นที่เคารพยำเกรงของคนทั้งแผ่นดินอย่างแน่นอน
เจ้าหนุ่มนี่ดูเป็นคนอบอุ่นจริงใจ ไร้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยมเพทุบายใดๆ
ทว่าคนที่สามารถนั่งอยู่บนตำแหน่งสูงสุดนั้นได้ หากจิตใจไม่คดเคี้ยวซับซ้อนราวกับถนนบนภูเขาสิบแปดโค้ง ก็คงไม่อาจยืนหยัดอยู่ได้นาน
จี้หมิงซวงยกแขนขึ้นกอดอกพลางเอนกายพิงเสาระเบียงแกะสลักอย่างเกียจคร้าน "เป็นอย่างไรบ้าง ดีกว่าคุณชายรองหยางใช่หรือไม่"
"อืม ก็ไม่เลว" จี้อวิ๋นซีพยักหน้ารับ
เมื่อประเมินได้ดังนั้น นางก็เลิกให้ความสนใจกับอู๋กวนซาน แล้วเบือนหน้ากลับไปมองยังจุดที่นางจดจ้องอยู่ก่อนหน้านี้
ราวกับย้อนกลับไปในวัยเยาว์
บุรุษผู้นี้ดูสูงกว่าคนวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด
รูปร่างของเขาสูงโปร่งราวกับต้นสนที่ยืนหยัดตระหง่านท่ามกลางผืนป่า
น่าเสียดายก็แต่รูปร่างอันโดดเด่นนี้ เมื่อใบหน้าของเขากลับดูธรรมดาสามัญยิ่งนัก
นัยน์ตาชั้นเดียว จมูกและริมฝีปากล้วนดูเรียบง่าย
เปรียบประดุจน้ำชาและข้าวสวยจืดชืด เป็นรูปโฉมที่แสนจะธรรมดา ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ ทว่าก็ไม่ได้หล่อเหลาเอาการ
ทว่าผิวพรรณของเขากลับดูดีไม่เบา ทั้งยังค่อนข้างขาวซีด
เขาเดินตามประกบอยู่ข้างกายบุรุษผู้หนึ่ง ท่าทางดูระแวดระวังและหวาดกลัวยิ่งนัก
ราวกับหวาดหวั่นว่าจะทำสิ่งใดผิดพลาดไป
แพขนตางอนยาวและหนาของจี้อวิ๋นซีกะพริบไหวเล็กน้อย จู่ๆ นางก็คลี่ยิ้มบางเบา
จี้หมิงซวง: "?"
จี้หมิงซวง: "อย่าบอกนะว่า เจ้าถูกตาต้องใจเขาเข้าแล้วจริงๆ? แม้ว่าคุณชายอู๋ผู้นี้จะไม่เลว ทว่าเขายังไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดหรอกนะ เจ้าน่าจะลองมองดูให้มากกว่านี้แล้วค่อยๆ เลือกก็ยังไม่สาย"
จี้อวิ๋นซีหุบรอยยิ้ม ยกมือขึ้นแล้วใช้ปลายนิ้วที่ได้รับการตัดแต่งมาอย่างดีชี้ไปยังทิศทางนั้นพลางเอ่ยถาม "พี่เจ็ด คนผู้นั้นคือใครหรือ"
จี้หมิงซวงมองตามไป ใบหน้าฉายแววงุนงง
เมื่อเขามองออกว่าเป็นผู้ใด สัญญาณเตือนภัยในใจก็ดังก้องขึ้นมาทันที "เจ้ากำลังคิดจะทำอะไรอีกล่ะ"
จี้อวิ๋นซีตอบ "ก็แค่ถามดูเท่านั้น"
จี้หมิงซวงหรี่ตามองอย่างจับผิด "ตกลงแล้วเจ้าสนใจคนของตระกูลอู๋คนไหนกันแน่ แม่นางสามจี้ นี่เจ้าจงใจหลอกข้ากับพี่ใหญ่ โดยอ้างว่าอยากพบคุณชายกวนซาน เพื่อหลอกให้ข้ามาเป็นเพื่อนในงานเลี้ยงชมหิมะนี่ใช่หรือไม่"
จี้อวิ๋นซีเลิกคิ้ว แววตาเป็นประกายวาววับด้วยความสนใจ "โอ้? คนผู้นั้นก็แซ่อู๋ด้วยอย่างนั้นหรือ"
แม้ว่าจี้หมิงซวงจะไม่อยากเอ่ยปาก ทว่าเขาย่อมรู้นิสัยของน้องสาวดี หากนางอยากรู้สิ่งใด นางย่อมต้องหาวิธีรู้ให้ได้ และท้ายที่สุดนางก็จะรู้ความจริงอยู่ดี เขาจึงจำใจแนะนำบุรุษผู้นั้นให้นางรู้จัก "นั่นคือคุณชายรองของอู๋ฉี รองเสนาบดีกรมโยธาที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง"
จี้อวิ๋นซีส่งเสียงตอบรับในลำคอ "ข้าไม่ได้ถามถึงเขา แต่เป็นคนที่ตัวสูงๆ ที่อยู่ข้างๆ เขาต่างหาก"
จี้หมิงซวงเลิกเอนหลังพิงเสาแล้วยืดตัวตรง มองอย่างพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง "ข้าไม่เคยเห็นหน้าค่าตาหรือได้ยินเรื่องของเขามาก่อนเลย"
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะคาดเดาว่า "ทว่าก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นคุณชายใหญ่ตระกูลอู๋ ชื่ออะไรนะ... อู๋เว่ยอัน? อู๋ฉีผู้นี้แต่งงานกับฮูหยินสองคน ภรรยาเอกเสียชีวิตตั้งแต่ตอนคลอดคุณชายใหญ่ ภายหลังจึงแต่งงานใหม่ ซึ่งก็คือฮูหยินคนปัจจุบัน ภรรยาเอกทิ้งสายเลือดไว้เพียงคนเดียว ข้าได้ยินมาว่าเขาอ่อนแออมโรคมาตั้งแต่เด็ก หัวทึบ ทำอะไรไม่เอาถ่าน คนในตระกูลจึงไม่ค่อยให้ความสำคัญนัก เลี้ยงดูทิ้งขว้างไว้ประหนึ่งคนไร้ค่า"
"อู๋ เว่ย อัน" จี้อวิ๋นซีพึมพำชื่อนั้นเบาๆ
นางช้อนตาขึ้นจ้องมองบุรุษที่กำลังเดินก้าวตามน้องชายอย่างระแวดระวังทุกฝีก้าว พร้อมกับแย้มยิ้มออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ "ดีมาก ไม่เลวเลยจริงๆ"
จี้หมิงซวง: "??????"
"เฮ้ พี่หมิงซวง มาชิมสุราดอกเหมยที่เพิ่งต้มเสร็จใหม่ๆ นี่สิ!"
"พี่หมิงซวง ข้าได้ยินคุณชายกวนซานเล่าว่า เมื่อหลายปีก่อนท่านกับเขาเคยร่วมมือกันปราบปรามโจรสลัดในน่านน้ำเฉวียนโจวด้วยกันใช่หรือไม่"
"พี่หมิงซวง? เกิดอะไรขึ้น"
"หมิงซวง?"
ระหว่างที่จี้หมิงซวงเดินผ่านศาลาชมเหมย บรรดาคุณชายในศาลาต่างร้องเรียกให้เขาเข้ามาร่วมดื่มสุราดอกเหมยด้วยกันอย่างกระตือรือร้น
จี้หมิงซวงผู้นี้ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวกว้างไกลมาตั้งแต่เด็ก มีความรู้กว้างขวาง และรอบรู้ทุกสรรพสิ่งตั้งแต่ดาราศาสตร์เบื้องบนจดภูมิศาสตร์เบื้องล่าง
ผู้คนต่างชื่นชอบที่จะผูกมิตรกับเขา
ท้ายที่สุดแล้ว ใครบ้างเล่าจะไม่ชอบผู้ที่หน้าตาดียิ่งนัก ทั้งยังน่าสนใจ รู้จักหาความสำราญ และเปี่ยมไปด้วยความรอบรู้
ทว่าในยามนี้ สีหน้าของจี้หมิงซวงกลับเยียบเย็นถึงขีดสุด ทำให้ใบหน้าอันหล่อเหลาราวเทพบุตรของเขาดูประหนึ่งถูกฉาบด้วยน้ำแข็ง เขาเม้มริมฝีปากบางแน่นโดยไม่เอ่ยคำใดออกมา