- หน้าแรก
- ระบบสกัดโอสถเทพ ใครบอกว่าขยะกินไม่ได้
- บทที่ 11 - วิชาอัสนีบาต
บทที่ 11 - วิชาอัสนีบาต
บทที่ 11 - วิชาอัสนีบาต
บทที่ 11 - วิชาอัสนีบาต
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ฉู่เหออ่านจนลืมเลือนสิ่งรอบข้าง คนในสำนักหลายคนก็ชอบอ่านหนังสือนิยายบำเพ็ญเพียรประเภทนี้
หนังสือพรรรณนี้สามารถเติมเต็มจินตนาการของผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มสาวเช่นพวกเขาได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้เอาตัวเองไปสวมบทบาทเป็นบุตรแห่งสวรรค์ ไปที่ใดก็มีวาสนาพานพบสาวงาม ไปที่ใดก็ทิ้งเชื้อสายไว้กับเทพธิดาผู้เลอโฉมแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ และบรรดาลูกสาวผู้เป็นแก้วตาดวงใจของตระกูลใหญ่
ไปที่ใดก็พบเจอวาสนาประหลาด แค่ก้าวเท้าออกจากบ้านก็เก็บของวิเศษได้ ซื้อของเก่าไร้ค่าก็ยังมีเศษเสี้ยววิญญาณของยอดฝีมือซ่อนอยู่
แค่ฝึกฝนเคล็ดวิชาที่ไม่สมบูรณ์ก็ยังแฝงไว้วาสนาอันยิ่งใหญ่เหนือโลกหล้า เดินหน้าฆ่าฟันไปทั่ว เป็นศัตรูกับคนทั้งโลกแต่ก็ไร้ผู้ต่อต้าน
ภายในวัดฉู่เหอยิ่งอ่านก็ยิ่งสะใจ ภายนอกฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ แถมยังมีลมพัดกระหน่ำ เดิมทีศาลเจ้าที่สถิตของเทพารักษ์ภูเขาแห่งนี้ก็ทรุดโทรมอยู่แล้ว ลมพัดจนวัชพืชหน้าประตูศาลแกว่งไกวไปมา
ภายในวัดมีรูปปั้นเทพารักษ์ภูเขาสูงเท่าคน บังเอิญว่ากระเบื้องบนหลังคาตรงกับศีรษะของรูปปั้นพอดีทำให้มีน้ำฝนหยดลงมาบนรูปปั้นอยู่ตลอดเวลา
การกัดกร่อนของน้ำฝนทำให้สีน้ำมันคุณภาพต่ำที่ทาบนรูปปั้นเทพารักษ์ภูเขาละลาย สีสันต่างๆ ไหลมาผสมปนเปกัน เมื่อประกอบกับสีหน้าที่ค่อนข้างดุร้ายของรูปปั้นแล้ว ยิ่งทำให้มันดูคล้ายกับเทพมารอยู่สามส่วน
แปะ ซ่า ซ่า ซ่า กระเบื้องบนหลังคาร่วงหล่นลงมาหลายแผ่น หยดน้ำที่แต่เดิมหยดลงบนเทพารักษ์ภูเขาพลันขยายใหญ่ขึ้นในพริบตา น้ำฝนตกลงบนรูปปั้นแล้วสาดกระเซ็นมาโดนฉู่เหอ ฉู่เหอที่กำลังอ่านหนังสืออย่างสบายอารมณ์รู้สึกเย็นวาบที่ต้นคอ จึงรีบหันขวับไปมอง
ท่ามกลางศาลเจ้าเทพารักษ์ภูเขาที่ค่อนข้างมืดสลัว เทพารักษ์ภูเขายกมือขึ้นอย่างดุร้ายราวกับจะพุ่งเข้ามาหาเขา กระเบื้องบนหลังคาเหนือศีรษะของเทพารักษ์ภูเขามีรูโหว่ขนาดเท่าปากชาม
ตูม สายฟ้าแลบแปลบปลาบพาดลงมาจากท้องฟ้า แสงสีขาวเจิดจ้าส่องประกายเข้าตาฉู่เหอ รูปปั้นเทพารักษ์ภูเขาที่ดูคล้ายเทพมารโดนฟ้าผ่าจนขาดเป็นสองท่อน พลังตกค้างของสายฟ้าทำให้ฉู่เหอถูกไฟช็อตจนล้มลงไปกองกับพื้น ขนลุกซู่ชันขึ้นมาทั้งตัว กระดูกชาเนื้ออ่อนปวกเปียก ขยับเขยื้อนตัวไม่ได้ ร่างกายตกอยู่ในสภาวะชาหนึบ รูปปั้นเทพารักษ์ภูเขาครึ่งซีกที่พังทลายและถูกเผาไหม้ล้มครืนลงมาทับร่างฉู่เหออย่างจัง
เจ็บชะมัด รออยู่หลายลมหายใจอาการชาหนึบถึงจะหายไป ฉู่เหอลูบหลังศีรษะดูปรากฏว่ามีเลือดติดมือมาเต็มๆ
โชคร้ายจริงๆ ดื่มน้ำยังติดซอกฟันได้ คิดไม่ถึงว่าผู้บำเพ็ญเพียรอย่างข้าจะเกือบถูกฟ้าผ่าตายในวันฝนตก
รูปปั้นที่ถูกสายฟ้าทำลายเหลือเพียงร่างครึ่งซีกกำลังลุกไหม้อย่างรุนแรง ภายในเปลวเพลิงมีประกายไฟสีฟ้าดังกึกก้องแล่นไปมา มันกลับสร้างแรงกดดันทางจิตใจให้ฉู่เหออย่างมหาศาล
เก็บ ฉู่เหอขยับความคิด ร่างจำแลงแห่งจิตวิญญาณก็ขับเคลื่อนน้ำเต้าเซียนเนรมิตเพื่อดูดรูปปั้นครึ่งซีกที่พังทลายและกำลังลุกไหม้เข้าไปในพื้นที่ของน้ำเต้าเซียน
"สกัดสรรพสิ่งคืนกำเนิด"
ประกายไฟและเปลวเพลิงหยุดนิ่งลงในทันที ประกายไฟ เปลวเพลิง และรูปปั้นต่างเริ่มย่อยสลายกลายเป็นปราณต้นกำเนิดอย่างช้าๆ ความเร็วในการสกัดนั้นไม่เร็วนัก ประกายไฟสาดกระเซ็น ฉู่เหอร่ายเคล็ดวิชาวสันตฤดูคืนกลับธาตุไม้ใส่หลังศีรษะของตนเอง
เคล็ดวิชาวสันตฤดูคืนกลับในหมวดธาตุไม้เป็นเวทมนตร์ประเภทรักษา มันมีประโยชน์มากในการจัดการกับบาดแผลที่มีเลือดออกตื้นๆ
ฉู่เหอหยิบหนังสือ 'มรรคาแห่งเซียนสู่สวรรค์ ข้าคือบิดาแห่งมรรคา' แล้วเดินจากไป
หลายวันต่อมา ฉู่เหอในชุดคลุมสีเขียวก็ปรากฏตัวขึ้นบริเวณใกล้เมืองชิงเหอ บนถนนหลวงอันกว้างขวางมีผู้คนสัญจรไปมามากมาย จู่ๆ ร่างของฉู่เหอก็ชะงักงัน
เป็นเพราะรูปปั้นที่พังทลายและลุกไหม้ภายในพื้นที่น้ำเต้าเซียนเนรมิตถูกย่อยสลายเสร็จสิ้นแล้ว ที่ก้นน้ำเต้ามีไอพลังปราณต้นกำเนิดสีเทาสายหนึ่ง และยังมีอักขระลึกลับที่ก่อตัวจากสายฟ้าสีขาวลอยอยู่ด้วย
เอ๊ะ นี่มันคืออะไรกัน
เมื่อจิตสำนึกของฉู่เหอสัมผัสกับอักขระที่ก่อตัวจากสายฟ้า เขาก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองหลุดเข้าไปในทะเลอัสนีบาตอันไร้ขอบเขต ที่นี่มีแสงสายฟ้าสว่างวาบ แฝงไว้ด้วยพลังอำนาจแห่งการลงทัณฑ์จากสวรรค์ที่ไม่อาจต้านทานได้ ฉู่เหอตกตะลึงอย่างหนัก เขายืนนิ่งอยู่กับที่ ทะเลอัสนีบาตที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าอยู่เหนือความเข้าใจของเขาไปมาก
ไม่นานเขาก็ฝืนบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ลง เขารู้ว่าตอนนี้ตัวเองมีวาสนาพลิกฟ้าเหมือนกับตัวเอกในเรื่อง 'มรรคาแห่งเซียนสู่สวรรค์ ข้าคือบิดาแห่งมรรคา' แล้ว อักขระสายฟ้านี้จะต้องเป็นของวิเศษอย่างแน่นอน
อักขระสายฟ้าลอยออกจากพื้นที่น้ำเต้าเซียน ล่องลอยอยู่ในห้วงตำหนักม่วง ภาพลวงตาทะเลอัสนีบาตตรงหน้าฉู่เหอหายไป กระแสความรู้สายหนึ่งไหลเข้าสู่ความทรงจำของฉู่เหอ
วิชาอัสนีบาต
ใช้ความคิดล็อกเป้าหมาย ร่ายเวทมนตร์เพื่อปล่อยสายฟ้าฟาด มีผลทำให้เป้าหมายชาหนึบด้วยสายฟ้า มีพลังโจมตีและทำลายล้างผู้บำเพ็ญเพียรวิชามารและสิ่งสกปรกโสมมเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
ฉู่เหอครุ่นคิดดูประเดี๋ยวก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เทพารักษ์ภูเขาองค์นั้นจะต้องเคยได้รับการเซ่นไหว้จากผู้คนจนก่อเกิดจิตวิญญาณอันเลือนรางขึ้นมา โลกใบนี้ไม่ได้มีเพียงวิถีแห่งเซียน แต่ยังมีวิถีแห่งเทพด้วย เทพารักษ์ภูเขาก็จัดอยู่ในกลุ่มเทพแห่งธูปเทียน สำหรับเทพแห่งธูปเทียนตราบใดที่ยังมีผู้ศรัทธา ตามทฤษฎีแล้วก็สามารถเป็นอมตะไม่มีวันสูญสลาย แต่แผ่นดินเทียนเสวียนไม่ได้ถูกปกครองด้วยวิถีแห่งเทพ ทว่าถูกปกครองด้วยวิถีแห่งเซียน และก็ไม่มีเทพเจ้าองค์ใดที่เป็นอมตะไม่มีวันตาย เทพเจ้าและรูปปั้นเทพเจ้ามักจะถูกฟ้าผ่าอยู่เป็นระยะๆ
...น้ำเต้าเซียนเนรมิตช่างร้ายกาจนัก ถึงกับสามารถสกัดสายฟ้าที่ผ่าเทพเจ้าออกมาได้
ฉู่เหอลองใช้วิชาอัสนีบาต เขาใช้สัมผัสเทวะล็อกเป้าหมายไปที่ต้นหลิวใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปยี่สิบกว่าวา แล้วชี้นิ้วไปทางนั้น
พลังปราณในจุดตันเถียนทะลักออกมาดั่งกระแสน้ำ ในพริบตาเดียวก็ถูกสูบออกไปถึงหนึ่งในสาม ประกายไฟบนปลายนิ้วของเขาสว่างวาบขึ้นเพียงชั่วครู่ก่อนจะหายไปทันที
ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องดังกึกก้องเหนือต้นหลิวใหญ่ สายฟ้าฟาดผ่าลงมาจากเบื้องบนราวกับกระบี่เทพ ผ่าต้นหลิวใหญ่ขนาดเจ็ดแปดคนโอบขาดเป็นสองท่อนในทันที
ฉู่เหอตื่นเต้นขึ้นมาทันที เขาฝึกฝนเคล็ดวิชาวารีพฤกษาอายุวัฒนะซึ่งมีเวทมนตร์โจมตีน้อยมากและพลังโจมตีก็อ่อนแอมาก
วิชาอัสนีบาตกระบวนท่านี้มีพลังทำลายล้างสูงมาก เมื่อเทียบกับเวทมนตร์โจมตีธาตุทองในระดับเดียวกันแล้วถือว่าทรงพลังกว่ามาก มันสามารถชดเชยข้อด้อยด้านพลังโจมตีของเขาได้
ยิ่งไปกว่านั้นรูปแบบการโจมตีของวิชาอัสนีบาตก็ชวนพิศวง มันไม่ใช่สายฟ้าที่พุ่งออกจากปลายนิ้ว แต่กลับผ่าลงมาตรงกลางกระหม่อมของเป้าหมาย
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือมันกินพลังปราณมากเกินไป การใช้เพียงสามครั้งก็จะสูบพลังปราณทั้งหมดของฉู่เหอไปจนเกลี้ยง แต่นี่ก็เป็นความกังวลที่มีความสุข
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร วิชาลับที่ทรงพลังบางวิชาไม่ต้องคำนึงถึงผลลัพธ์ก็สามารถดึงพลังปราณออกมาราวสองส่วนในพริบตา วิชาลับบางชนิดในระหว่างการร่ายยังอาจทำให้เส้นลมปราณฉีกขาดจนเกิดผลเสียร้ายแรงตามมาภายหลัง
เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องอย่างกะทันหัน ทำให้ผู้คนริมทางตกใจจนฉี่ราดและวิ่งหนีแตกกระเจิง พอทุกคนเดินไปไกลแล้วถึงได้ชี้ไม้ชี้มือไปที่ต้นหลิว ไม่นานทุกคนก็มีข้อสรุปตรงกันว่า ต้นหลิวใหญ่นี้กลายเป็นปีศาจถึงได้ถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ
ฉู่เหอยิ้มรับ ไม่ได้อธิบายอะไรให้ชาวบ้านฟัง เขาสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไปอย่างเงียบๆ โดยไม่มีความคิดที่จะโอ้อวดต่อหน้าผู้คนเลยแม้แต่น้อย
เมืองชิงเหอ
ชาวบ้านในเมืองต่างวุ่นวายอยู่กับหน้าที่การงานของตน จู่ๆ ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนแรกที่เห็นแสงสีเขียวเหาะเหินมาบนท้องฟ้า
"เร็วเข้า ดูนั่น ท่านเซียน"
"ท่านเซียนมาแล้ว ท่านเซียนจริงๆ ด้วย"
"ลองนับเวลาดูแล้ว คงถึงเวลาที่ท่านเซียนมารับศิษย์แล้วล่ะ"
ฝูงชนเบื้องล่างเกิดความโกลาหลขึ้นมาในพริบตา
"ตาเฒ่าไป๋ ปีนี้ลูกบ้านเจ้าสามารถเข้ารับการทดสอบได้แล้ว หากสามารถกราบไหว้เข้าสำนักเซียนได้ ชีวิตนี้ของเจ้าก็คงสบายแล้วล่ะ"
ฉู่เหอร่อนลงบนกำแพงเมือง ทหารยามสวมชุดเกราะกลุ่มหนึ่งรีบเข้ามาต้อนรับทันที หัวหน้ากลุ่มคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคารพเทิดทูนและหวาดหวั่น
"หลินซานเตา หัวหน้าทหารยามรักษาเมืองชิงเหอ คารวะท่านเซียนขอรับ"
"ลุกขึ้นเถอะ นำทางไป พาข้าไปยังจวนเจ้าเมือง"
[จบแล้ว]