- หน้าแรก
- ระบบกระจกเทพแลกสมบัติสะท้านฟ้า
- บทที่ 29 - สังหารหนูเขมือบทอง ค่ำคืนก่อนการจากลา
บทที่ 29 - สังหารหนูเขมือบทอง ค่ำคืนก่อนการจากลา
บทที่ 29 - สังหารหนูเขมือบทอง ค่ำคืนก่อนการจากลา
บทที่ 29 - สังหารหนูเขมือบทอง ค่ำคืนก่อนการจากลา
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
หนูเขมือบทองกระโดดโหยงด้วยความเกรี้ยวกราด ทันใดนั้นมันก็หันขวับมาทางเซียวเสวียน ขนทั่วร่างตั้งชัน ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ ขาทั้งสี่รวบรวมพละกำลังก่อนจะพุ่งทะยานเข้าใส่เซียวเสวียนราวกับลูกธนูที่หลุดจากแหล่ง
เซียวเสวียนแสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ เดรัจฉานก็ยังเป็นเดรัจฉานอยู่วันยังค่ำ เพียงแค่โดนโจมตีเพียงครั้งเดียวก็บันดาลโทสะเสียแล้ว
นี่คือผลลัพธ์ที่เซียวเสวียนต้องการ เขาหยิบกระบี่วารีมรกตออกมาและถอยร่นออกไปยังพื้นที่กว้างขวางอย่างรวดเร็ว เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับหลบหลีก
หนูเขมือบทองตวัดกรงเล็บหน้าทั้งสองข้าง เซียวเสวียนจึงใช้กระบี่วารีมรกตปัดป้อง
กรงเล็บหน้าของหนูเขมือบทองมีห้านิ้ว เมื่อกรงเล็บปะทะกับกระบี่วารีมรกตก็เกิดประกายไฟสว่างวาบ
ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ
หลังจากการปะทะกัน เซียวเสวียนก็รู้สึกชาหนึบที่มือ กระบี่วารีมรกตในมือสั่นไหวเล็กน้อย
สมแล้วที่เป็นหนูเขมือบทองซึ่งกินแร่โลหะเป็นอาหาร เพียงแค่การโจมตีครั้งเดียวก็ทำให้กระบี่วารีมรกตของเซียวเสวียนตกเป็นรองเสียแล้ว
เซียวเสวียนตระหนักได้ว่ากระบี่วารีมรกตของตนแทบจะไม่มีทางทำลายการป้องกันของหนูเขมือบทองได้เลย เขาจึงต้องเปลี่ยนมาใช้วิชาเวทมนตร์และยันต์วิเศษแทน
เซียวเสวียนร่ายวิชาทลายภูผาออกไป ชั่วพริบตาก้อนหินรอบๆ ตัวหนูเขมือบทองก็พังทลายและปลิวว่อนไปทั่วทิศทาง
เซียวเสวียนบังคับก้อนหินแข็งแกร่งหลายก้อนให้พุ่งกระแทกเข้าที่หัวของหนูเขมือบทอง
เมื่อหนูเขมือบทองเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี มันจึงงัดเอาวิชาดำดินอันเลื่องชื่อออกมาใช้ ก้อนหินที่เซียวเสวียนซัดออกไปจึงร่วงหล่นลงพื้นอย่างสูญเปล่า
หลังจากหนูเขมือบทองมุดลงไปใต้ดิน มันก็เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ทิ้งรอยนูนของเศษดินและหินเป็นทางยาว
เพียงไม่นานมันก็พุ่งมาอยู่ใต้เท้าของเซียวเสวียน มันตั้งใจจะใช้ท่าทะลวงพสุธาโจมตีเซียวเสวียนจากด้านล่าง
เซียวเสวียนแค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบ เขาค่อยๆ หยิบมุกจันทราครามซึ่งเป็นอาวุธเวทป้องกันออกมา ม่านพลังสีครามพลันก่อตัวขึ้นในพริบตา
ปัง ปัง ปัง!
กรงเล็บแหลมคมของหนูเขมือบทองปะทะกับม่านพลังจำแลงอย่างดุเดือด เซียวเสวียนอาศัยจังหวะที่หนูเขมือบทองพุ่งเข้ามาใกล้ตวัดกระบี่วารีมรกตเกิดเป็นประกายแสงสีฟ้าฟาดฟันลงบนคอของมันอย่างจัง
เลือดสีแดงฉานไหลทะลักไปตามคมกระบี่ หนูเขมือบทองดิ้นทุรนทุรายอย่างบ้าคลั่ง ทว่าเมื่อกระบี่วารีมรกตแทงลึกลงไปเรื่อยๆ การดิ้นรนของมันก็อ่อนแรงลง จนกระทั่งแน่นิ่งไปในที่สุด
เซียวเสวียนมองดูร่างของหนูเขมือบทองที่นอนหงายท้องสิ้นใจตายพลางยกยิ้มมุมปาก
โชคดีที่หนูเขมือบทองตัวนี้เพิ่งทะลวงเข้าสู่ระดับรวบรวมลมปราณช่วงกลาง หากเป็นสัตว์วิญญาณระดับช่วงกลางที่สั่งสมบารมีมานาน เซียวเสวียนคงต้องออกแรงมากกว่านี้เป็นแน่
นับว่าโชคดีที่การสังหารหนูเขมือบทองผ่านพ้นไปได้ด้วยดี การนำซากศพของมันกลับไปย่อมใช้เป็นเครื่องเตือนสติชั้นดีสำหรับพวกคนงานเหมืองที่หัวแข็งกระด้างได้
การสังหารหนูเขมือบทองตัวนี้ผลาญพลังเวทของเซียวเสวียนไปถึงสี่ส่วน เขาจึงหาสถานที่สะอาดสะอ้านเพื่อนั่งขัดสมาธิ หยิบหินวิญญาณออกมาสามก้อนและเริ่มฟื้นฟูพลังเวท
เขาไม่รู้ว่าในเหมืองแห่งนี้ยังมีสัตว์วิญญาณตัวอื่นซ่อนอยู่อีกหรือไม่ ทว่าการรักษาระดับพลังเวทให้เต็มเปี่ยมอยู่เสมอคือกฎเหล็กของการเอาชีวิตรอดในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
ครึ่งชั่วยามผ่านไปเซียวเสวียนก็ลืมตาขึ้น หินวิญญาณในมือของเขาได้แหลกสลายกลายเป็นผุยผงไปหมดแล้ว
เขาเดินเข้าไปใกล้ซากศพของหนูเขมือบทอง หยิบกระบี่วารีมรกตขึ้นมา เมื่อเห็นรอยบิ่นเล็กๆ บนคมกระบี่ เซียวเสวียนก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
กรงเล็บของหนูเขมือบทองสมคำร่ำลือจริงๆ ความแข็งแกร่งของมันเหนือกว่ากระบี่วารีมรกตอย่างเห็นได้ชัด
ดูเหมือนว่าเมื่อกลับไปถึงสำนัก เขาคงต้องเปลี่ยนไปใช้กระบี่บินที่มีความทนทานสูงกว่านี้เสียแล้ว
เขาใช้กระบี่วารีมรกตชำแหละซากของหนูเขมือบทองอย่างคล่องแคล่ว เริ่มจากส่วนที่มีค่าที่สุดอย่างกรงเล็บและเขี้ยวก่อนจะเก็บลงในถุงวิเศษ
สิ่งเหล่านี้คือวัตถุดิบชั้นเลิศสำหรับการหลอมสร้างอาวุธ สามารถนำไปสร้างเป็นอาวุธเวทขนาดเล็กสำหรับลอบโจมตีได้ หากเขานำมาใช้งานเองย่อมสร้างผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงได้อย่างแน่นอน
ต่อมาก็คือหนังหนูทั้งผืน มันสามารถนำไปทำเป็นเสื้อคลุมกันหนาวได้ ทว่าขนาดของมันดูจะเล็กไปสักหน่อย คงเหมาะสำหรับเด็กเสียมากกว่า
นอกจากนี้มันยังมีประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือใช้เป็นวัสดุสำหรับวาดภาพยันต์ การสร้างยันต์วิเศษจำเป็นต้องมีสื่อกลาง และหนังสัตว์ผืนนี้ก็คือสื่อกลางชั้นเยี่ยม
หลังจากเก็บชิ้นส่วนที่มีค่าทั้งหมดของหนูเขมือบทองเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่เหลือก็คือเนื้อสัตว์วิญญาณ ซึ่งเป็นส่วนที่มีค่าน้อยที่สุด
ทว่าการรับประทานเนื้อสัตว์วิญญาณเป็นประจำสามารถช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ร่างกายและบำรุงเส้นชีพจรได้
ดังนั้นเซียวเสวียนจึงไม่ยอมทิ้งเนื้อสัตว์วิญญาณเหล่านี้ไป แม้จะเป็นเพียงยุงก็ยังถือว่าเป็นเนื้อสัตว์! เขากวาดทุกสิ่งทุกอย่างลงในถุงวิเศษ จัดเรียงและแบ่งหมวดหมู่ไว้อย่างเป็นระเบียบ
ท่านอาจจะสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่มีแก่นอสูร
โดยทั่วไปแล้วแก่นอสูรจะก่อตัวขึ้นในสัตว์วิญญาณระดับสองเท่านั้น ทว่าสัตว์วิญญาณบางชนิดที่มีสายเลือดแข็งแกร่งก็อาจก่อตัวแก่นอสูรขึ้นมาได้ตั้งแต่ระดับหนึ่งขั้นสูง
เช่น วิหคอัสนีขนเงิน อินทรีปีกทอง เต่าเสวียนหมิง และอื่นๆ อีกมากมาย แน่นอนว่าหนูเขมือบทองซึ่งมีสายเลือดระดับสามัญย่อมไม่อยู่ในกลุ่มนี้
หลังจากเก็บกวาดทุกอย่างเสร็จสิ้น เซียวเสวียนก็ตรวจสอบรังของหนูเขมือบทองอีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสัตว์วิญญาณตัวอื่นซ่อนอยู่แล้ว
เขาก็ใช้วิชาวายุสัญจรกลับไปยังปากอุโมงค์ นำซากหนูเขมือบทองออกมาจากถุงวิเศษแล้วโยนลงบนพื้น
เมื่อเห็นซากที่ถูกชำแหละของหนูเขมือบทองบนพื้น คนงานเหมืองทุกคนต่างก็เบิกตาค้างด้วยความตกตะลึง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเฉาเชา ผู้ซึ่งเคยประจักษ์ถึงความร้ายกาจของหนูเขมือบทองมาแล้ว มันคาดไม่ถึงเลยว่าเพียงเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เซียวเสวียนจะสามารถกำจัดตัวการร้ายลงได้
"ผู้ดูแลเซียวเก่งกาจเกินไปแล้วขอรับ นี่มันสัตว์วิญญาณระดับช่วงกลางเชียวนะ ไม่คิดเลยว่ามันจะไม่อาจต้านทานผู้ดูแลเซียวได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว"
"นั่นสิขอรับ มีผู้ดูแลเซียวอยู่ ต่อไปพวกเราก็ไม่ต้องหวาดกลัวสัตว์วิญญาณอีกแล้ว"
...
เมื่อเห็นท่าทีเคารพยำเกรงของบรรดาคนงานเหมือง เซียวเสวียนก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง เขาเอ่ยเสียงเรียบ "เอาล่ะ หนูเขมือบทองถูกข้ากำจัดไปแล้ว พวกเจ้าลงไปขุดแร่ได้อย่างปลอดภัยแล้วล่ะ"
"ผู้ดูแลเซียวจงเจริญ!"
"ผู้ดูแลเซียวจงเจริญ!"
...
"ลูกพี่ ท่านเก่งกาจเกินไปแล้ว ข้าแทบจะกลายเป็นลูกสมุนผู้ภักดีของท่านไปแล้วขอรับ!"
เจ้าอ้วนน้อยมองดูซากหนูเขมือบทองด้วยความตกตะลึงและเอ่ยด้วยน้ำเสียงเลื่อมใส
"ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าเองก็จงตั้งใจบำเพ็ญเพียรให้ดี ในภายภาคหน้าเจ้าก็สามารถทำได้เช่นกัน"
เซียวเสวียนตบไหล่เจ้าอ้วนน้อยเพื่อเป็นการให้กำลังใจ
ตลอดสองปีที่ผ่านมาระดับการฝึกตนของเจ้าอ้วนน้อยไม่ได้หยุดนิ่งเลย ด้วยโอสถที่เซียวเสวียนคอยมอบให้ มันจึงสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สองช่วงปลายได้สำเร็จ
นอกจากนี้เซียวเสวียนยังถ่ายทอดเคล็ดวิชาเวทมนตร์พื้นฐานห้าธาตุบางส่วนให้แก่มัน มันฝึกฝนเวทมนตร์ไปแล้วสามวิชา นับว่าเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งในหมู่คนงานเหมืองเลยทีเดียว
จากนั้นเซียวเสวียนก็กลับมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอีกครั้ง
เวลาผ่านไปครึ่งปี ภารกิจของเซียวเสวียนก็สิ้นสุดลง
ในวันนี้เจ้าอ้วนน้อยมาส่งเซียวเสวียนด้วยความอาลัยอาวรณ์
แม้เจ้าอ้วนน้อยจะเข้ามาทำงานก่อนเซียวเสวียนหนึ่งเดือน ทว่าภารกิจที่มันรับมานั้นมีระยะเวลาห้าปี มันจึงต้องกลับสำนักช้ากว่าเซียวเสวียน
"ยินดีด้วยนะขอรับลูกพี่ ในที่สุดภารกิจก็สิ้นสุดลงและกำลังจะได้กลับไปที่สำนักแล้ว"
"บางทีอีกไม่นานลูกพี่อาจจะได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอก ข้าหลัวลี่ขอแสดงความยินดีล่วงหน้าเลยนะขอรับ!"
เจ้าอ้วนน้อยกล่าวแสดงความยินดีจากใจจริง
พร้อมกันนั้นมันก็รู้สึกมั่นใจในอนาคตของตนเองด้วย หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากลูกพี่ มันคงไม่มีทางยกระดับการฝึกตนขึ้นมาถึงรวบรวมลมปราณขั้นที่สามได้ในเวลาเพียงสามปี
ต้องรู้ก่อนว่าโอสถรวบรวมปราณขั้นต่ำที่เซียวเสวียนได้รับมาล้วนตกเป็นของมันทั้งสิ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มันบรรลุระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สามได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเซียวเสวียนจากไป ตำแหน่งผู้ดูแลย่อมตกเป็นของหลัวลี่ หลัวลี่เชื่อมั่นว่าในอีกสองปีข้างหน้า มันจะสามารถบรรลุระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สี่และเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอกได้สำเร็จ เมื่อถึงเวลานั้นมันก็จะได้เดินตามรอยเท้าของลูกพี่อีกครั้ง
เซียวเสวียนตบไหล่เจ้าอ้วนน้อยและส่งยิ้มให้กำลังใจ "สหายหลัว ตลอดสองปีนี้เจ้าต้องตั้งใจฝึกฝนอย่าได้เกียจคร้าน รีบเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอกให้ได้ แล้วพวกเราจะได้พบกันอีก"
"ลูกพี่ ข้าจะทำตามที่ท่านบอกขอรับ ต้องพบกันที่ศิษย์สายนอกในอีกสองปีให้ได้!"
เจ้าอ้วนน้อยพยักหน้าอย่างหนักแน่น หางตาของมันมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ
เซียวเสวียนทอดถอนใจ เวลาสามปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว สามปีที่ผ่านมานี้นับว่าคุ้มค่าอย่างยิ่งที่ได้รู้จักสหายที่ดีผู้หนึ่ง
เหมืองหินวิญญาณเขาปี้อวิ๋น แล้วพบกันใหม่เมื่อมีวาสนา!
[จบแล้ว]