- หน้าแรก
- ระบบกระจกเทพแลกสมบัติสะท้านฟ้า
- บทที่ 5 - ทดสอบถามใจ ศิษย์รับใช้
บทที่ 5 - ทดสอบถามใจ ศิษย์รับใช้
บทที่ 5 - ทดสอบถามใจ ศิษย์รับใช้
บทที่ 5 - ทดสอบถามใจ ศิษย์รับใช้
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ซ่างกวนอวิ๋นถิงเดินออกจากตำหนัก มายืนอยู่บนแท่นหิน เขามองลงไปที่กลุ่มเด็กๆ ซึ่งกำลังยืนตื่นเต้นและประหม่าอยู่เบื้องล่างด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แล้วกล่าวว่า
"ข้าคือเจ้าสำนักชิงเสวียน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีส่งไส้ศึกแฝงตัวเข้ามาในสำนักของเรา ต่อจากนี้ข้าจะทำการทดสอบถามใจพวกเจ้า ผู้ที่ผ่านการทดสอบเท่านั้นจึงจะได้เป็นศิษย์ของสำนักชิงเสวียนอย่างเป็นทางการ"
"ส่วนใครที่สอบไม่ผ่าน ฆ่าทิ้งสถานเดียว!"
ประโยคสุดท้ายเขากดเสียงต่ำตวัดด้วยความเย็นชา จิตสังหารอันดุดันนั้นทำเอาเด็กๆ หลายคนถึงกับตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัว
"หวังหลิน เฉินเซียวอวิ๋น พวกเจ้าไปจัดแถวแล้วพาพวกเขาเข้าไปในหอคอยถามใจ"
จากนั้นท่านเจ้าสำนักก็สะบัดมือขวา หอคอยหยกขาวสูงสามชั้นก็ปรากฏขึ้นกลางลานกว้าง เขาซัดเวทมนตร์เข้าไปหลายสาย ทันใดนั้นประตูกลของหอคอยก็เปิดออก เผยให้เห็นม่านแสงสีทองความสูงสิบฟุต กว้างหกฟุต
"ขอรับ!"
ทั้งสองคนรับคำสั่ง จัดแจงให้เด็กทั้งหนึ่งร้อยแปดคนเข้าแถวเรียงเดี่ยว แล้วทยอยกันเดินเข้าไปในหอคอยถามใจ
"เจ้ามาจากไหน"
"หมู่บ้านชิงหนิวขอรับ!"
"เจ้าเข้าสำนักชิงเสวียนด้วยจุดประสงค์อันใด"
"เพื่อแสวงหาวิถีแห่งเซียนขอรับ!"
...
"เจ้ามาจากไหน"
"หมู่บ้านหมู่จูกวนขอรับ!"
"เจ้ามาที่สำนักชิงเสวียนด้วยจุดประสงค์อันใด"
"เพื่อเข้ามาเป็นศิษย์รับใช้ จากนั้นก็ค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นเป็นศิษย์สายนอก ศิษย์สายใน จนกระทั่งทะลวงระดับสร้างรากฐานได้สำเร็จ เพื่อขโมยความลับของสำนักชิงเสวียนกลับไปรายงานให้นิกายโลหิตวิญญาณทราบนายท่าน"
ม่านแสงจางหายไป เด็กชายคนนั้นได้สติกลับคืนมาด้วยใบหน้ามึนงง ไม่รู้เลยสักนิดว่าตัวเองเพิ่งพูดอะไรออกไป
"หึ ไส้ศึกของนิกายโลหิตวิญญาณ!"
เด็กชายเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว รีบร้องขอชีวิต "ท่านเซียน ข้าถูกใส่ร้ายนะขอรับ!"
หวังหลินไม่สนคำร้องขอ ชักกระบี่บินออกมา ประกายกระบี่วูบวาบเพียงครั้งเดียว ศีรษะของเด็กชายก็หลุดกระเด็นออกจากบ่า
ท่านเจ้าสำนักปรายตามองแล้วพูดกับเด็กๆ ที่เหลืออยู่ด้านหลังด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "เห็นแล้วใช่ไหม นี่คือจุดจบของพวกที่มีเจตนาร้าย!"
เด็กๆ ที่เหลือต่างพากันกลืนน้ำลายเอื้อก ภาพตรงหน้าทำเอาพวกเขาหวาดกลัวจนแทบเสียสติ
เด็กบางคนที่ขวัญอ่อนถึงกับเป็นลมล้มพับไปเลย บางคนถึงขั้นฉี่ราดกางเกง
ช่างเป็นภาพที่ดูน่าขบขันยิ่งนัก
เซียวเสวียนมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยใจที่เต้นระทึก ไม่คิดเลยว่าโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรจะไร้กฎเกณฑ์ถึงเพียงนี้
นึกอยากจะฆ่าก็ฆ่ากันง่ายๆ แบบนี้เลยหรือ!
ไม่เปิดโอกาสให้ได้ต่อสู้ขัดขืนเลยแม้แต่น้อย
และนี่ก็ทำให้เขาได้เห็นถึงความโหดร้ายและเต็มไปด้วยคาวเลือดของโลกบำเพ็ญเพียรอย่างแท้จริง
เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นไป การทดสอบก็ดำเนินต่อไป
ไม่นานก็ถึงคิวของเซียวเสวียน
"เจ้ามาจากไหน"
"หมู่บ้านชิงสือขอรับ!"
"เจ้ามาที่สำนักชิงเสวียนด้วยจุดประสงค์อันใด"
"เพื่อแสวงหาวิถีแห่งเซียน เพื่อเรียนรู้วิชาขี่กระบี่เหินเวหา เพื่อทำความปรารถนาของท่านปู่ให้เป็นจริงขอรับ!"
เมื่อเซียวเสวียนทดสอบเสร็จ หวังหลินที่ยืนอยู่ด้านข้างก็เบ้ปากเยาะเย้ยพลางกล่าวถากถางว่า "รากวิญญาณห้าธาตุไร้ค่าริอ่านอยากจะฝึกวิชาขี่กระบี่เหินเวหา ไม่รู้จักตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาเสียบ้าง คางคกอยากกินเนื้อหงส์ชัดๆ!"
พูดจบ ศิษย์อีกคนที่ทำหน้าที่ควบคุมการทดสอบก็หัวเราะลั่นขึ้นมาทันที
"ข้าฟังผิดไปหรือเปล่า รากวิญญาณห้าธาตุเนี่ยนะอยากจะขี่กระบี่เหินเวหา"
"ฮ่าฮ่าฮ่า ขำตายล่ะ..."
หวังหลินเกลียดขี้หน้าเซียวเสวียนมาตั้งนานแล้ว ไม่เพียงแต่ทำให้เขาต้องเสียเวลารอ แต่ระหว่างทางหมอนี่ยังเอาแต่คุยจู๋จี๋กับซ่างกวนเยว่หลีไม่หยุดหย่อน ทำให้เขารู้สึกขัดหูขัดตายิ่งนัก เขาหมายปองซ่างกวนเยว่หลีมานานและถือว่านางคือของต้องห้ามของเขา ไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องเด็ดขาด
การทดสอบถามใจในครั้งนี้เขาตั้งใจจะถามไปส่งๆ แต่ไม่คิดเลยว่าเซียวเสวียนจะเผย 'ความใฝ่ฝันอันยิ่งใหญ่' ออกมาว่าอยากจะเรียนวิชาขี่กระบี่เหินเวหา
นี่มันทำให้หวังหลินสะใจสุดๆ ในที่สุดเขาก็หาโอกาสเยาะเย้ยเซียวเสวียนได้เสียที
เซียวเสวียนกำหมัดแน่น ไม่เข้าใจเลยว่าตัวเองไปล่วงเกินศิษย์พี่หวังคนนี้ตั้งแต่เมื่อไร ทำไมถึงต้องคอยตามจ้องเล่นงานเขาอยู่ตลอด
เซียวเสวียนไม่ได้โต้เถียงอะไร เพราะมันคือความจริง แต่เขาไม่เชื่อในโชคชะตาหรอก!
เขาจะต้องเรียนรู้วิชาขี่กระบี่เหินเวหาให้จงได้!
หลังจากการเยาะเย้ยผ่านพ้นไป เซียวเสวียนก็ผ่านการทดสอบและเดินไปยืนรออยู่ด้านข้าง
หนึ่งเค่อผ่านไป ศิษย์ใหม่ทุกคนก็เข้ารับการทดสอบจนเสร็จสิ้น และไม่พบไส้ศึกจากสำนักอื่นแฝงตัวมาอีก
"เรียนท่านเจ้าสำนัก ศิษย์ทั้งหนึ่งร้อยแปดคนผ่านการทดสอบเสร็จสิ้นแล้วขอรับ!"
ซ่างกวนอวิ๋นถิงพยักหน้าและยิ้มแย้มกล่าวว่า "ขอแสดงความยินดีกับพวกเจ้าด้วย ตอนนี้พวกเจ้าได้เป็นศิษย์ของสำนักชิงเสวียนอย่างเป็นทางการแล้ว!"
"หวังหลิน เจ้าพาพวกที่มีรากวิญญาณสี่สายและห้าสายไปที่ยอดเขารับใช้ ส่วนเฉินเซียวอวิ๋น เจ้าพาพวกที่มีรากวิญญาณสามสายไปที่เขตศิษย์สายนอก"
พูดจบ เขาก็โบกสะบัดเมฆาสีรุ้งห่อหุ้มร่างของเด็กอีกห้าคนที่เหลือเอาไว้ จากนั้นก็เหยียบกระบี่บินทะยานขึ้นฟ้ากลายเป็นลำแสงสีแดงมุ่งหน้าไปยังยอดเขาชิงเสวียนทันที
เด็กทั้งห้าคนนั้นก็คือเหล่าต้นกล้าระดับจินตันที่มีรากวิญญาณกลายพันธุ์และรากวิญญาณคู่นั่นเอง
เด็กๆ บนลานกว้างมองตามร่างของท่านเจ้าสำนักที่ขี่กระบี่เหินเวหาจากไปด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอิจฉา
เด็กทั้งห้าคนนั้น หากไม่มีอะไรผิดพลาด คงจะได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสท่านใดท่านหนึ่ง หรือไม่ก็อาจจะถูกตาต้องใจท่านเจ้าสำนักจนได้รับเลือกให้เป็นศิษย์สืบทอดโดยตรงก็เป็นได้
ในสำนักชิงเสวียน หากไม่มีรากวิญญาณสวรรค์ปรากฏขึ้นมา พวกรากวิญญาณกลายพันธุ์และรากวิญญาณคู่ก็ถือว่าเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว สมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับการยกย่องให้เป็นต้นกล้าระดับจินตันของสำนัก
เพราะรากวิญญาณสวรรค์นั้นร้อยปีจะปรากฏให้เห็นสักคน สำนักชิงเสวียนเองก็ไม่มีศิษย์ที่มีรากวิญญาณสวรรค์มาสองสามร้อยปีแล้ว ปรมาจารย์ระดับจินตันในปัจจุบันส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีรากวิญญาณกลายพันธุ์หรือรากวิญญาณคู่ทั้งสิ้น
หากการทดสอบในครั้งนี้พบเด็กที่มีรากวิญญาณสวรรค์ คาดว่าคงจะทำให้ปรมาจารย์ระดับจินตันของสำนักชิงเสวียนตื่นตระหนกและคงรีบรับเข้ามาเป็นศิษย์สืบทอดโดยตรงทันทีอย่างแน่นอน
หากบอกว่าเซียวเสวียนไม่อิจฉาก็คงจะโกหก รากวิญญาณคู่กับรากวิญญาณกลายพันธุ์นั้นรับประกันได้เลยว่าสามารถบรรลุระดับสร้างรากฐานได้อย่างแน่นอน และยังมีโอกาสถึงสองในสิบส่วนที่จะทะลวงขึ้นสู่ระดับจินตันได้อีกด้วย
พอกลับมามองดูรากวิญญาณห้าสายของตัวเองแล้ว อย่าว่าแต่ระดับสร้างรากฐานเลย แค่จะทะลวงผ่านระดับรวบรวมลมปราณขั้นปลายให้ได้ก็คงต้องใช้เวลาทั้งชีวิตแล้วกระมัง
หากชาตินี้ไม่มีวาสนาใดๆ มาเกื้อหนุน ก็คงต้องใช้ชีวิตเป็นแค่ศิษย์สายนอกไปจนแก่เฒ่า
เซียวเสวียนส่ายหัวสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้วก็ต้องยอมรับชะตากรรม ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
สำนักชิงเสวียนจะแบ่งแยกศิษย์ตามรากวิญญาณ ได้แก่ ศิษย์สายใน ศิษย์สายนอก และศิษย์รับใช้
รากวิญญาณกลายพันธุ์และรากวิญญาณคู่จะได้เข้าเป็นศิษย์สายในโดยอัตโนมัติ รากวิญญาณสามสายจะได้เป็นศิษย์สายนอก ส่วนรากวิญญาณสี่สายและห้าสายจะต้องไปเป็นศิษย์รับใช้
แน่นอนว่าเพื่อเป็นการกระตุ้นความมุ่งมั่นในการฝึกฝนของศิษย์ ทางสำนักชิงเสวียนก็เปิดโอกาสให้ศิษย์รับใช้สามารถเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอกและศิษย์สายในได้เช่นกัน
เพียงแค่สามารถทะลวงระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สี่ได้ภายในเวลาสิบปี ก็สามารถยื่นเรื่องขอเป็นศิษย์สายนอกได้แล้ว
ส่วนการจะเลื่อนเป็นศิษย์สายในนั้น จำเป็นต้องมีระดับการฝึกตนถึงขั้นรวบรวมลมปราณขั้นที่เจ็ดเสียก่อน
หลังจากท่านเจ้าสำนักจากไป เฉินเซียวอวิ๋นกับหวังหลินก็แยกย้ายกันพาศิษย์ในความดูแลของตนไปยังเขตศิษย์สายนอกและเขตศิษย์รับใช้ตามลำดับ
เซียวเสวียนกับจ้าวจือเยี่ยนต้องไปยังเขตศิษย์รับใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนหลี่อวี่ซีซึ่งมาจากหมู่บ้านเดียวกันต้องเดินทางไปยังเขตศิษย์สายนอก ทั้งสามคนจึงต้องกล่าวอำลากันอย่างเร่งรีบ
หลังจากเดินเท้ามาเป็นเวลานาน ในที่สุดกลุ่มของพวกเขาก็เดินทางมาถึงยอดเขาเตี้ยๆ แห่งหนึ่ง
ยอดเขาแห่งนี้มีชื่อเรียกว่า ยอดเขารับใช้
สภาพของยอดเขารับใช้ดูค่อนข้างวุ่นวาย มีเรือนพักปลูกสร้างเรียงรายเป็นแถวเป็นแนวอยู่เต็มหุบเขา ไหล่เขา และยอดเขา บนยอดเขามีตำหนักอันโดดเด่นตั้งอยู่ นามว่า ตำหนักรับใช้
เมื่อเดินผ่านลานกว้างของเขตรับใช้ หวังหลินก็นำพาทุกคนเข้าไปภายในตำหนัก ด้านหน้าโต๊ะรับรองตรงกลางตำหนัก ชายร่างอ้วนหน้ากลมผู้หนึ่งกำลังนอนเอนหลังอยู่บนเก้าอี้โยกพลางฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์
เมื่อเห็นว่ามีคนเดินเข้ามาและพบว่าผู้นำขบวนคือหวังหลิน เขาก็รีบลุกขึ้นยืน โค้งคำนับประจบประแจงทันที "ศิษย์พี่หวัง ลมหอบอะไรมาถึงที่นี่หรือขอรับ"
หวังหลินปรายตามองอย่างไม่ใส่ใจนักแล้วกล่าวเรียบๆ "ศิษย์น้องเฉิน สบายดีหรือ ข้าได้รับคำสั่งให้นำตัวศิษย์รับใช้หน้าใหม่ของปีนี้มาส่ง เจ้าช่วยจัดการหาที่พักให้พวกเขาทีสิ"
พูดจบ เขาก็สั่งให้เด็กทุกคนเข้าแถวเรียงเดี่ยวเพื่อก้าวเข้าไปลงทะเบียนทีละคน
ศิษย์พี่แซ่เฉินผู้นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ชื่อ อายุ รากวิญญาณ ภูมิลำเนา!"
"จางเสี่ยวหู่ อายุสิบสองปี รากวิญญาณสี่สาย จากหมู่บ้านชิงหนิวขอรับ!"
ศิษย์พี่แซ่เฉินยื่นป้ายหยกหนึ่งอันพร้อมกับห่อผ้าให้กับเด็กชายคนแรกพลางกล่าวว่า "นี่คือป้ายหยกประจำตัวศิษย์ของสำนักกับของใช้พื้นฐานบางส่วน เพียงแค่เจ้าหยดเลือดของตัวเองลงไปบนป้ายหยก ก็จะสามารถเปิดใช้งานป้ายหยกประจำตัวได้แล้ว"
เมื่ออธิบายจบ เด็กๆ ที่เหลือก็ทยอยกันก้าวเข้ามารับป้ายหยกประจำตัวและห่อของใช้พื้นฐานของตนไปทีละคน
[จบแล้ว]