- หน้าแรก
- ระบบกระจกเทพแลกสมบัติสะท้านฟ้า
- บทที่ 4 - เข้าสู่สำนัก ซ่างกวนอวิ๋นถิง
บทที่ 4 - เข้าสู่สำนัก ซ่างกวนอวิ๋นถิง
บทที่ 4 - เข้าสู่สำนัก ซ่างกวนอวิ๋นถิง
บทที่ 4 - เข้าสู่สำนัก ซ่างกวนอวิ๋นถิง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ไม่นานนักเซียวเสวียนและสือโถวก็เดินมาถึงทางเข้าหมู่บ้านพร้อมกัน
ในเวลานี้ใบหน้าของหวังหลินดูอึมครึมราวกับมีใครติดหนี้หินวิญญาณเขานับพันก้อน เมื่อเห็นเซียวเสวียนเดินเข้ามาเขาก็รู้สึกโมโหจนแทบระเบิดและตวาดลั่นว่า
"หนอยแน่เซียวเสวียน นี่มันเรื่องอะไรกัน ปล่อยให้ข้ากับศิษย์น้องซ่างกวนต้องมารอเสียนาน หากทำให้ภารกิจของสำนักต้องล่าช้า เจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ"
เซียวเสวียนหลบสายตาด้วยรู้ตัวว่าผิด เขารีบคุกเข่าลงและกล่าวว่า "ขออภัยขอรับ ขออภัยท่านเซียนทั้งสองขอรับ"
ซ่างกวนเยว่หลีขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าดูไม่ค่อยพอใจนัก นางกล่าวว่า "เอาล่ะศิษย์พี่หวัง อย่าขู่เด็กให้กลัวไปเลย"
จากนั้นนางก็หันไปพูดกับเซียวเสวียนว่า "เซียวเสวียน เจ้าลุกขึ้นเถอะ พวกเรากำลังจะออกเดินทางกลับสำนักแล้ว"
เมื่อหวังหลินเห็นว่าซ่างกวนเยว่หลีออกโรงปกป้องเซียวเสวียนเช่นนี้ ในใจก็เกิดความริษยา เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงประชดประชันว่า
"หึ รากวิญญาณห้าธาตุไร้ค่า ไปถึงสำนักก็เป็นได้แค่ศิษย์รับใช้ จะประสบความสำเร็จอะไรได้ อีกสิบปีให้หลังก็คงสอบไม่ผ่านการประเมินแล้วต้องไสหัวออกไปอยู่ดีนั่นแหละ"
เมื่อซ่างกวนเยว่หลีได้ยินเช่นนั้น แม้คำพูดของหวังหลินจะแทงใจดำแต่มันก็คือเรื่องจริง คนที่มีรากวิญญาณห้าสายชาตินี้หากไม่มีวาสนาครั้งใหญ่ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ นางได้แต่ลอบถอนหายใจอยู่ในใจ
เซียวเสวียนไม่รู้หรอกว่ารากวิญญาณห้าสายหมายถึงอะไร แต่ฟังจากที่หวังหลินพูดแล้วดูเหมือนว่ามันจะเป็นพรสวรรค์ที่ขยะเอามากๆ
แต่พอลองคิดดูอีกที ยังมีคนอีกตั้งมากมายที่ไม่มีแม้แต่คุณสมบัติจะฝึกเป็นเซียน ตัวเขาเองมีรากวิญญาณก็นับว่าดีแค่ไหนแล้ว จะไปคาดหวังอะไรอีกเล่า
เมื่อพูดจบ หวังหลินก็ตบไปที่ถุงผ้าข้างเอวเบาๆ ทันใดนั้นเรือเหาะหยกขาวลำมหึมาก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน
เรือเหาะหยกขาวลำนี้งดงามมาก มันเปล่งประกายสีขาวบริสุทธิ์และมีเส้นสายที่ดูวิจิตรตระการตา
จู่ๆ เซียวเสวียนก็สัมผัสได้ถึงพลังอันนุ่มนวลบางอย่างที่ยกตัวเขาขึ้น เท้าของเขาลอยเหนือพื้นดินก่อนจะค่อยๆ ร่อนลงไปยืนบนเรือเหาะหยกขาวอย่างมั่นคง
ตู้ม!
เรือเหาะหยกขาวลอยทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ส่งเสียงดังฟึ่บๆๆ กลายเป็นลำแสงพุ่งตรงไปยังเส้นขอบฟ้าอันห่างไกล
"ว้าว เรือบินได้ด้วย!" สือโถวร้องอุทาน
หลังจากขึ้นมานั่งบนเรือเหาะหยกขาว สือโถวก็ตื่นเต้นสุดขีด เขามองดูนั่นดูนี่ไปทั่วอย่างเบิกบานใจ
ส่วนเซียวเสวียนกับหลี่อวี่ซีนั้นดูประหม่าเล็กน้อย พวกเขาเอาแต่นั่งเงียบและสำรวจทุกสิ่งทุกอย่างภายในเรือเหาะ
เซียวเสวียนรู้สึกประหลาดใจ ไม่คิดเลยว่าพื้นที่ภายในเรือเหาะหยกขาวจะกว้างขวางถึงเพียงนี้ มันมีขนาดใหญ่ถึงสามจ้างสี่เหลี่ยม ต่อให้มีคนเพิ่มมาอีกห้าหกคนก็ไม่รู้สึกอึดอัดเลยสักนิด
เมื่อมองไปที่หัวเรือ ก็เห็นหวังหลินกำลังประสานอินด้วยมือทั้งสองข้างเพื่อควบคุมเรือเหาะ
ส่วนซ่างกวนเยว่หลียืนกอดกระบี่ สายตาจับจ้องไปเบื้องหน้า
หลังจากผ่านเหตุการณ์ที่ถูกหวังหลินดุด่าไปก่อนหน้านี้ เซียวเสวียนก็เริ่มรู้สึกประทับใจในตัวพี่สาวเซียนคนนี้ไม่น้อย
เขาจึงรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปหาซ่างกวนเยว่หลีเพื่ออยากจะทำความเข้าใจเรื่องรากวิญญาณ เขาเอ่ยถามว่า "พี่สาวเซียนขอรับ รากวิญญาณคืออะไรหรือขอรับ"
นางหันมายิ้มหวานให้เซียวเสวียนและตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า "ข้าไม่ใช่พี่สาวเซียนอะไรหรอกนะ ตอนนี้เจ้าเข้าร่วมสำนักชิงเสวียนแล้ว ข้าชื่อซ่างกวนเยว่หลี ต่อไปเจ้าเรียกข้าว่าศิษย์พี่ซ่างกวนก็พอ"
เซียวเสวียนพยักหน้าและเรียกตาม "ศิษย์พี่ซ่างกวนขอรับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ซ่างกวนเยว่หลีจึงเรียกจ้าวจือเยี่ยนกับหลี่อวี่ซีเข้ามาใกล้ๆ แล้วเริ่มอธิบายความรู้พื้นฐานของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรให้ฟัง
จากคำบอกเล่าของนาง ทำให้เซียวเสวียนได้รู้ว่ารากวิญญาณคืออะไร นางอธิบายว่ารากวิญญาณคือสิ่งที่ลึกลับซับซ้อนมากและไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่
ผู้ที่มีรากวิญญาณเท่านั้นถึงจะสามารถฝึกฝนได้ พวกเขาล้วนเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียร ยังไม่นับว่าเป็นเซียน เป็นเพียงแค่ผู้ฝึกตนเท่านั้น
คุณสมบัติของรากวิญญาณแบ่งออกเป็นแปดธาตุ ได้แก่ ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน น้ำแข็ง ลม และสายฟ้า
ยิ่งมีธาตุในรากวิญญาณมากเท่าไร พลังปราณที่ดูดซับเข้ามาก็จะยิ่งปะปนกันมั่วซั่วมากขึ้นเท่านั้น พรสวรรค์ก็จะยิ่งต่ำต้อยลงตามไปด้วย
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมรากวิญญาณห้าสายถึงได้ชื่อว่าเป็นรากวิญญาณที่ไร้ค่าที่สุด
ไร้ค่าที่สุดโดยไม่มีอะไรมาเทียบได้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เซียวเสวียนก็กำหมัดแน่น แอบตั้งปฏิญาณในใจว่าเขาจะต้องผงาดขึ้นมาให้จงได้ จะต้องไม่ทำให้ท่านปู่ต้องผิดหวัง
หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้รู้อีกว่าสำนักที่พวกเขากำลังจะไปคือสำนักชิงเสวียน ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่สำนักเซียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแคว้นเฉียน
สำนักชิงเสวียนแบ่งออกเป็นเจ็ดยอดเขาหลัก
ยอดเขาชิงเสวียน
ยอดเขาเทียนเจี้ยน
ยอดเขาอวี้หลิง
ยอดเขาหนิงตัน
ยอดเขาเทียนฝู
ยอดเขาเทียนเจิ้น
ยอดเขาชี่ติ่ง
ยอดเขาหลักทั้งเจ็ดแห่งนี้ส่วนใหญ่จะเป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรของยอดฝีมือระดับจินตันและระดับสร้างรากฐาน ส่วนศิษย์ระดับรวบรวมลมปราณอย่างพวกเขาสามารถอาศัยอยู่ได้ตามยอดเขารองอื่นๆ เท่านั้น
ยอดเขาแรกที่เซียวเสวียนจะต้องไปเยือนเมื่อไปถึงสำนักชิงเสวียนก็คือยอดเขาจื๋อสื้อ ยอดเขาแห่งนี้มีหน้าที่รับผิดชอบงานเบ็ดเตล็ดทั้งหมดของสำนัก รวมถึงการแจกจ่ายและส่งมอบภารกิจต่างๆ การจ่ายเบี้ยหวัดประจำเดือนของศิษย์ ตลอดจนการรวบรวมทรัพยากรต่างๆ
พวกเขาต้องไปลงทะเบียนประวัติที่ยอดเขาจื๋อสื้อเสียก่อนเพื่อรับป้ายหยกประจำตัว ถึงจะถือว่าเป็นศิษย์ของสำนักชิงเสวียนอย่างเป็นทางการ
เรือเหาะพุ่งทะยานผ่านหมู่เมฆ ทิวทัศน์ภูเขาและแม่น้ำเบื้องล่างเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ภาพที่เห็นสุดลูกหูลูกตาคือเทือกเขาสลับซับซ้อนที่ทอดยาวไร้จุดสิ้นสุด ยอดเขาสูงตระหง่านเสียดแทงทะลุหมู่เมฆ
ในตอนนั้นเอง ความเร็วของเรือเหาะก็เริ่มลดลง
เทือกเขาทอดยาวต่อเนื่องกันหลายพันลี้ มียอดเขาหลายแห่งซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ ในจำนวนนั้นมียอดเขาเจ็ดแห่งที่ดูโดดเด่นสะดุดตา เซียวเสวียนคิดในใจว่านี่คงจะเป็นเจ็ดยอดเขาหลักที่ศิษย์พี่ซ่างกวนพูดถึงสินะ
หวังหลินบังคับเรือเหาะไปร่อนลงจอดที่ยอดเขาขนาดไม่ใหญ่นักแห่งหนึ่ง
เมื่อเข้าใกล้ยอดเขาจื๋อสื้อ ภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ราวกับภาพวาดทิวทัศน์อันวิจิตรบรรจง ต้นไม้เขียวชอุ่ม ลำธารไหลรินดังกังวานไปทั่วหุบเขา เสียงนกศกุณาร้องขับขานพร้อมกลิ่นหอมของมวลหมู่ไม้ สัตว์วิเศษแปลกตากำลังเดินเล่นไปมาตามไหล่เขา ช่างเป็นภาพที่สมกับเป็นสำนักเซียนอันยิ่งใหญ่จริงๆ
บ้านเรือนปลูกสร้างลดหลั่นกันไปตามยอดเขา หุบเขา และไหล่เขาอย่างเป็นระเบียบ บนยอดเขาสูงสุดมีลานกว้างทรงกลมขนาดมหึมา ด้านบนนั้นมีหอคอยอันวิจิตรตระการตาความสูงสามชั้นตั้งตระหง่านอยู่
"พวกเราถึงแล้ว ที่นี่แหละคือสำนักชิงเสวียน พวกเราลงไปกันเถอะ"
เรือเหาะค่อยๆ ร่อนลงจอดบนลานกว้างอย่างนิ่มนวล หลังจากผ่านการบินมาแล้ว เด็กๆ ทั้งสามก็หายจากอาการกลัวความสูง เซียวเสวียน จ้าวจือเยี่ยน และหลี่อวี่ซีจึงกระโดดลงจากเรือได้อย่างคล่องแคล่ว
เซียวเสวียนมองดูด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นเรือเหาะหยกขาวแบบเดียวกันอีกหลายลำทยอยร่อนลงจอดบนพื้นดิน พอลองนับดูแล้วก็มีมากถึงยี่สิบลำเลยทีเดียว
เรือเหาะเหล่านี้มีจุดร่วมเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือบนเรือทุกลำจะมีศิษย์พี่ชายหญิงสองคนพร้อมกับเด็กๆ อีกสามถึงห้าคน
หวังหลินเก็บเรือเหาะเข้าที่ แล้วหันมาสั่งเด็กทั้งสามคนว่า "รออยู่ตรงนี้แหละ อย่าเดินเพ่นพ่านไปไหน เดี๋ยวพวกเจ้าต้องเข้าร่วมพิธีรับศิษย์เข้าสำนัก"
พูดจบ หวังหลินก็เดินเข้าไปในตำหนักจื๋อสื้อ หลังจากนั้นศิษย์คนอื่นๆ ในชุดนักพรตแบบเดียวกันก็ทยอยเดินตามเข้าไปเพื่อรายงานผลภารกิจในครั้งนี้
เมื่อเดินเข้าไปด้านในก็พบว่ากว้างขวางโอ่อ่าผิดคาด มองจากภายนอกดูเหมือนเป็นหอคอยขนาดเล็ก แต่พื้นที่ภายในกลับกว้างกว่าตัวหอคอยจริงหลายเท่าตัว
ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาภายในตำหนักจื๋อสื้อ ตรงกลางตำหนักมีชายวัยกลางคนใบหน้าแดงระเรื่อผู้หนึ่งนั่งอยู่ด้วยท่าทางน่าเกรงขาม
ผู้คนต่างพากันเข้ามารายงานผลต่อชายวัยกลางคนผู้นี้ทีละคนๆ
"เรียนท่านเจ้าสำนัก หมู่บ้านชิงหนิวตรวจพบต้นกล้าเซียนสามคน เป็นรากวิญญาณคู่หนึ่งคน รากวิญญาณสี่สายหนึ่งคน และรากวิญญาณห้าสายหนึ่งคนขอรับ"
"เรียนท่านเจ้าสำนัก หมู่บ้านชิงสือตรวจพบต้นกล้าเซียนสามคน เป็นรากวิญญาณสามสายหนึ่งคน รากวิญญาณสี่สายหนึ่งคน และรากวิญญาณห้าสายหนึ่งคนขอรับ"
"เรียนท่านเจ้าสำนัก หมู่บ้านหมู่จูกวนตรวจพบต้นกล้าเซียนสี่คน เป็นรากวิญญาณกลายพันธุ์หนึ่งคน รากวิญญาณสามสายสองคน และรากวิญญาณห้าสายหนึ่งคนขอรับ"
...
ชายผู้นี้ก็คือซ่างกวนอวิ๋นถิง เจ้าสำนักแห่งสำนักชิงเสวียน!
เวลาผ่านไปไม่นาน การรายงานก็สิ้นสุดลง การเปิดรับศิษย์ของสำนักชิงเสวียนในครั้งนี้สามารถรวบรวมศิษย์มาได้ทั้งหมดหนึ่งร้อยแปดคน
ในจำนวนนี้มีรากวิญญาณกลายพันธุ์สองคน รากวิญญาณคู่สามคน รากวิญญาณสามสายยี่สิบคน รากวิญญาณสี่สายสามสิบเอ็ดคน และรากวิญญาณห้าสายอีกห้าสิบสองคน!
ซ่างกวนอวิ๋นถิงมองดูทุกคนพลางยิ้มและกล่าวว่า "ลำบากหลานศิษย์ทุกท่านแล้ว ไม่คิดเลยว่าคราวนี้จะได้พบผู้มีรากวิญญาณกลายพันธุ์ถึงสองคนและรากวิญญาณคู่อีกสามคน สวรรค์คุ้มครองสำนักชิงเสวียนของเราแท้ๆ!"
"ศิษย์ที่เข้าร่วมภารกิจทดสอบต้นกล้าเซียนในครั้งนี้ จะได้รับรางวัลเป็นคะแนนสมทบหนึ่งร้อยคะแนน พร้อมสิทธิ์ในการเข้าไปในหอคัมภีร์หนึ่งครั้ง! ส่วนศิษย์ที่ตรวจพบรากวิญญาณกลายพันธุ์และรากวิญญาณคู่ จะได้รับของวิเศษระดับสูงเพิ่มอีกหนึ่งชิ้น!"
"ท่านเจ้าสำนักปรีชาญาณยิ่ง ขอบพระคุณท่านเจ้าสำนักขอรับ!"
ศิษย์ที่รับภารกิจต่างกล่าวขอบคุณพร้อมเพรียงกัน
ซ่างกวนอวิ๋นถิงลุกขึ้นยืน โบกมือเบาๆ แล้วกล่าวเสียงดังฟังชัด "ตามข้าออกไปข้างนอก ข้าอยากจะเห็นหน้าตาความหวังใหม่ของสำนักเราเสียหน่อย!"
[จบแล้ว]