- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นครูตาบอดห้าปี รู้ตัวอีกทีลูกศิษย์ก็พาต้าฉินครองโลกไปแล้ว
- บทที่ 33 ต้าฉินของข้า ผู้ใดก็มิอาจราวี!
บทที่ 33 ต้าฉินของข้า ผู้ใดก็มิอาจราวี!
บทที่ 33 ต้าฉินของข้า ผู้ใดก็มิอาจราวี!
“เสบียงเซียนมีนามว่ามันฝรั่งและมันเทศ” ฉินสื่อหวงตรัส “พวกมันคือพืชผลทางการเกษตรอันอัศจรรย์ การปลูกมันฝรั่งเพียงหนึ่งหมู่ สามารถให้ผลผลิตได้มากถึงห้าพันชั่ง ส่วนมันเทศหนึ่งหมู่ก็สามารถให้ผลผลิตได้ถึงหกพันชั่ง ทั้งสองสิ่งนี้ล้วนนำมาปรุงเป็นกับข้าวหรือใช้เป็นอาหารหลักกลืนกินเพื่อประทังชีวิตได้ทั้งสิ้น”
“อันใดนะ!”
ยามได้ยินพระดำรัสของฉินสื่อหวง เหล่าผู้คนในที่นั้นต่างพากันตื่นตระหนกจนตัวโยน ล้อเล่นอันใดกันแน่!
ด้วยในยุคสมัยแห่งต้าฉินนี้ ผืนนาหนึ่งหมู่หากสามารถเก็บเกี่ยวพืชผลได้หนึ่งร้อยชั่งก็นับว่าเป็นที่ดินชั้นเลิศอันอุดมสมบูรณ์แล้ว หากแม้นปลูกได้ถึงสองร้อยชั่ง ย่อมต้องก้มกราบขอบพระคุณสวรรค์เสมือนได้รับพรขนานใหญ่ หากแต่สิ่งนี้กลับให้ผลผลิตสูงถึงห้าพันหรือหกพันชั่ง เรื่องเช่นนี้จะเป็นไปได้อย่างไร อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นอาหารหลัก ทั้งยังนำมาปรุงเป็นกับข้าวได้อีกด้วย
สิ่งนี้คือพืชพรรณอันใดกัน เหตุใดจึงมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ถึงเพียงนี้
ต่อให้เปลี่ยนเป็นหกแคว้นโบราณ ไม่ว่าแว่นแคว้นใดจะรวบรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งสำเร็จ ก็ย่อมมิอาจกระทำได้ถึงขั้นนี้ หากมีสิ่งวิเศษเหล่านี้อยู่จริง นั่นย่อมหมายความว่าเบื้องบนทรงคุ้มครองปกปักต้าฉินแล้ว และเมื่อมีของเหล่านี้ ใต้หล้าอันกว้างใหญ่ก็จะไร้ซึ่งภัยแล้งหรือทุพภิกขภัยอีกต่อไป
ยามนี้หากผู้ใดคิดจะล้มล้างต้าฉินที่มอบชีวิตอันสุขสงบมั่นคงให้แก่ราษฎรทั่วนครถึงเพียงนี้ ผู้นั้นย่อมเป็นพวกกบฏชั่วช้าสามานย์ มีสันดานมักใหญ่ใฝ่สูง และละทิ้งความปลอดภัยของประชาราษฎร์ในใต้หล้าอย่างไม่ไยดี!
“หลี่ซือ เจ้าจงพาจางเหลียงไปดูให้เห็นกับตาเสีย” ฉินสื่อหวงตรัสสั่ง ด้วยในเมื่อจางเหลียงยังคงไม่เชื่อถือ ย่อมต้องให้เขาไปพบเห็นด้วยตาตนเองในสถานที่จริง
“พ่ะย่ะค่ะ” หลี่ซือรับพระบัญชา จากนั้นจึงนำทางพาจางเหลียงเดินจากไป
“เซี่ยงอวี่ คราวนี้มาพูดถึงเรื่องราวของเจ้ากันบ้าง” ฉินสื่อหวงทรงหันพระพักตร์ไปทอดพระเนตรเซี่ยงอวี่ที่กำลังถูกกดตัวลงกับพื้น
“ฝ่าบาท!”
ยามนั้นเอง ทหารสื่อสารผู้หนึ่งวิ่งพรวดพราดเข้ามาในสภาพเนื้อตัวโชกไปด้วยโลหิต ก่อนจะทรุดเข่าลงคุกเข่าท่ามกลางโถงใหญ่
“ฝ่าบาท ชายแดนมีฎีกาฉุกเฉินพ่ะย่ะค่ะ ทัพใหญ่ซยงหนูบุกประชิดด่าน ทั้งยังเข่นฆ่ากวาดต้อนและปล้นชิงทรัพย์สินของราษฎรบริเวณชายแดนของพวกเราพ่ะย่ะค่ะ”
ซึ่งทหารนายนี้คือผู้ส่งข่าวจากชายแดนที่ต้องควบม้าเร็วหลากร้อยลี้ติดต่อกันเพื่อมาแจ้งข่าวสาร
“พวกมันมีกำลังพลเท่าใด” ฉินสื่อหวงตรัสถามด้วยความร้อนพระทัย
“คราแรกมีเพียงหนึ่งหมื่นนาย หากแต่หลังจากพวกซยงหนูลงมือกระทำการสำเร็จหลายครา ยามนี้กลับเพิ่มพูนกำลังพลเป็นหนึ่งแสนนายแล้วพ่ะย่ะค่ะ ทั้งยังมีท่าทีว่าจะระดมไพร่พลเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ ยามนี้ราษฎรบริเวณชายแดนถูกพวกป่าเถื่อนซยงหนูเข่นฆ่าไปแล้วกว่าสี่หมื่นคน อีกทั้งเสบียงอาหารหลากชนิดก็ถูกปล้นชิงไปหลายแสนชั่งพ่ะย่ะค่ะ”
“ชั่วช้านัก!” เหมิงเถียนเมื่อได้สดับฟังก็เดือดดาลจนถึงขีดสุด พวกซยงหนูบังอาจฉวยโอกาสยามที่เขาไม่อยู่ชายแดน กระทำการอุกอาจเช่นนี้เชียวหรือ
“แล้วกองกำลังรักษาการณ์ชายแดนเล่า ทำสิ่งใดกันอยู่”
“พวกซยงหนูล้วนเป็นทหารม้าอันเชี่ยวชาญ มาไร้ร่องรอย ไปไร้ร่องรอยพ่ะย่ะค่ะ แม้ทหารรักษาการณ์ฝั่งเราจะมีจำนวนมาก หากแต่กองทัพม้ากลับมีไม่เพียงพอ ยามปะทะกันหลากคราจึงล้วนเป็นฝ่ายเสียเปรียบสิ้น ส่วนทหารราบก็ไร้หนทางต่อกร ทำได้เพียงส่งออกไปช่วยเหลือกวาดต้อนราษฎรให้อพยพเข้าสู่ดินแดนชั้นในพ่ะย่ะค่ะ”
“บัดซบ!” เหมิงเถียนรีบทรุดกายคุกเข่าลงทันที
“ฝ่าบาท โปรดอนุญาตให้กระหม่อมออกศึกไปเข่นฆ่าศัตรู กวาดล้างพวกอนารยชนซยงหนูชั่วช้าเหล่านี้ให้สิ้นซากด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
ตัวเหมิงเถียนนั้นคือยอดขุนพลผู้เลื่องชื่อลือนามในประวัติศาสตร์แห่งหัวเซี่ย ยามทำศึกสงครามกับพวกซยงหนู เขามักได้รับชัยชนะกลับมาคราแล้วคราเล่า จนท้ายที่สุดได้รับพระบัญชาจากองค์ฉินสื่อหวง ให้นำทัพใหญ่สามแสนนายบุกทะลวงขึ้นเหนือเพื่อสยบซยงหนู ยึดคืนที่ราบเหอเท่าอันกว้างใหญ่ ทั้งยังสร้างกำแพงเมืองจีนหมื่นลี้ ส่งผลให้พวกอนารยชนมิกล้าลงใต้มาเลี้ยงม้าอีก
เหล่าทหารหาญฝั่งศัตรูมิกล้าแม้แต่จะง้างคันเกาทัณฑ์เพื่อเอ่ยคำตัดพ้อ จนตัวเขาได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘ยอดนักรบอันดับหนึ่งแห่งหัวเซี่ย!’ เช่นนี้แล้ว เหมิงเถียนจะยอมปล่อยให้พวกซยงหนูถ่อยเหล่านี้มาเข่นฆ่าราษฎรแห่งต้าฉินได้อย่างไร
“ช้าก่อน!”
ถึงกระนั้นฉินสื่อหวงกลับทรงมีความคิดอ่านส่วนพระองค์ พระองค์ทอดพระเนตรตรงไปยังหานซิ่น
“หานซิ่น แม้เจิ้นจะแต่งตั้งให้เจ้าเป็นถึงไท่เว่ย แต่เจ้ากลับยังมิได้สร้างผลงานความดีความชอบอันใดให้ประจักษ์ ดังนี้เจิ้นจึงอยากเห็นความสามารถที่แท้จริงของเจ้า! ยามนี้กองทัพซยงหนูเรือนแสนกำลังเข่นฆ่าราษฎรต้าฉินของเจิ้น เจิ้นจำเป็นต้องช่วยเหลือพวกเขาให้พ้นจากกองเพลิงอันทุกข์ยาก เจิ้นขอสั่งการให้เจ้านำทหารม้าเหล็กแห่งต้าฉินห้าพันนาย มุ่งหน้าออกไปทางทิศตะวันตกของจิ่วหยวน เพื่อขับไล่พวกซยงหนูทางตะวันตกของจิ่วหยวนออกไปเสีย จงออกเดินทาง ณ บัดนี้!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
หานซิ่นน้อมรับคำสั่งทันท่วงที จากนั้นก็รีบก้าวเท้าจากไป ตัวเขามิได้มีความขลาดกลัวต่อการทำศึกสงครามแม้แต่น้อย หากแต่หวาดกลัวว่าจะไม่มีศึกใดให้กรีธาทัพเสียมากกว่า
“เซี่ยงอวี่!”
ฉินสื่อหวงทรงหันไปทอดพระเนตรชายหนุ่มอีกครา “เจิ้นไม่สนใจว่าอดีตพวกเราจะเคยผูกใจเจ็บหรือมีความแค้นอันใดต่อกัน หากแต่ยามนี้คือช่วงเวลาวิกฤตอันใหญ่หลวงของชนชาติ พวกซยงหนูกำลังไล่เข่นฆ่าพี่น้องร่วมแผ่นดินของพวกเราอย่างโหดเหี้ยม ยามนี้มิใช่เวลาที่จะมาจับอาวุธสู้รบกันเอง ศัตรูที่แท้จริงคือพวกซยงหนูต่างหาก! เหตุนี้เจิ้นจึงตัดสินใจส่งเจ้าไปเป็นแม่ทัพกองหน้า นำกำลังทหารม้าห้าพันนาย มุ่งหน้าตรงไปยังทิศตะวันออกของจิ่วหยวน เพื่อขับไล่พวกอนารยชนทางตะวันออกให้สิ้นไป”
อันใดนะ!
เซี่ยงอวี่รู้สึกอัศจรรย์ใจอยู่บ้าง “ให้ข้านำทัพกระนั้นหรือ ไม่กลัวว่าข้าจะฉวยโอกาสหลบหนีหรือก่อการกบฏล้มล้างราชบัลลังก์หรืออย่างไร”
“เจ้ากล้ากระทำหรือ! หากเจ้าคิดหลบหนี ต่อให้ต้องตามล่าพลิกแผ่นดินไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว เจิ้นก็จักต้องสังหารเจ้าให้จงได้!”
ฉินสื่อหวงทรงเดือดดาลพลุ่งพล่าน รังสีอำมหิตอันเข้มข้นแผ่ซ่านออกมาปกคลุมไปทั่วพระวรกาย แรงกดดันอันมหาศาลเหนือคณาเล่านี้ ต่อให้เป็นผู้มีฉายาเทพสังหารเช่นเซี่ยงอวี่ ก็ยังต้องรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปถึงขั้วหัวใจ
“เจิ้นรู้แจ้งดีว่าตัวเจ้าเซี่ยงอวี่คือยอดบุรุษที่หาได้ยากยิ่งในรอบพันปี ถึงกระนั้นต่อให้เจ้าจะเป็นยอดคนที่หาได้ยากในรอบร้อยล้านปี หากเจ้ายังคิดจะกระทำการต่อสู้ขัดแย้งกันเองในยามที่ชนชาติกำลังเผชิญวิกฤตล่มสลายเช่นนี้ เจิ้นก็จักต้องเด็ดหัวเจ้าเสีย! เรื่องราวพยาบาทอื่นใดค่อยไปชำระความกันภายหลัง มิใช่เวลานี้!”
“ตกลง ข้าเซี่ยงอวี่ขอรับคำ!”
เซี่ยงอวี่ในวัยสิบแปดปี ย่อมเป็นเด็กหนุ่มที่มีเลือดรักชาติอันร้อนรุ่มเช่นกัน ต่อให้ในใจจะเคียดแค้นชิงชังฉินสื่อหวงเพียงใด หากแต่เขาจะทนดูพวกอนารยชนซยงหนูไล่เข่นฆ่าราษฎรผู้บริสุทธิ์ได้อย่างไร
ตั้งแต่เมื่อใดกันที่พวกชนป่าเถื่อนเหล่านั้นบังอาจมาทำตัวกำเริบเสิบสานบนแผ่นดินนี้!
“ดีมาก ไปได้!” ฉินสื่อหวงตรัส
จากนั้นเซี่ยงอวี่จึงถูกคุมตัวลงไปเพื่อปลดพันธนาการโซ่เหล็กออกพร้อมทั้งเตรียมตัวออกศึก ยามที่หานซิ่นและเซี่ยงอวี่ยอดขุนพลทั้งสองก้าวสู่สนามรบ พวกซยงหนูคงต้องเผชิญกับการหลั่งโลหิตครั้งใหญ่หลวงเสียแล้ว
“ฝ่าบาท”
เหมิงเถียนก้าวเท้าไปเบื้องหน้าพลางเอ่ยอึกอักด้วยความลังเล “พวกเขาทั้งสองนำทัพไปเพียงคนละห้าพันนาย รวมกันแล้วย่อมมีเพียงหนึ่งหมื่นนาย หากแต่พวกซยงหนูกลับมีทหารม้ามากถึงหนึ่งแสนนายเลยนะพ่ะย่ะค่ะ”
กำลังไพร่พลหนึ่งหมื่นเข้าหักหาญกับกองทัพซยงหนูเรือนแสน ต่อให้เป็นขุนพลเจนศึกเช่นเหมิงเถียน ก็ยังรู้สึกว่าโอกาสที่จะได้รับชัยชนะนั้นมีอยู่น้อยนิดยิ่งนัก
อย่าได้คิดว่าเมื่อเป็นกองทัพม้าเหมือนกัน ประกอบกับฝั่งทหารฉินมีขุนพลเลื่องชื่อคุมทัพแล้วจะหมายความว่าจักต้องชนะเสมอไป ด้วยทหารม้าซยงหนูนั้นสามารถควบขับอาชาไปพร้อมกับปล่อยมือทั้งสองข้างเพื่อโก่งคันศรยิงเกาทัณฑ์บนหลังม้าได้อย่างแม่นยำไร้ที่ติ
ผิดกับทหารม้าแห่งต้าฉินที่อย่างมากก็ใช้มือหนึ่งดึงรั้งสายบังเหียน ส่วนอีกมือหนึ่งถือศาสตราวุธ การปล่อยมือทั้งสองข้างเพื่อสู้รบยังมิอาจทำได้อย่างชำนาญนัก หนทางชนะจึงริบหรี่อย่างแท้จริง
“หากพวกเขาเอาชนะไม่ได้ ย่อมต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นั่น” ฉินสื่อหวงตรัสเสียงเรียบ “เซียนฉูเคยบอกกล่าวว่าพวกเขาทั้งสองเก่งกาจสามารถยิ่งนัก ตัวเจิ้นเองก็อยากจะเห็นกับตาว่าจักเก่งกาจถึงเพียงใด หากแม้นพวกเขามีฝีมือฉกาจจริง ย่อมต้องหาหนทางสยบพวกซยงหนูได้เป็นแน่ แต่หากเป็นเพียงพวกไร้ความสามารถ การตกตายไปในสนามรบจะน่าเสียดายอันใด”
“เรื่องนี้... กระหม่อมเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เหมิงเถียนสิ้นข้อสงสัยทันใด หากไร้ซึ่งความสามารถอันแท้จริงแล้ว จักเก็บรักษาชีวิตคนพรรค์นั้นไว้ทำสิ่งใดกัน
“เหมิงเถียน เจ้าเองก็จงรีบรุดไปยังชายแดนเสียเถิด หากหานซิ่นแลเซี่ยงอวี่เกิดพ่ายแพ้พังครืน เจ้าก็จงนำทัพใหญ่เข้าบดขยี้ สังหารพวกซยงหนูให้สิ้นซาก!”
ฉินสื่อหวงทรงวางแผนสำรองไว้อีกชั้นหนึ่ง พระองค์ย่อมไม่ยอมให้ขุมกำลังป่าเถื่อนใดๆ มารุกรานราษฎรแห่งต้าฉินเด็ดขาด หากมีผู้ใดบังอาจกระทำเช่นนั้น ก็จงตบแต่งดาบไปตัดมือมันทิ้งเสีย!
ถึงกระนั้น ภายในพระทัยของฉินสื่อหวงก็ยังคงหลงเหลือความกังวลอยู่สายหนึ่ง หากมีเครื่องมือหรืออุปกรณ์อันใดที่สามารถเพิ่มพูนขีดความสามารถในการศึกของกองทัพได้ย่อมประเสริฐยิ่ง ด้วยพวกซยงหนูมีความได้เปรียบด้านทหารม้าตามธรรมชาติมาแต่กำเนิด การทำศึกสงครามกับพวกมันฝั่งเราจึงมักจะตกเป็นรองอยู่ร่ำไป
ณ อุทยานหลวง
“อ้า เผ็ดจังเลยเจ้าค่ะ!”
องค์หญิงจู้ม่านร้องอุทาน ยามนี้ฉูหยวนแลองค์หญิงจู้ม่านกำลังร่วมรับประทานหม้อไฟตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย เขาได้คัดแยกพริกเอาไว้ส่วนหนึ่ง ก่อนจะหั่นเนื้อสุกรเป็นชิ้นบางเพื่อนำมาลวกในน้ำซุปเดือดพล่าน
รสชาตินับว่าไม่เลวเลยทีเดียว แม้ตัวเขาจะคิดว่ามิอาจนำไปเปรียบเทียบกับยุคหลังได้ หากแต่ก็ทำให้องค์หญิงจู้ม่านที่ประทับอยู่ข้างๆ ถึงกับน้ำลายสอด้วยความยากลิ้มลอง ด้วยนางไม่เคยพบเห็นการปรุงอาหารด้วยวิถีเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต
“อร่อยเหลือเกินเจ้าค่ะ อาจารย์ฉูเก่งกาจยิ่งนัก ทำเป็นทุกสิ่งทุกอย่างเลยนะเจ้าคะ”
ในกระแสเสียงของจู้ม่านแฝงเร้นไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยม “ผู้คนภายนอกล้วนกล่าวกันว่าวิญญูชนควรอยู่ห่างจากห้องครัว หากแต่อาจารย์ฉูกลับลงมือทำอาหารด้วยตนเอง ท่านช่างมีความพิเศษไม่เหมือนผู้ใดจริง ๆ เจ้าค่ะ”
“ก็แคี่เรื่องเล็กน้อยครับ” ฉูหยวนคีบเนื้อสุกรเข้าปากคำหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบไปตามตรง
“ห้องหับแค่นี้ยังปัดกวาดไม่ได้ แล้วจะไปปัดกวาดโลกใบนี้ได้ยังไงกัน”
“ห้องหับเพียงห้องเดียวยังมิอาจปัดกวาด แล้วจักปัดกวาดใต้หล้าได้อย่างไร...” จู้ม่านเมื่อได้สดับฟัง ดวงตางามพลันเบิกกว้าง ทอดแลมองฉูหยวนด้วยความเลื่อมใสศรัทธาสุดแสน
ในใจคิดว่านั่นน่ะสิ! แม้แต่เรื่องราวเล็กน้อยเพียงเท่านี้ยังไม่คิดกระทำ แล้วจะไปกระทำภารกิจใหญ่โตได้อย่างไร ช่างเป็นถ้อยคำที่มีเหตุผลลึกซึ้งยิ่งนัก เหตุใดเหล่าอาจารย์คนก่อนๆ จึงไม่เคยอบรมสั่งสอนเรื่องราวเช่นนี้แก่นางเลย
จู้ม่านดวงตาเป็นประกายแจ่มใส ในที่สุดนางก็เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว!
[ติงต่อง นักเรียนของคุณ ฉินม่าน มีความรู้เพิ่มพูน ขอแสดงความยินดีด้วย คุณได้รับรางวัล แบบแปลนชุดอุปกรณ์ทหารม้าสามชิ้น]