เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 33 ต้าฉินของข้า ผู้ใดก็มิอาจราวี!

บทที่ 33 ต้าฉินของข้า ผู้ใดก็มิอาจราวี!

บทที่ 33 ต้าฉินของข้า ผู้ใดก็มิอาจราวี!


“เสบียงเซียนมีนามว่ามันฝรั่งและมันเทศ” ฉินสื่อหวงตรัส “พวกมันคือพืชผลทางการเกษตรอันอัศจรรย์ การปลูกมันฝรั่งเพียงหนึ่งหมู่ สามารถให้ผลผลิตได้มากถึงห้าพันชั่ง ส่วนมันเทศหนึ่งหมู่ก็สามารถให้ผลผลิตได้ถึงหกพันชั่ง ทั้งสองสิ่งนี้ล้วนนำมาปรุงเป็นกับข้าวหรือใช้เป็นอาหารหลักกลืนกินเพื่อประทังชีวิตได้ทั้งสิ้น”

“อันใดนะ!”

ยามได้ยินพระดำรัสของฉินสื่อหวง เหล่าผู้คนในที่นั้นต่างพากันตื่นตระหนกจนตัวโยน ล้อเล่นอันใดกันแน่!

ด้วยในยุคสมัยแห่งต้าฉินนี้ ผืนนาหนึ่งหมู่หากสามารถเก็บเกี่ยวพืชผลได้หนึ่งร้อยชั่งก็นับว่าเป็นที่ดินชั้นเลิศอันอุดมสมบูรณ์แล้ว หากแม้นปลูกได้ถึงสองร้อยชั่ง ย่อมต้องก้มกราบขอบพระคุณสวรรค์เสมือนได้รับพรขนานใหญ่ หากแต่สิ่งนี้กลับให้ผลผลิตสูงถึงห้าพันหรือหกพันชั่ง เรื่องเช่นนี้จะเป็นไปได้อย่างไร อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นอาหารหลัก ทั้งยังนำมาปรุงเป็นกับข้าวได้อีกด้วย

สิ่งนี้คือพืชพรรณอันใดกัน เหตุใดจึงมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ถึงเพียงนี้

ต่อให้เปลี่ยนเป็นหกแคว้นโบราณ ไม่ว่าแว่นแคว้นใดจะรวบรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งสำเร็จ ก็ย่อมมิอาจกระทำได้ถึงขั้นนี้ หากมีสิ่งวิเศษเหล่านี้อยู่จริง นั่นย่อมหมายความว่าเบื้องบนทรงคุ้มครองปกปักต้าฉินแล้ว และเมื่อมีของเหล่านี้ ใต้หล้าอันกว้างใหญ่ก็จะไร้ซึ่งภัยแล้งหรือทุพภิกขภัยอีกต่อไป

ยามนี้หากผู้ใดคิดจะล้มล้างต้าฉินที่มอบชีวิตอันสุขสงบมั่นคงให้แก่ราษฎรทั่วนครถึงเพียงนี้ ผู้นั้นย่อมเป็นพวกกบฏชั่วช้าสามานย์ มีสันดานมักใหญ่ใฝ่สูง และละทิ้งความปลอดภัยของประชาราษฎร์ในใต้หล้าอย่างไม่ไยดี!

“หลี่ซือ เจ้าจงพาจางเหลียงไปดูให้เห็นกับตาเสีย” ฉินสื่อหวงตรัสสั่ง ด้วยในเมื่อจางเหลียงยังคงไม่เชื่อถือ ย่อมต้องให้เขาไปพบเห็นด้วยตาตนเองในสถานที่จริง

“พ่ะย่ะค่ะ” หลี่ซือรับพระบัญชา จากนั้นจึงนำทางพาจางเหลียงเดินจากไป

“เซี่ยงอวี่ คราวนี้มาพูดถึงเรื่องราวของเจ้ากันบ้าง” ฉินสื่อหวงทรงหันพระพักตร์ไปทอดพระเนตรเซี่ยงอวี่ที่กำลังถูกกดตัวลงกับพื้น

“ฝ่าบาท!”

ยามนั้นเอง ทหารสื่อสารผู้หนึ่งวิ่งพรวดพราดเข้ามาในสภาพเนื้อตัวโชกไปด้วยโลหิต ก่อนจะทรุดเข่าลงคุกเข่าท่ามกลางโถงใหญ่

“ฝ่าบาท ชายแดนมีฎีกาฉุกเฉินพ่ะย่ะค่ะ ทัพใหญ่ซยงหนูบุกประชิดด่าน ทั้งยังเข่นฆ่ากวาดต้อนและปล้นชิงทรัพย์สินของราษฎรบริเวณชายแดนของพวกเราพ่ะย่ะค่ะ”

ซึ่งทหารนายนี้คือผู้ส่งข่าวจากชายแดนที่ต้องควบม้าเร็วหลากร้อยลี้ติดต่อกันเพื่อมาแจ้งข่าวสาร

“พวกมันมีกำลังพลเท่าใด” ฉินสื่อหวงตรัสถามด้วยความร้อนพระทัย

“คราแรกมีเพียงหนึ่งหมื่นนาย หากแต่หลังจากพวกซยงหนูลงมือกระทำการสำเร็จหลายครา ยามนี้กลับเพิ่มพูนกำลังพลเป็นหนึ่งแสนนายแล้วพ่ะย่ะค่ะ ทั้งยังมีท่าทีว่าจะระดมไพร่พลเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ ยามนี้ราษฎรบริเวณชายแดนถูกพวกป่าเถื่อนซยงหนูเข่นฆ่าไปแล้วกว่าสี่หมื่นคน อีกทั้งเสบียงอาหารหลากชนิดก็ถูกปล้นชิงไปหลายแสนชั่งพ่ะย่ะค่ะ”

“ชั่วช้านัก!” เหมิงเถียนเมื่อได้สดับฟังก็เดือดดาลจนถึงขีดสุด พวกซยงหนูบังอาจฉวยโอกาสยามที่เขาไม่อยู่ชายแดน กระทำการอุกอาจเช่นนี้เชียวหรือ

“แล้วกองกำลังรักษาการณ์ชายแดนเล่า ทำสิ่งใดกันอยู่”

“พวกซยงหนูล้วนเป็นทหารม้าอันเชี่ยวชาญ มาไร้ร่องรอย ไปไร้ร่องรอยพ่ะย่ะค่ะ แม้ทหารรักษาการณ์ฝั่งเราจะมีจำนวนมาก หากแต่กองทัพม้ากลับมีไม่เพียงพอ ยามปะทะกันหลากคราจึงล้วนเป็นฝ่ายเสียเปรียบสิ้น ส่วนทหารราบก็ไร้หนทางต่อกร ทำได้เพียงส่งออกไปช่วยเหลือกวาดต้อนราษฎรให้อพยพเข้าสู่ดินแดนชั้นในพ่ะย่ะค่ะ”

“บัดซบ!” เหมิงเถียนรีบทรุดกายคุกเข่าลงทันที

“ฝ่าบาท โปรดอนุญาตให้กระหม่อมออกศึกไปเข่นฆ่าศัตรู กวาดล้างพวกอนารยชนซยงหนูชั่วช้าเหล่านี้ให้สิ้นซากด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”

ตัวเหมิงเถียนนั้นคือยอดขุนพลผู้เลื่องชื่อลือนามในประวัติศาสตร์แห่งหัวเซี่ย ยามทำศึกสงครามกับพวกซยงหนู เขามักได้รับชัยชนะกลับมาคราแล้วคราเล่า จนท้ายที่สุดได้รับพระบัญชาจากองค์ฉินสื่อหวง ให้นำทัพใหญ่สามแสนนายบุกทะลวงขึ้นเหนือเพื่อสยบซยงหนู ยึดคืนที่ราบเหอเท่าอันกว้างใหญ่ ทั้งยังสร้างกำแพงเมืองจีนหมื่นลี้ ส่งผลให้พวกอนารยชนมิกล้าลงใต้มาเลี้ยงม้าอีก

เหล่าทหารหาญฝั่งศัตรูมิกล้าแม้แต่จะง้างคันเกาทัณฑ์เพื่อเอ่ยคำตัดพ้อ จนตัวเขาได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘ยอดนักรบอันดับหนึ่งแห่งหัวเซี่ย!’ เช่นนี้แล้ว เหมิงเถียนจะยอมปล่อยให้พวกซยงหนูถ่อยเหล่านี้มาเข่นฆ่าราษฎรแห่งต้าฉินได้อย่างไร

“ช้าก่อน!”

ถึงกระนั้นฉินสื่อหวงกลับทรงมีความคิดอ่านส่วนพระองค์ พระองค์ทอดพระเนตรตรงไปยังหานซิ่น

“หานซิ่น แม้เจิ้นจะแต่งตั้งให้เจ้าเป็นถึงไท่เว่ย แต่เจ้ากลับยังมิได้สร้างผลงานความดีความชอบอันใดให้ประจักษ์ ดังนี้เจิ้นจึงอยากเห็นความสามารถที่แท้จริงของเจ้า! ยามนี้กองทัพซยงหนูเรือนแสนกำลังเข่นฆ่าราษฎรต้าฉินของเจิ้น เจิ้นจำเป็นต้องช่วยเหลือพวกเขาให้พ้นจากกองเพลิงอันทุกข์ยาก เจิ้นขอสั่งการให้เจ้านำทหารม้าเหล็กแห่งต้าฉินห้าพันนาย มุ่งหน้าออกไปทางทิศตะวันตกของจิ่วหยวน เพื่อขับไล่พวกซยงหนูทางตะวันตกของจิ่วหยวนออกไปเสีย จงออกเดินทาง ณ บัดนี้!”

“พ่ะย่ะค่ะ!”

หานซิ่นน้อมรับคำสั่งทันท่วงที จากนั้นก็รีบก้าวเท้าจากไป ตัวเขามิได้มีความขลาดกลัวต่อการทำศึกสงครามแม้แต่น้อย หากแต่หวาดกลัวว่าจะไม่มีศึกใดให้กรีธาทัพเสียมากกว่า

“เซี่ยงอวี่!”

ฉินสื่อหวงทรงหันไปทอดพระเนตรชายหนุ่มอีกครา “เจิ้นไม่สนใจว่าอดีตพวกเราจะเคยผูกใจเจ็บหรือมีความแค้นอันใดต่อกัน หากแต่ยามนี้คือช่วงเวลาวิกฤตอันใหญ่หลวงของชนชาติ พวกซยงหนูกำลังไล่เข่นฆ่าพี่น้องร่วมแผ่นดินของพวกเราอย่างโหดเหี้ยม ยามนี้มิใช่เวลาที่จะมาจับอาวุธสู้รบกันเอง ศัตรูที่แท้จริงคือพวกซยงหนูต่างหาก! เหตุนี้เจิ้นจึงตัดสินใจส่งเจ้าไปเป็นแม่ทัพกองหน้า นำกำลังทหารม้าห้าพันนาย มุ่งหน้าตรงไปยังทิศตะวันออกของจิ่วหยวน เพื่อขับไล่พวกอนารยชนทางตะวันออกให้สิ้นไป”

อันใดนะ!

เซี่ยงอวี่รู้สึกอัศจรรย์ใจอยู่บ้าง “ให้ข้านำทัพกระนั้นหรือ ไม่กลัวว่าข้าจะฉวยโอกาสหลบหนีหรือก่อการกบฏล้มล้างราชบัลลังก์หรืออย่างไร”

“เจ้ากล้ากระทำหรือ! หากเจ้าคิดหลบหนี ต่อให้ต้องตามล่าพลิกแผ่นดินไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว เจิ้นก็จักต้องสังหารเจ้าให้จงได้!”

ฉินสื่อหวงทรงเดือดดาลพลุ่งพล่าน รังสีอำมหิตอันเข้มข้นแผ่ซ่านออกมาปกคลุมไปทั่วพระวรกาย แรงกดดันอันมหาศาลเหนือคณาเล่านี้ ต่อให้เป็นผู้มีฉายาเทพสังหารเช่นเซี่ยงอวี่ ก็ยังต้องรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปถึงขั้วหัวใจ

“เจิ้นรู้แจ้งดีว่าตัวเจ้าเซี่ยงอวี่คือยอดบุรุษที่หาได้ยากยิ่งในรอบพันปี ถึงกระนั้นต่อให้เจ้าจะเป็นยอดคนที่หาได้ยากในรอบร้อยล้านปี หากเจ้ายังคิดจะกระทำการต่อสู้ขัดแย้งกันเองในยามที่ชนชาติกำลังเผชิญวิกฤตล่มสลายเช่นนี้ เจิ้นก็จักต้องเด็ดหัวเจ้าเสีย! เรื่องราวพยาบาทอื่นใดค่อยไปชำระความกันภายหลัง มิใช่เวลานี้!”

“ตกลง ข้าเซี่ยงอวี่ขอรับคำ!”

เซี่ยงอวี่ในวัยสิบแปดปี ย่อมเป็นเด็กหนุ่มที่มีเลือดรักชาติอันร้อนรุ่มเช่นกัน ต่อให้ในใจจะเคียดแค้นชิงชังฉินสื่อหวงเพียงใด หากแต่เขาจะทนดูพวกอนารยชนซยงหนูไล่เข่นฆ่าราษฎรผู้บริสุทธิ์ได้อย่างไร

ตั้งแต่เมื่อใดกันที่พวกชนป่าเถื่อนเหล่านั้นบังอาจมาทำตัวกำเริบเสิบสานบนแผ่นดินนี้!

“ดีมาก ไปได้!” ฉินสื่อหวงตรัส

จากนั้นเซี่ยงอวี่จึงถูกคุมตัวลงไปเพื่อปลดพันธนาการโซ่เหล็กออกพร้อมทั้งเตรียมตัวออกศึก ยามที่หานซิ่นและเซี่ยงอวี่ยอดขุนพลทั้งสองก้าวสู่สนามรบ พวกซยงหนูคงต้องเผชิญกับการหลั่งโลหิตครั้งใหญ่หลวงเสียแล้ว

“ฝ่าบาท”

เหมิงเถียนก้าวเท้าไปเบื้องหน้าพลางเอ่ยอึกอักด้วยความลังเล “พวกเขาทั้งสองนำทัพไปเพียงคนละห้าพันนาย รวมกันแล้วย่อมมีเพียงหนึ่งหมื่นนาย หากแต่พวกซยงหนูกลับมีทหารม้ามากถึงหนึ่งแสนนายเลยนะพ่ะย่ะค่ะ”

กำลังไพร่พลหนึ่งหมื่นเข้าหักหาญกับกองทัพซยงหนูเรือนแสน ต่อให้เป็นขุนพลเจนศึกเช่นเหมิงเถียน ก็ยังรู้สึกว่าโอกาสที่จะได้รับชัยชนะนั้นมีอยู่น้อยนิดยิ่งนัก

อย่าได้คิดว่าเมื่อเป็นกองทัพม้าเหมือนกัน ประกอบกับฝั่งทหารฉินมีขุนพลเลื่องชื่อคุมทัพแล้วจะหมายความว่าจักต้องชนะเสมอไป ด้วยทหารม้าซยงหนูนั้นสามารถควบขับอาชาไปพร้อมกับปล่อยมือทั้งสองข้างเพื่อโก่งคันศรยิงเกาทัณฑ์บนหลังม้าได้อย่างแม่นยำไร้ที่ติ

ผิดกับทหารม้าแห่งต้าฉินที่อย่างมากก็ใช้มือหนึ่งดึงรั้งสายบังเหียน ส่วนอีกมือหนึ่งถือศาสตราวุธ การปล่อยมือทั้งสองข้างเพื่อสู้รบยังมิอาจทำได้อย่างชำนาญนัก หนทางชนะจึงริบหรี่อย่างแท้จริง

“หากพวกเขาเอาชนะไม่ได้ ย่อมต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นั่น” ฉินสื่อหวงตรัสเสียงเรียบ “เซียนฉูเคยบอกกล่าวว่าพวกเขาทั้งสองเก่งกาจสามารถยิ่งนัก ตัวเจิ้นเองก็อยากจะเห็นกับตาว่าจักเก่งกาจถึงเพียงใด หากแม้นพวกเขามีฝีมือฉกาจจริง ย่อมต้องหาหนทางสยบพวกซยงหนูได้เป็นแน่ แต่หากเป็นเพียงพวกไร้ความสามารถ การตกตายไปในสนามรบจะน่าเสียดายอันใด”

“เรื่องนี้... กระหม่อมเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

เหมิงเถียนสิ้นข้อสงสัยทันใด หากไร้ซึ่งความสามารถอันแท้จริงแล้ว จักเก็บรักษาชีวิตคนพรรค์นั้นไว้ทำสิ่งใดกัน

“เหมิงเถียน เจ้าเองก็จงรีบรุดไปยังชายแดนเสียเถิด หากหานซิ่นแลเซี่ยงอวี่เกิดพ่ายแพ้พังครืน เจ้าก็จงนำทัพใหญ่เข้าบดขยี้ สังหารพวกซยงหนูให้สิ้นซาก!”

ฉินสื่อหวงทรงวางแผนสำรองไว้อีกชั้นหนึ่ง พระองค์ย่อมไม่ยอมให้ขุมกำลังป่าเถื่อนใดๆ มารุกรานราษฎรแห่งต้าฉินเด็ดขาด หากมีผู้ใดบังอาจกระทำเช่นนั้น ก็จงตบแต่งดาบไปตัดมือมันทิ้งเสีย!

ถึงกระนั้น ภายในพระทัยของฉินสื่อหวงก็ยังคงหลงเหลือความกังวลอยู่สายหนึ่ง หากมีเครื่องมือหรืออุปกรณ์อันใดที่สามารถเพิ่มพูนขีดความสามารถในการศึกของกองทัพได้ย่อมประเสริฐยิ่ง ด้วยพวกซยงหนูมีความได้เปรียบด้านทหารม้าตามธรรมชาติมาแต่กำเนิด การทำศึกสงครามกับพวกมันฝั่งเราจึงมักจะตกเป็นรองอยู่ร่ำไป

ณ อุทยานหลวง

“อ้า เผ็ดจังเลยเจ้าค่ะ!”

องค์หญิงจู้ม่านร้องอุทาน ยามนี้ฉูหยวนแลองค์หญิงจู้ม่านกำลังร่วมรับประทานหม้อไฟตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย เขาได้คัดแยกพริกเอาไว้ส่วนหนึ่ง ก่อนจะหั่นเนื้อสุกรเป็นชิ้นบางเพื่อนำมาลวกในน้ำซุปเดือดพล่าน

รสชาตินับว่าไม่เลวเลยทีเดียว แม้ตัวเขาจะคิดว่ามิอาจนำไปเปรียบเทียบกับยุคหลังได้ หากแต่ก็ทำให้องค์หญิงจู้ม่านที่ประทับอยู่ข้างๆ ถึงกับน้ำลายสอด้วยความยากลิ้มลอง ด้วยนางไม่เคยพบเห็นการปรุงอาหารด้วยวิถีเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต

“อร่อยเหลือเกินเจ้าค่ะ อาจารย์ฉูเก่งกาจยิ่งนัก ทำเป็นทุกสิ่งทุกอย่างเลยนะเจ้าคะ”

ในกระแสเสียงของจู้ม่านแฝงเร้นไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยม “ผู้คนภายนอกล้วนกล่าวกันว่าวิญญูชนควรอยู่ห่างจากห้องครัว หากแต่อาจารย์ฉูกลับลงมือทำอาหารด้วยตนเอง ท่านช่างมีความพิเศษไม่เหมือนผู้ใดจริง ๆ เจ้าค่ะ”

“ก็แคี่เรื่องเล็กน้อยครับ” ฉูหยวนคีบเนื้อสุกรเข้าปากคำหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบไปตามตรง

“ห้องหับแค่นี้ยังปัดกวาดไม่ได้ แล้วจะไปปัดกวาดโลกใบนี้ได้ยังไงกัน”

“ห้องหับเพียงห้องเดียวยังมิอาจปัดกวาด แล้วจักปัดกวาดใต้หล้าได้อย่างไร...” จู้ม่านเมื่อได้สดับฟัง ดวงตางามพลันเบิกกว้าง ทอดแลมองฉูหยวนด้วยความเลื่อมใสศรัทธาสุดแสน

ในใจคิดว่านั่นน่ะสิ! แม้แต่เรื่องราวเล็กน้อยเพียงเท่านี้ยังไม่คิดกระทำ แล้วจะไปกระทำภารกิจใหญ่โตได้อย่างไร ช่างเป็นถ้อยคำที่มีเหตุผลลึกซึ้งยิ่งนัก เหตุใดเหล่าอาจารย์คนก่อนๆ จึงไม่เคยอบรมสั่งสอนเรื่องราวเช่นนี้แก่นางเลย

จู้ม่านดวงตาเป็นประกายแจ่มใส ในที่สุดนางก็เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว!

[ติงต่อง นักเรียนของคุณ ฉินม่าน มีความรู้เพิ่มพูน ขอแสดงความยินดีด้วย คุณได้รับรางวัล แบบแปลนชุดอุปกรณ์ทหารม้าสามชิ้น]

จบบทที่ บทที่ 33 ต้าฉินของข้า ผู้ใดก็มิอาจราวี!

คัดลอกลิงก์แล้ว