- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นครูตาบอดห้าปี รู้ตัวอีกทีลูกศิษย์ก็พาต้าฉินครองโลกไปแล้ว
- บทที่ 25 เจิ้นจะใช้พวกเขามาขยายอาณาเขตต้าฉิน!
บทที่ 25 เจิ้นจะใช้พวกเขามาขยายอาณาเขตต้าฉิน!
บทที่ 25 เจิ้นจะใช้พวกเขามาขยายอาณาเขตต้าฉิน!
“เป็นไปไม่ได้ เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!”
เหมิงเถียนร้องตะโกนจนแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้
“ทหารเพียงสองพันนายจะไปต่อกรกับกองทัพหลายแสนนายได้อย่างไร ล้อเล่นกันแน่แล้ว”
ต่อให้เป็นเทพสงครามป๋ายฉี่ฟื้นคืนชีพกลับมาเกิดใหม่ก็ไม่มีทางเอาชนะศึกที่เสียเปรียบถึงเพียงนี้ได้ เขาลอบคิดในใจว่านี่เป็นการทำศึกประหลาดอันใดกัน คุยโวโอ้อวดจนเกินจริงไปแล้ว
ไพร่พลสองพันสู้กับทหารหลายแสน เพียงโดนศัตรูเหยียบย่ำบดขยี้ก็แหลกเหลวเป็นผุยผงแล้ว
“เรื่องนี้คงเป็นไปไม่ได้กระมัง” ฉินสื่อหวง หลี่ซือ และเหล่าองค์ชายต่างพากันส่ายหน้าอย่างมิยอมเชื่อ
กองกำลังสองพันปะทะหลายแสนนาย เห็นพวกข้าไม่รู้เรื่องการทหารหรืออย่างไรกัน
“สองพันคนสู้กับหลายแสนคน มันเป็นไปไม่ได้จริงๆ นั่นแหละครับ” ฉูหยวนเอ่ยปากอธิบาย
“แต่หานซิ่นก็สู้ไปแล้ว แถมยังชนะด้วย พวกคุณลองทายสิครับว่าเขาทำยังไง”
“หานซิ่นไม่เคยกลัวการทำศึก กลัวก็แต่จะไม่มีศึกให้ทำ”
“เขาทำอย่างไรหรือ” ทุกคนขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัยใคร่รู้
หรือว่าพากันหลบหนีไปแล้ว จะยอมจำนนกระนั้นหรือ สิ่งที่พวกเขาสามารถขบคิดออกในยามนี้มีเพียงเท่านี้จริงๆ
“หานซิ่นแจกค่าเดินทางให้ทหารสองพันคนนั้นโดยตรง แล้วปล่อยให้พวกเขากลับบ้านไปเลยครับ”
“อันใดนะ!” ทุกคนต่างตกตะลึงงัน
สลายกองทัพกันตรงนั้นเลยหรือ
หากเป็นเช่นนั้นแล้วยังจะทำศึกอันใดได้อีก
เพียงชั่วลมหายใจต่อมา คำบอกเล่าของฉูหยวนกลับทำให้พวกเขาต้องตื่นตะลึงยิ่งกว่าเดิม
“หานซิ่นบอกว่าทหารพวกนี้ถ้าพาคนกลับมาเข้าร่วมกองทัพได้ห้าคน เขาจะเลื่อนขั้นให้เป็นหัวหน้าหมู่”
“ถ้าพาคนกลับมาได้สิบคน จะเลื่อนขั้นให้เป็นหัวหน้าหมวด”
“ถ้าพาคนกลับมาได้ร้อยคน จะเลื่อนขั้นให้เป็นนายร้อย”
“และถ้าพาคนกลับมาได้พันคน ก็จะเลื่อนขั้นให้เป็นนายพันเลยครับ”
“สุดท้ายหานซิ่นก็สามารถรวบรวมไพร่พลได้จำนวนมหาศาล แล้วก็เอาชนะแคว้นฉีได้ในที่สุด”
“อันใดนะ!”
“นี่... นี่มัน!”
ความตกตะลึงแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นล้วนพูดไม่ออกบอกไม่ถูกไปตามๆ กัน
นี่มันเป็นลูกไม้พลิกแพลงอันใดกัน ช่างลึกล้ำยิ่งกว่ากลศึกใดๆ ที่เคยพบเจอมาเสียอีกกระมัง
เดิมทีพวกเขาคิดว่าในยุคชุนชิว ผู้คนต่างทำศึกกันอย่างตรงไปตรงมาแท้ๆ ผลคือมียอดคนแหวกม่านประเพณีโผล่มาคนหนึ่ง นั่นก็คือซุนจื่อ!
แต่หานซิ่นผู้นี้กลับมีแผนการที่ร้ายกาจและเจ้าเล่ห์เพทุบายยิ่งกว่าซุนจื่อเสียอีก!
ทุกคนต่างพากันอ้าปากค้างอึกอัก เวลาผ่านไปพักใหญ่ก็ยังไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาได้แม้แต่ครึ่งคำ
ฉูหยวนมองดูท่าทางของพวกเขาแล้วก็หลุดหัวเราะออกมา เขาคิดว่าหานซิ่นนั้นทำศึกได้เก่งกาจเกินไปจริงๆ แผนการพลิกแพลงยิ่งมีมาไม่ขาดสาย การที่เรื่องราวเหล่านี้จะทำให้พวกคนโบราณที่ไม่เคยเปิดหูเปิดตาต้องตกตะลึงก็ถือเป็นเรื่องปกติแล้ว
วิธีการของหานซิ่นนี่มันคือแชร์ลูกโซ่ยุคแรกสุดในประวัติศาสตร์หัวเซี่ยชัดๆ
พาคนกลับมาห้าคน เขาเลื่อนให้เป็นหัวหน้าทีม
พาคนกลับมาสิบคน เขาเลื่อนให้เป็นผู้จัดการ
พาคนกลับมาร้อยคน เขาเลื่อนให้เป็นเถ้าแก่
พวกแก๊งทำแชร์ลูกโซ่ในยุคปัจจุบันแอบไปฝากตัวเป็นศิษย์หานซิ่นมาหรืออย่างไรกันเนี่ย
“ประเสริฐ ผู้มีความสามารถผู้นี้ช่างประเสริฐยิ่งนัก!” ฉินสื่อหวงทรงเปรมปรีดิ์และพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง
รอเพียงให้อาจารย์ฉูสอนเสร็จสิ้น พระองค์จะต้องส่งคนออกไปกว้านซื้อตัวผู้มีความสามารถเหล่านี้มาเข้าร่วมกองทัพให้หมดในคราวเดียวให้จงได้
“เก่งกาจเกินไปแล้วจริงๆ” เหมิงเถียนส่ายหน้าด้วยความตื่นตะลึงไม่หาย
“หึหึ” หลี่ซือลอบหัวเราะในลำคอ พลันนึกถึงเรื่องน่าสนใจบางประการขึ้นมาได้ จึงประสานมือเอ่ยถามฉูหยวนอย่างใคร่รู้
“อาจารย์ฉู ข้าขอเรียนถามสักหน่อยเถิด หานซิ่นกับบรรดายอดขุนพลแห่งต้าฉิน แล้วก็เซี่ยงอวี่ ผู้ใดทำศึกได้เก่งกาจกว่ากันหรือ”
“หลี่ซือ... นี่เจ้า!” เหมิงเถียนได้ยินเช่นนั้นก็แทบเต้น เขาลอบคิดว่านี่มิใช่การจงใจระบุชื่อแซ่เพื่อหักหน้าตนเองหรอกหรือ
ฝ่ายหลี่ซือกลับเอาแต่หัวเราะหึหึอย่างอารมณ์ดี
เมื่อครู่พวกเจ้าพากันหัวเราะเยาะข้า ยามนี้สมควรดึงเหมิงเถียนมารับเคราะห์เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเสียหน่อยแล้ว
“น่าสนใจยิ่งนัก” ฉินสื่อหวงตรัสขึ้นโดยมิได้ทรงเอ่ยห้ามปรามอันใด
ในเมื่อขุนนางฝ่ายบุ๋นของพระองค์อย่างหลี่ซือเก่งกาจกว่าขุนนางฝ่ายบุ๋นของหลิวปังอยู่เล็กน้อย เช่นนั้นยามนี้ก็มาถึงคราวของขุนนางฝ่ายบู๊ที่ต้องนำมาเปรียบเทียบวัดรอยเท้ากันดูเสียหน่อยแล้ว
“ก่อนอื่นเลย หานซิ่นต้องเก่งกว่าจางหานอย่างแน่นอนครับ” ฉูหยวนเอ่ยปากตอบอย่างไม่ลังเล
“เพราะในศึกแรกของหานซิ่น หลังจากที่เขาแสร้งซ่อมทางเดินไม้เพื่อลอบข้ามด่านเฉินชาง เขาก็สามารถเอาชนะจางหานได้อย่างง่ายดายเลยทีเดียว”
“อันใดนะ!” พวกฉินสื่อหวงต่างเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง
หานซิ่นสามารถเอาชนะจางหานได้กระนั้นหรือ!
หนำซ้ำยังเป็นการเอาชนะจางหานได้อย่างง่ายดายเสียด้วย!
เหมิงเถียนเองก็ตกตะลึงหาใดเปรียบ ความสามารถในการคุมทัพของจางหานนั้นเขาย่อมรู้ดี ชายผู้นั้นนับเป็นคนรุ่นหลังที่มีฝีมือไม่เลวเลยทีเดียว หากได้รับการขัดเกลาฝีมือไปอีกสักหลายปี คาดว่าคงสามารถทัดเทียมกับตัวเขาได้ไม่ยาก
คนเช่นนี้ถึงกับถูกหานซิ่นเอาชนะได้อย่างง่ายดายเชียวหรือ
“แล้วหากนำไปเทียบกับเซี่ยงอวี่เล่า” เหมิงเถียนเอ่ยถามต่อ
“ถ้าเอาไปเทียบกับเซี่ยงอวี่ก็จะค่อนข้างพิเศษหน่อยครับ เซี่ยงอวี่เองก็เป็นยอดขุนพลที่ผ่านศึกมานับร้อย แถมรูปแบบการทำศึกของเขาก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากด้วย” ฉูหยวนครุ่นคิดอย่างจริงจัง
“เซี่ยงอวี่มักจะใช้ความกล้าหาญของตนปลุกใจกองทัพ พุ่งทะยานนำหน้าฟาดฟันศัตรู ทำให้ขวัญกำลังใจทหารฮึกเหิมทะลวงฟันไปได้ดุจผ่าไม้ไผ่”
“แต่วิธีการรบแบบนี้ ความจริงแล้วมันคือรูปแบบการต่อสู้ของแม่ทัพทะลวงฟันมากกว่าครับ”
“เซี่ยงอวี่ไม่สันทัดการควบคุมกองทัพใหญ่ ถ้าให้เขานำทหารหลายแสนคนหรือเป็นล้านคน จะจัดสรรและประสานงานให้ไพร่พลทั้งหมดเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้อย่างไร แค่คิดเรื่องนี้ก็คงพอให้เซี่ยงอวี่ปวดหัวแล้ว”
เหมิงเถียนพยักหน้าเห็นด้วย การบัญชาการกองทัพขนาดหลายแสนหรือเป็นล้านนายนั้นเป็นเรื่องยากที่จะประสานให้สอดคล้องกันได้จริงๆ
จะจัดค่ายกลเช่นไร
จะจัดสรรกำลังพลเยี่ยงไร
ยังไม่รวมถึงปัญหาเรื่องเสบียงและกำลังบำรุงอีก
ทหารหลักพันสมควรใช้งานอย่างไร
ทหารหลักหมื่นสมควรจัดวางไว้ในตำแหน่งใด
ทุกสิ่งล้วนเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวเกินไปแล้ว
เมื่อมองดูประวัติศาสตร์หัวเซี่ยยุคโบราณที่ผ่านมา คล้ายกับว่ายังไม่เคยมีผู้ใดสามารถบัญชาการกองทัพนับล้านนายได้มาก่อนเลย
“แต่หานซิ่นไม่เหมือนกันครับ” ฉูหยวนเอ่ยอธิบาย
“หานซิ่นตรวจพล ยิ่งมีมากก็ยิ่งดี หานซิ่นคือคนที่สามารถบัญชาการกองทัพนับล้านนายได้อย่างแท้จริงเลยเชียวนะครับ”
“ต่อให้ต้องคุมกองทัพนับล้านนาย หานซิ่นก็สามารถควบคุมสั่งการได้อย่างอิสระประดุจสั่งงานแขนขาของตนเอง สามารถจัดการให้ไพร่พลทุกนายเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย”
“ตอนที่ทำศึกตัดสินครั้งสุดท้ายกับเซี่ยงอวี่ หานซิ่นบัญชาการทหารห้าแสนกว่านาย วางค่ายกลซุ่มโจมตีสิบทิศ ใช้กลยุทธ์เพลงฉู่สี่ทิศ บัญชาการให้ทหารเหล่านี้แสดงแสนยานุภาพออกมาได้อย่างเต็มขีดความสามารถเลยทีเดียว”
“เพราะอย่างนั้น เวลาหานซิ่นทำศึกกับเซี่ยงอวี่ ถ้ายิ่งกำลังพลน้อย เซี่ยงอวี่ก็ยิ่งมีโอกาสชนะมาก แต่ถ้ายิ่งกำลังพลมาก เซี่ยงอวี่ก็ยิ่งแทบไม่มีโอกาสชนะเลยครับ”
“ส่วนเหมิงเถียน ถึงจะเก่งกาจมากเหมือนกัน แต่ถ้าต้องมาประจันหน้ากับหานซิ่นในสนามรบจริงๆ โอกาสชนะก็พอมี ทว่าก็คงมีไม่มากเท่าไหร่นัก”
ฉูหยวนตัดสินชี้ขาดข้อสงสัยนี้ในท้ายที่สุด
“อัจฉริยะถึงเพียงนี้เชียว!” ฉินสื่อหวงทรงนับไม่ถ้วนแล้วว่าพระองค์ทรงเกิดความคิดที่อยากจะดึงตัวหานซิ่นมาเป็นพวกกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
คนผู้นี้ช่างเก่งกาจเกินไปแล้ว!
หานซิ่นผู้นี้ยอดเยี่ยมจริงๆ!
“ข้าอยากจะลองประลองฝีมือกับเขาสักตั้งดูจริงๆ” เหมิงเถียนเองก็ยังคงดึงดันไม่ยอมรับ หานซิ่นจะเก่งกาจถึงเพียงนั้นได้เชียวหรือ
ถึงกระนั้นก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า กลยุทธ์แต่ละอย่างของหานซิ่นนั้นช่างอัจฉริยะและลึกล้ำสุดหยั่งคาดจริงๆ
“หานซิ่นผู้นี้ สมควรเกิดในตระกูลใหญ่ ร่ำเรียนตำรามามากมายเป็นแน่กระมัง มิทราบว่าอาจารย์ของเขาคือผู้ใดกันหรือ” หลี่ซือเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้
“เรื่องนี้คุณเข้าใจผิดแล้วล่ะครับ” ฉูหยวนส่ายหน้าปฏิเสธ
“หานซิ่นเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนข้นแค้น เขาหัดอ่านหนังสือและศึกษาตำราพิชัยสงครามด้วยตัวเองทั้งหมด”
“แถมถึงแม้เขาจะมีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ แต่ก็มักจะถูกคนรังแกอยู่บ่อยๆ เคยมีอันธพาลบีบบังคับให้เขาลอดใต้หว่างขา เขาไม่อยากหาเรื่องใส่ตัวก็เลยยอมมุดลอดไปเงียบๆ”
“ความอัปยศจากการลอดหว่างขากระนั้นหรือ!”
ทั้งหลี่ซือและเหมิงเถียนล้วนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
นี่... เรื่องพรรค์นี้ผู้ใดจะทนรับได้กัน!
หานซิ่นผู้นี้ช่างมีความอดทนอดกลั้นที่ผิดมนุษย์มนาเกินไปแล้วกระมัง
พวกเขาถึงกับรู้สึกโกรธแค้นแทน!
ในฐานะลูกผู้ชาย ศักดิ์ศรีนั้นสำคัญทัดเทียมชีวิต จะยอมให้บุรุษอื่นมายืนถ่างขาคร่อมศีรษะตนได้อย่างไรกัน!
หากจะยอมให้ผู้ใดคร่อม ก็สมควรต้องเป็นสตรีสิถึงจะถูก
ฝ่ายฉินสื่อหวงกลับทรงนิ่งเงียบ พระองค์ทรงหวนรำลึกไปถึงอดีตเมื่อครั้งที่ยังตกเป็นตัวประกันอยู่ในแคว้นจ้าว ความอัปยศอดสูที่พระองค์เคยได้รับ มีสิ่งใดบ้างเล่าที่ไม่เทียบเท่ากับความอัปยศจากการลอดหว่างขาในครั้งนี้
หานซิ่นผู้นี้ พระองค์ทรงโปรดปรานยิ่งนัก!
“แถมเส้นทางของหานซิ่นยังไม่ค่อยราบรื่นด้วยนะครับ ตอนแรกเขาเดินทางไปพึ่งใบบุญเซี่ยงอวี่ เสนอแผนการทำศึกตั้งหลายครั้ง แต่เซี่ยงอวี่ก็ไม่ยอมฟัง ให้เขาเป็นแค่ทหารยามถือทวนเท่านั้น”
“หลังจากนั้นเขาก็เปลี่ยนไปพึ่งหลิวปัง หลิวปังก็จับเขาไปดูแลเรื่องเสบียงและกำลังบำรุงแทน”
“สุดท้ายหานซิ่นท้อแท้จนหนีไป ผลคือเซียวเหอที่ค้นพบความสามารถที่แท้จริงของหานซิ่นก็เลยรีบขี่ม้าตามตัวเขากลับมา แล้วก็ผลักดันให้หลิวปังแต่งตั้งหานซิ่นขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ ถึงได้เกิดราชวงศ์ฮั่นที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา”
“สุดท้าย เขาก็ยังถูกหลิวปังยกย่องให้เป็น ‘ยอดคนไร้คู่เปรียบ’ ด้วยนะครับ!”
“คนยุคหลังจึงพากันยกย่องเรียกขานหานซิ่นว่าเป็น ‘เซียนทหาร’ เลยทีเดียว!”
ยอดคนไร้คู่เปรียบ!
เซียนทหาร!
สวรรค์!
ชาติกำเนิดต้อยต่ำถึงเพียงนี้!
ต้องเผชิญกับความอยุติธรรมมามากมายถึงเพียงนี้!
ทว่าท้ายที่สุดกลับสามารถผงาดขึ้นกลายเป็นเซียนทหารผู้ยิ่งใหญ่ได้!
เส้นทางชีวิตของหานซิ่น ช่างเป็นตำนานที่เหลือเชื่อเกินไปแล้วจริงๆ นับเป็นการพลิกชะตาฟ้าจากสามัญชนที่ไร้ค่าก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของแม่ทัพอย่างแท้จริง
“ไม่เลว หานซิ่นผู้นี้เจิ้นโปรดปรานนัก เจิ้นตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะต้องดึงตัวเขามาเป็นพวกให้จงได้!” ฉินสื่อหวงตรัสด้วยความภาคภูมิพระทัยหาใดเปรียบ
ฉูหยวนกลับได้แต่ส่ายหน้าจนด้วยคำพูด “คุณยังเพ้อเจ้อจะรับหานซิ่นมาเป็นพวกอยู่อีกเหรอครับ คุณเอาเวลาไปหาซื้อสมาร์ตโฟนสักเครื่อง แล้วโหลดเกมมาเล่นตัวละครหานเถี้ยวเถี้ยวยังจะเข้าท่ากว่านะ”
“ถือซะว่าประหยัดเงินค่ารักษาโรคจูนิเบียวหลงยุค เอาไปเติมเกมซื้อสกินมังกรขาวก็ถือว่าได้ใกล้ชิดกับหานซิ่นแล้วล่ะครับ”
“เจ้าว่ากระไรนะ”
แม้จะยืนฟังมาพักใหญ่ ทว่าฉินสื่อหวงกลับฟังวาจาเหล่านั้นไม่เข้าใจเลยแม้แต่ประโยคเดียว
“เอาเถอะ วันนี้เราเลิกเรียนกันแค่นี้ก็แล้วกันครับ” ฉูหยวนเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย คาบเรียนในวันนี้ค่อนข้างยาวนานจนเขารู้สึกเหนื่อยล้าแทบขาดใจแล้ว สวนทางกับฉินสื่อหวงที่ในวันนี้พระองค์ทรงได้รับผลเก็บเกี่ยวความรู้อย่างอุดมสมบูรณ์ล้นเหลือ!
หลังจากการเรียนการสอนสิ้นสุดลง ฉินสื่อหวงก็เสด็จจากไปพลางหันมามีรับสั่งกำชับกับหลี่ซือและเหมิงเถียนด้วยสุรเสียงเฉียบขาด
“จงไปเรียกจางหานและหวังเปินมาเข้าเฝ้าเจิ้นให้หมด!”
“เซี่ยงอวี่ หลิวปัง จางเหลียง เซียวเหอ และหานซิ่น!”
“จงไปตามหาตัวพวกมันมา อย่าปล่อยให้ผู้ใดเล็ดลอดหนีไปได้แม้แต่คนเดียว!”
“เจิ้นจะใช้ความสามารถของพวกมัน มาขยายอาณาเขตแว่นแคว้นของต้าฉินให้เกรียงไกรสืบไป!”