- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นครูตาบอดห้าปี รู้ตัวอีกทีลูกศิษย์ก็พาต้าฉินครองโลกไปแล้ว
- บทที่ 24 ยอดคนไร้คู่เปรียบ
บทที่ 24 ยอดคนไร้คู่เปรียบ
บทที่ 24 ยอดคนไร้คู่เปรียบ
“ผมคิดว่าน่าจะเป็นหลี่ซือครับ”
ฉูหยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เซียวเหอเก่งมาก ช่วยหลิวปังจัดการเรื่องเสบียงและกำลังบำรุงได้เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ในด้านระบบการปกครอง แนวคิดหลายๆ อย่างก็ยังสู้หลี่ซือไม่ได้”
“ระบบหลายๆ อย่างที่หลี่ซือเสนอขึ้นมา ถือเป็นการบุกเบิกหน้าประวัติศาสตร์เลยนะ”
เขาคิดเช่นนี้จริงๆ ต้าฉินใช้ระบบจวิ้นเสี้ยน หากแต่หลิวปังกลับหันไปใช้ระบบศักดินา เป็นเหตุให้ในช่วงหลังของราชวงศ์ฮั่น อิทธิพลของอ๋องแคว้นต่างๆ ภายในราชวงศ์มีมากเกินไปจนยากจะควบคุม ซึ่งเรื่องนี้ก็มีความเกี่ยวข้องกับอัครมหาเสนาบดีอย่างเซียวเหออยู่ไม่น้อย
อันใดนะ!
หลี่ซือที่ตั้งใจฟังเพียงแค่ประโยคที่บอกว่าตนเองเก่งกาจกว่าเซียวเหอ ถึงกับลอบพรูลมหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งอกในทันที
รอดตัวไปที
ยามนี้ฉินสื่อหวงจะต้องพลิกแผ่นดินตามหาตัวเซียวเหอจนพบ แล้วพามายังราชสำนักต้าฉินเพื่อเรียกใช้งานอย่างแน่นอน ลองสมมติว่าฉูหยวนบอกว่าเซียวเหอเหนือกว่าตน เช่นนั้นตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีก็คงรักษาเอาไว้ไม่ได้เป็นแน่ ท้ายที่สุดแล้วตัวเขาก็มีประวัติที่ไม่น่าอภิรมย์นัก เนื่องจากในอนาคตจะทำการทรยศฉินสื่อหวง
“ที่แท้หลี่ซือก็เก่งกาจถึงเพียงนี้” ฉินสื่อหวงแย้มพระสรวลบางเบา
ยิ่งขุนนางเก่งกาจก็ยิ่งเป็นเรื่องดี นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าใต้บังคับบัญชาของพระองค์ยังคงมีผู้มีความสามารถซุกซ่อนอยู่อีกมากมาย
“โชคดีไป โชคดีไปจริงๆ” หลี่ซือลอบปาดเหงื่อ รู้สึกโชคดีหาใดเปรียบ
“แล้วหานซิ่นผู้นี้ ก็เป็นขุนนางบุ๋นเช่นกันหรือ” เหมิงเถียนเอ่ยปากแทรกขึ้นมาบ้าง
จางเหลียงและเซียวเหอล้วนเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น ทั้งยังเกือบจะเบียดหลี่ซือหลุดจากตำแหน่งไปแล้ว เช่นนั้นหานซิ่นผู้นี้อย่างไรเสียก็สมควรต้องเป็นขุนนางฝ่ายบู๊กระมัง คงเป็นไปไม่ได้ที่หลิวปังจะอาศัยเพียงขุนนางบุ๋นสามคนในการก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นอันยิ่งใหญ่
“หานซิ่น แน่นอนว่าเป็นขุนนางบู๊สิครับ” ฉูหยวนเอ่ยตอบอย่างไม่ลังเล
“อ้อ! ขุนนางบู๊!”
เมื่อได้ยินว่าเป็นเส้นทางสายเดียวกับตนเอง เหมิงเถียนก็บังเกิดความสนใจใคร่รู้ขึ้นมาทันที
“หานซิ่นผู้นี้ทำศึกเก่งกาจเพียงใดหรือ กล้าหาญชาญชัยดั่งเช่นเซี่ยงอวี่หรือไม่ หรือว่ามีสติปัญญาเป็นเลิศ”
ด้วยความเป็นยอดขุนพลผู้ผ่านศึกมานับร้อย เขาย่อมรู้ซึ้งดีว่าการทำศึกมิอาจพึ่งพาเพียงความกล้าหาญ หากแต่ยังต้องอาศัยสติปัญญาควบคู่กันไปด้วย
“กล้าหาญชาญชัยเหรอ” ฉูหยวนส่ายหน้าพลางหัวเราะร่วน
หานซิ่นคือบุคคลระดับตำนานในประวัติศาสตร์การทหารของหัวเซี่ยเชียวนะ
“ถ้าจะบรรยายถึงหานซิ่น จะใช้คำว่ากล้าหาญชาญชัยไม่ได้หรอกนะ”
“เซี่ยงอวี่ทำศึก อาศัยความกล้าหาญขับเคลื่อนกองทัพ อาศัยขวัญกำลังใจของคนเพียงคนเดียว ขับเคลื่อนขวัญกำลังใจของทหารทั้งกองทัพ”
“แต่หานซิ่นทำศึก อาศัยสติปัญญาขับเคลื่อนกองทัพ มักจะใช้แผนการที่คาดไม่ถึงเอาชนะศัตรู ใช้กำลังน้อยเอาชนะกำลังมาก ใช้ความอ่อนแอเอาชนะความแข็งแกร่ง!”
“โอ้!” เหมิงเถียนหูผึ่งขึ้นมาทันที
ใช้กำลังน้อยเอาชนะกำลังมาก ใช้ความอ่อนแอเอาชนะความแข็งแกร่งกระนั้นหรือ
เช่นนั้นหานซิ่นผู้นี้ก็นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว
วิธีการเช่นนี้ยังสามารถนำมาใช้เอาชนะศึกได้อีกหรือ
ต้องทราบว่าการทำศึกมิใช่เรื่องล้อเล่น ศัตรูมีไพร่พลมากกว่า อาวุธยุทโธปกรณ์เพียบพร้อมกว่า นั่นย่อมหมายถึงความได้เปรียบโดยธรรมชาติ เจ้าพ่ายแพ้เปรียบเชิงตั้งแต่เริ่มแรกแล้วจะเอาสิ่งใดไปสู้รบปรบมือกับผู้อื่นเล่า
ถึงกระนั้นก็มีบางคนที่สามารถใช้กำลังน้อยและอ่อนแอเอาชนะศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าได้จริงๆ
ยกตัวอย่างเช่น เทพสงครามป๋ายฉี่ เขาก็สามารถทำได้
เหมิงเถียนเองผู้เป็นยอดขุนพลในช่วงปลายราชวงศ์ฉิน บางคราวก็สามารถสร้างปาฏิหาริย์เช่นนั้นได้เหมือนกัน
“แล้วหานซิ่นมีศึกใดที่ใช้กำลังน้อยเอาชนะกำลังมากบ้างหรือ” ฉินสื่อหวงทรงล่วงรู้ว่าเหมิงเถียนต้องการจะถามสิ่งใด จึงตรัสถามขึ้นมาเสียเอง
“ศึกหันหลังชนน้ำไงครับ!” ฉูหยวนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ศึกหันหลังชนน้ำ!” ทุกคนต่างชะงักงัน
หันหลังให้แม่น้ำแล้วทำศึก ฟังเพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่าเป็นการกระทำที่อันตรายถึงเพียงใด
เหมิงเถียนเบิกตากว้าง “ศึกหันหลังชนน้ำ เป็นหานซิ่นที่ทำศึกนี้หรือ”
“ใช่ครับ” ฉูหยวนพยักหน้า
“ตอนนั้นหานซิ่นมีทหารในมือแค่สามหมื่นนาย แถมยังฝึกมาไม่ค่อยดีด้วย”
“ตอนนั้นแคว้นจ้าวยกทัพมาสองแสนนาย ตั้งใจจะฆ่าพวกเขาทิ้งให้หมด พวกคุณว่าหานซิ่นควรทำยังไง”
“สองแสนต่อสามหมื่น!” เหมิงเถียนได้ยินตัวเลขก็ชะงักค้างไปในทันที
สองแสนสู้กับสามหมื่น!
อัตราส่วนกำลังรบแทบจะเจ็ดต่อหนึ่งเลยทีเดียว
ต้องทราบว่าต่อให้เป็นป๋ายฉี่ทำศึก ทุกครั้งที่ใช้ความอ่อนแอเอาชนะความแข็งแกร่งก็ยังไม่เคยเผชิญกับอัตราส่วนกำลังรบที่ห่างชั้นเกินกว่านี้เลย
เหมิงเถียนตกตะลึงอย่างแท้จริง เขากำลังคิดคำนวณในใจว่า หากเป็นตนเองที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์เข้าตาจนเช่นนี้ ก็คงทำได้เพียงสั่งถอยทัพเพื่อตั้งรับเท่านั้น
ฉินสื่อหวงและหลี่ซือก็ลอบตื่นตะลึงเช่นกัน แม้พวกตนจะไม่สันทัดเรื่องการทำศึก ทว่าก็เคยผ่านพบสงครามมานับไม่ถ้วน อัตราส่วนกำลังรบที่เหลื่อมล้ำถึงเพียงนี้ ต่อให้ป๋ายฉี่ฟื้นคืนชีพกลับมาเกิดใหม่ก็ยังต้องคิดหาวิธีรับมืออย่างหนัก
“แล้วหลังจากนั้นหานซิ่นทำศึกอย่างไรหรือ ยอมจำนน หรือว่าถอยทัพตั้งรับ” องค์ชายเกาเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“หานซิ่นไม่ยอมจำนนหรอกครับ” ฉูหยวนหัวเราะ
“เขานำทหารสองหมื่นกว่านายไปปะทะกับกองทัพแคว้นจ้าวตรงๆ เลย”
“หา กล้าปะทะตรงๆ หรือ จะเอาชนะได้อย่างไร” เหมิงเถียนร้องเสียงหลง
“ใช่ครับ” ฉูหยวนพยักหน้ายืนยัน
“กองทัพของหานซิ่นโจมตีเพียงครั้งเดียวก็พ่ายแพ้ แล้วก็ถอยทัพ”
“สุดท้ายก็ถอยไปถึงริมแม่น้ำ แล้วจัดทัพหันหลังให้แม่น้ำ”
“อันใดนะ จัดทัพหันหลังให้แม่น้ำ!” เหมิงเถียนได้ยินคำบอกเล่านั้นก็แทบจะคิดว่าตนเองหูฝาดไป
“อาจารย์ฉู ท่านมิได้กล่าวล้อเล่นใช่หรือไม่ มิใช่บอกว่าหานซิ่นทำศึกเก่งกาจหรือ”
“จัดทัพหันหลังให้แม่น้ำ นั่นมิใช่การตัดทางรอดของตนเองหรอกหรือ หากเป็นเช่นนั้นก็ต้องถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นสิ!”
องค์ชายเการู้สึกคล้อยตาม หานซิ่นผู้นี้คงทำศึกไม่เป็นเสียแล้วกระมัง
“ใช่ครับ ตอนนั้นแคว้นจ้าวก็คิดแบบนี้เหมือนกัน” ฉูหยวนหัวเราะเบาๆ
“ดังนั้นแม่ทัพแคว้นจ้าวก็เลยประมาทหานซิ่น คิดว่าเขาทำศึกไม่เป็น แล้วก็สั่งให้กองทัพแคว้นจ้าวทุ่มกำลังทั้งหมดเข้าโจมตี”
“แต่ตอนนั้นหานซิ่นกลับบอกกับทหารว่า ข้างหลังคือแม่น้ำ พวกเราหนีก็หนีไม่พ้น ยอมจำนนก็ต้องตาย สู้ตายกับพวกมันไปเลยดีกว่า!”
“แล้วทหารทุกคนก็ระเบิดพลังรบแบบหนึ่งสู้สิบออกมา พริบตาเดียวก็ตีกองทัพหน้าของแคว้นจ้าวแตกพ่ายไปเลย!”
“ตอนนั้นกองทัพแคว้นจ้าวยังคิดจะบุกต่อ แต่ผลคือ ก่อนหน้านี้หานซิ่นแอบทิ้งทหารไว้สองพันนาย”
“พวกเขายึดค่ายหลักของกองทัพแคว้นจ้าวได้ แล้วก็เอาธงของกองทัพฮั่นไปปักไว้ทั่ว พร้อมกับตะโกนเสียงดังว่าค่ายหลักของกองทัพแคว้นจ้าวถูกยึดแล้ว ทัพใหญ่ของกองทัพฮั่นมาแล้ว”
“แล้วกองทัพแคว้นจ้าวก็เสียขบวน พ่ายแพ้ยับเยินตลอดแนวรบ แม่ทัพก็ถูกตัดหัว”
“อ้อ เข้าใจแล้ว!” เหมิงเถียนฟังมาถึงตรงนี้ก็กระจ่างแจ้งแก่ใจในทันที
พร้อมกันนั้นเหงื่อเย็นเยียบก็หลั่งซึมออกมาทั่วทั้งแผ่นหลัง
ก่อนหน้านี้เขาก็เคยประมาทหานซิ่น แอบสงสัยว่าจะหนีไปจัดทัพริมแม่น้ำเพื่อการใด
ยามนี้เข้าใจถ่องแท้แล้ว
จัดทัพหันหลังให้แม่น้ำ เพื่อยกระดับพลังรบของทหารให้ฮึดสู้!
ยึดค่ายปักธง เพื่อลดทอนขวัญกำลังใจของกองทัพศัตรู!
ฝ่ายหนึ่งฮึดสู้ ฝ่ายหนึ่งเสียขวัญเช่นนี้ หานซิ่นไม่ชนะก็แปลกแล้ว!
หานซิ่นช่างน่าสะพรึงกลัวนัก!
ยอดขุนพลอย่างเหมิงเถียนตกตะลึงจริงๆ
แผนการของหานซิ่นถึงกับนำมาพลิกแพลงใช้ได้ล้ำลึกถึงขั้นนี้เชียวหรือ!
ต้องทราบว่าหากก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว หานซิ่นก็ต้องตายอย่างไร้ที่ฝังศพ
แต่ชายผู้นี้กลับไม่พลาดเลยแม้แต่ก้าวเดียว!
น่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว!
เหมิงเถียนส่ายหน้าช้าๆ หากเขาต้องทำศึกกับหานซิ่น เกรงว่าคงไม่อาจเอาชนะได้อย่างแน่นอน
หากต้องตกเป็นศัตรูกับคนผู้นี้จริงๆ เห็นทีคงทำได้เพียงเชิญป๋ายฉี่ให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมารับมือเท่านั้น
“หานซิ่นเก่งกาจจริงๆ นี่หรือคือศึกที่เขาใช้ความอ่อนแอเอาชนะความแข็งแกร่ง” ฉินสื่อหวงทรงส่ายพระพักตร์พลางถอนปัสสาสะ
มิน่าเล่าหลิวปังจึงสามารถครอบครองใต้หล้าได้
มีทั้งขุนนางฝ่ายบุ๋นอย่างจางเหลียงและเซียวเหอ
ซ้ำยังมีขุนนางฝ่ายบู๊อย่างหานซิ่น
บุคคลทั้งสามนี้ต่อให้ผูกสุนัขโง่งมไว้บนบัลลังก์สักตัว ก็ยังสามารถช่วยเหลือให้แย่งชิงใต้หล้ามาครอบครองได้สำเร็จกระมัง
ฉินสื่อหวงทรงปีติยินดีหาใดเปรียบ
ในเมื่อยามนี้พระองค์ยังไม่สวรรคต ใต้หล้าก็ยังไม่เข้าสู่กลียุค เช่นนั้นผู้มีความสามารถเหล่านี้ เจิ้นจะต้องดึงตัวมาเป็นกำลังหลักให้จงได้!
“ศึกที่หานซิ่นใช้ความอ่อนแอเอาชนะความแข็งแกร่ง ไม่ได้มีแค่นี้หรอกนะ” ฉูหยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรื่อยเฉื่อย
“อ้อ” ฉินสื่อหวงยิ่งทรงอยากรู้มากขึ้นไปอีก
“ยังมีอีกหรือ”
“แน่นอนครับ” ฉูหยวนกล่าว
“หานซิ่นพัฒนาจนแข็งแกร่งขึ้น แต่ยังไงเขาก็เป็นลูกน้องของหลิวปัง พอหลิวปังเห็นว่าหานซิ่นมีลูกน้องเยอะขนาดนี้ ในใจก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจ”
“เดิมทีหานซิ่นจะไปตีแคว้นฉี แต่หลิวปังกลับโผล่มาจู่ๆ แล้วก็ริบเอาทหารของหานซิ่นไปหมดเลยในคราวเดียว เหลือทิ้งไว้ให้แค่สองพันคน”
“แต่ตอนนั้นแคว้นฉีมีเมืองตั้งเจ็ดสิบกว่าเมือง มีกองทัพตั้งหลายแสนนาย”
“อันใดนะ!”
ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นได้ยินก็ตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ
สองพันคนไปตีหลายแสนคนกระนั้นหรือ
นี่มันเรื่องล้อเล่นอันใดกัน!