- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นครูตาบอดห้าปี รู้ตัวอีกทีลูกศิษย์ก็พาต้าฉินครองโลกไปแล้ว
- บทที่ 22 ตัดสินชัยชนะห่างออกไปพันลี้
บทที่ 22 ตัดสินชัยชนะห่างออกไปพันลี้
บทที่ 22 ตัดสินชัยชนะห่างออกไปพันลี้
“เซี่ยงอวี่ผู้นี้ใช้ไม่ได้”
“สังหารราชวงศ์ฉิน”
“ฝังทั้งเป็นทหารยอมจำนน”
“นิสัยโหดเหี้ยมอำมหิต ใช้ไม่ได้เด็ดขาด!” หลี่ซือคัดค้านอย่างบ้าคลั่ง
ฉินสื่อหวงกลับทรงเงียบงัน พระองค์ทรงพิจารณาเรื่องการสังหารราชวงศ์ฉินมาก่อนหน้านี้แล้ว แม้จะทรงกริ้วมากเพียงใด หากแต่เมื่อพ่ายแพ้สงคราม การที่ราชวงศ์ถูกกวาดล้างย่อมเป็นเรื่องปกติ อีกทั้งญาติพี่น้องของเซี่ยงอวี่ก็ถูกกองทัพต้าฉินสังหารไปไม่น้อยเช่นกัน ถึงกระนั้นการฝังทั้งเป็นทหารยอมจำนน...
“เหล่าเหมิง” ฉินสื่อหวงทรงเบนพระเนตรไปทางเหมิงเถียน
“อืม...” พระองค์ทรงขมวดพระขนงมุ่นเมื่อเห็นว่าเหมิงเถียนถึงกับหลับตา ไม่ยอมเอื้อนเอ่ยแม้แต่คำเดียว
“เหล่าเหมิง เจ้ากำลัง...”
“...” เหมิงเถียนก็ยังคงนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา
“เหล่าเหมิง” คราวนี้น้ำเสียงของฉินสื่อหวงหนักแน่นขึ้นมาหลายส่วน
“อ๊ะ...” ยามนี้เหมิงเถียนจึงค่อยรู้สึกตัว
“ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ เมื่อครู่กระหม่อมเหม่อลอยไปสักหน่อย เป็นเพราะกระหม่อมกำลังคิดถึงแม่ทัพป๋ายฉี่”
“ป๋ายฉี่หรือ” จู่ๆ ฉินสื่อหวงก็ทรงกระจ่างแจ้งในสิ่งใดบางอย่างขึ้นมา
ป๋ายฉี่คือผู้ใดกันเล่า
เขาคือหนึ่งในสี่ยอดขุนพลแห่งยุคจ้านกั๋ว!
เจ้าของฉายาจอมสังหาร!
เพราะสิ่งที่ป๋ายฉี่มักจะกระทำเป็นประจำก็คือการนำทหารที่พ่ายแพ้สงครามไปฝังทั้งเป็น ฝังกลบทั้งที่ยังมีชีวิต
ผู้คนที่ป๋ายฉี่เคยสังหารนั้นมีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน!
ศึกฉางผิงฝังทั้งเป็นและตัดหัวทหารจ้าวสี่แสนห้าหมื่นนาย
ศึกอีเชวี่ยกวาดล้างกองทัพพันธมิตรหานเว่ยสองแสนสี่หมื่นนาย
ศึกเยียนอิ่งตีเมืองหลวงแคว้นฉู่แตก สังหารทหารและราษฎรด้วยการปล่อยน้ำท่วมหลายแสนคน
ศึกหัวหยางตัดหัวกองทัพพันธมิตรจ้าวเว่ยที่มาช่วยเหลือแคว้นหานหนึ่งแสนห้าหมื่นนาย
ศึกสิงเฉิงตัดหัวทหารหานห้าหมื่นนาย
เพียงแค่ห้าศึกนี้ กองทัพศัตรูที่ป๋ายฉี่สังหารก็มีจำนวนเกินกว่าหนึ่งล้านนายแล้ว!
ในยุคหลังถึงกับมีข่าวลือเล่าขานกันว่า ป๋ายฉี่เคยลั่นวาจาเอาไว้ หากศึกใดมิอาจเด็ดหัวข้าศึกได้ถึงห้าแสนนาย ข้าป๋ายฉี่ก็คร้านจะลงมือ!
ดังนั้นทหารสองแสนนายของเซี่ยงอวี่เมื่อนำมาเทียบกับป๋ายฉี่แล้วจะนับเป็นสิ่งใดได้
เรื่องพรรค์นี้ในสายตาของเหมิงเถียนถือเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง
ผู้มีเมตตาย่อมไม่อาจคุมทัพ
ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา หากเจ้าเป็นเซี่ยงอวี่ที่ต้องเผชิญหน้ากับทหารยอมจำนนถึงสองแสนนายจะจัดการอย่างไร
วันหนึ่งต้องผลาญเสบียงอาหารไปมากน้อยเท่าใด ซ้ำยังต้องมากังวลว่าทหารยอมจำนนเหล่านั้นจะลุกฮือก่อกบฏอีกหรือไม่
เมื่อฉินสื่อหวงทรงได้ยินเหมิงเถียนกล่าวเช่นนี้ พระองค์ก็ทรงเข้าใจความคิดของยอดขุนพลเช่นกัน ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังคงไม่สบพระทัยนัก จึงทรงตบศีรษะเหมิงเถียนไปหนึ่งที
“มีอันใดก็พูดมา แกล้งทำเป็นลึกล้ำอันใดกัน ยังจะมาใช้ความคิดอีก!”
เป็นแค่คนเถื่อน ยังจะมาเล่นลูกไม้เล่นลิ้นอันใดอยู่อีก
“ผู้ใหญ่บ้าน!” หลี่ซือเองก็เข้าใจความหมายของเหมิงเถียน เขาจึงคิดจะเอ่ยปากตักเตือนอีกครั้ง
“ไม่ต้องพูดแล้ว” ฉินสื่อหวงตรัสขัดจังหวะคำพูดของหลี่ซือ
พระองค์ทรงตัดสินพระทัยแน่วแน่แล้ว
เซี่ยงอวี่คือผู้มีความสามารถ เป็นผู้มีความสามารถที่ในรอบหลายพันปีของหัวเซี่ยจะปรากฏตัวขึ้นสักคน
ยามนี้ฉินสื่อหวงทรงมีมันฝรั่ง ทั้งยังมีของล้ำหน้าต่างๆ อีกมากมาย จักรวรรดิต้าฉินจะต้องขยายอาณาเขตต่อไปอย่างแน่นอน เช่นนั้นย่อมต้องการผู้มีความสามารถในการทำศึกอย่างเซี่ยงอวี่
พระองค์ทรงเป็นผู้ที่เสียดายคนเก่งเช่นกัน มิเช่นนั้นหลี่ซือ ฉุนอวี๋เยวี่ย และคนจากแคว้นอื่นเหล่านี้ก็คงไม่ได้เป็นขุนนางในต้าฉิน
หากแต่ฉินสื่อหวงก็มิใช่คนอ่อนแอ
หากเซี่ยงอวี่ดึงดันไม่ยอมสวามิภักดิ์ พระองค์ก็จะไม่ทรงมีความเมตตาต่อเขาเช่นกัน
สมควรสังหารก็ต้องสังหาร!
การเก็บเซี่ยงอวี่ที่ไม่ยอมรับใช้เอาไว้ นั่นก็เท่ากับเป็นการฟูมฟักศัตรูให้ตนเองทางอ้อม ไม่อาจหลงเหลือภัยแฝงไว้แม้แต่น้อยเด็ดขาด
เด็ดขาดในการสังหาร... นี่แหละคือวิถีแห่งจักรพรรดิ!
“อาจารย์ฉู แล้วเซี่ยงอวี่พ่ายแพ้ได้อย่างไรหรือ” ยามนี้ฝูซูเกิดความสงสัยขึ้นมา
เซี่ยงอวี่เก่งกาจถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงพ่ายแพ้ได้เล่า
เหมิงเถียนเองก็เคลือบแคลงใจเช่นกัน เขาคือบุรุษที่สามารถต่อกรกับจางหานได้อย่างสูสีเชียวนะ ตัวเหมิงเถียนเคยพูดคุยกับจางหาน ชายผู้นั้นยังหนุ่มแน่น มีพรสวรรค์ นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว
“ง่ายมาก ผมบอกไปแล้วไง” ฉูหยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เซี่ยงอวี่ซื้อใจคนไม่เป็น ส่วนหลิวปังซื้อใจคนเป็น”
“ดังนั้นลูกน้องของหลิวปังก็เลยมีคนเก่งๆ เยอะมาก”
“ในนั้นคนที่โดดเด่นที่สุดก็หนีไม่พ้นสามวีรบุรุษผู้ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น”
“สามวีรบุรุษผู้ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นหรือ” ฉินสื่อหวงทรงชะงักไป
“ใช่” ฉูหยวนพยักหน้า
“หลังจากต้าฉินก็คือต้าฮั่น นี่คือชื่อราชวงศ์ของหลิวปัง”
“คนที่ช่วยหลิวปังก่อตั้งราชวงศ์และมีความดีความชอบมากที่สุดก็คือ จางเหลียง เซียวเหอ และหานซิ่น”
“อ้อ” ฉินสื่อหวงทรงสนพระทัยขึ้นมา ต้าฉินผ่านไปไม่กี่ปีก็จะกลายเป็นต้าฮั่น
เช่นนั้นผู้มีความสามารถเหล่านี้ในยามนี้ก็คือคนที่มีชีวิตอยู่จริงๆ ในหมู่ราษฎร
พระองค์ต้องฟังให้ชัดเจน ตามหาพวกเขาให้พบ แล้วปราบผู้มีความสามารถเหล่านี้ให้ยอมจำนนล่วงหน้า
“เรามาพูดถึงจางเหลียงกันก่อน” ฉูหยวนเอ่ยปาก
“จางเหลียง นามรองจื่อฝาง”
“วีรบุรุษในยุคหลังนับไม่ถ้วนหากได้กุนซือที่เก่งกาจก็มักจะชื่นชมเช่นนี้ว่า ‘ท่านก็คือจื่อฝางของพวกเรา’”
“หรือว่าข้าได้ใครสักคนมา ก็ไม่ต่างอะไรกับโจวได้หลวี่วั่ง ฮั่นได้จางเหลียง”
อันใดนะ!
ทุกคนล้วนตกตะลึงสุดขีด!
โจวได้หลวี่วั่ง!
ฮั่นได้จางเหลียง!
นี่คือการนำจางเหลียงไปเปรียบเทียบกับหลวี่วั่งกระนั้นหรือ
หลวี่วั่งคือผู้ใดกัน
หากพูดชื่อหลวี่วั่ง คนทั่วไปอาจจะไม่รู้จัก ทว่าหากเอ่ยถึงอีกชื่อหนึ่งของเขา ทุกคนย่อมต้องเคยได้ยินอย่างแน่นอน
เจียงจื่อหยา
หลวี่วั่งก็คือเจียงจื่อหยา!
ความสำเร็จของจางเหลียงที่มีต่อฮั่นถึงกับสามารถเทียบเคียงความสำเร็จของเจียงจื่อหยาที่มีต่อโจวได้เชียวหรือ!
ใต้หล้าแปดร้อยปีของราชวงศ์โจวล้วนเป็นเจียงจื่อหยาที่สร้างขึ้นมาทั้งสิ้น จางเหลียงผู้นี้ช่างเก่งกาจยิ่งนัก
“ฮ่าๆๆๆ!” ฉินสื่อหวงกลับทรงตื่นเต้นหาใดเปรียบ
ไม่ว่าอย่างไร ผู้มีความสามารถผู้นี้เจิ้นก็ต้องการแล้ว
เจิ้นต้องการตัวเขาอย่างแน่นอน!
ฉูหยวนเอ่ยต่อไป “จางเหลียงเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย มักจะใช้เพียงแผนเดียวก็สามารถตัดสินชัยชนะห่างออกไปพันลี้ได้”
“แผนการของจางเหลียงเคยช่วยหลิวปังให้รอดพ้นจากวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง”
ตัดสินชัยชนะห่างออกไปพันลี้!
ทุกคนยิ่งตกตะลึงมากขึ้นไปอีก!
นี่คือความสามารถในการคำนวณระดับใดกัน
ฝูซู องค์ชายเกา และฉินจื่ออิงล้วนขมวดคิ้ว พวกเขากระทั่งสิ่งที่อาจารย์สอนก็ยังไม่เข้าใจแจ่มแจ้งเลย แต่จางเหลียงกลับสามารถตัดสินชัยชนะห่างออกไปพันลี้ได้
ช่างเก่งกาจเกินไปแล้ว
หลี่ซือยิ่งตกตะลึง
เขาคือผู้ใดกัน เขาคือขุนนางอันดับหนึ่งใต้บังคับบัญชาของฉินสื่อหวงเชียวนะ
แต่ต่อให้เป็นเขา ก็ยังมิอาจทำได้ถึงขั้นตัดสินชัยชนะห่างออกไปพันลี้
จางเหลียงผู้นี้ช่างเก่งกาจเหลือเกิน
“แต่ว่า” จู่ๆ ฉูหยวนก็เอ่ยขึ้น
“จางเหลียงมีเรื่องหนึ่งที่แยกไม่ออกจากจิ๋นซีฮ่องเต้”
“อ้อ เรื่องอันใดหรือ” ฉินสื่อหวงทรงสนพระทัยขึ้นมา หรือว่าเมื่อก่อนจางเหลียงเคยมาสวามิภักดิ์กับเจิ้น แต่เจิ้นกลับมองไม่เห็นค่ากระนั้นหรือ
หากเป็นเช่นนั้นก็น่าเสียดายเกินไปแล้ว
เพียงชั่วลมหายใจต่อมา คำพูดของฉูหยวนกลับทำให้ทุกคนตื่นตะลึง
“จางเหลียงเคยลอบสังหารจิ๋นซีฮ่องเต้”
“อันใดนะ! ลอบสังหารเจิ้น... ข้าหรือ” ฉินสื่อหวงทรงตกตะลึง
“คุณเป็นอะไรของคุณ” ฉูหยวนจนด้วยคำพูด
“คุณก็ไม่ใช่จิ๋นซีฮ่องเต้เสียหน่อย”
“เอ่อ... แล้วอาจารย์ฉู ตกลงมันเป็นเรื่องอันใดกันแน่ขอรับ” ฝูซูเอ่ยถามอยู่ด้านข้าง
“ผมเคยบอกไปแล้วว่าสาเหตุที่จิ๋นซีฮ่องเต้สวรรคตมีอยู่สามข้อ ข้อแรกคือสวีฝูวางยาพิษ”
ฉูหยวนไม่ได้ตอบโดยตรง หากแต่เปลี่ยนมุมมองในการอธิบาย
“อีกข้อหนึ่งก็คือ จิ๋นซีฮ่องเต้อดนอนตรวจฎีกาเป็นประจำ ร่างกายก็เลยทรุดโทรม”
ฉินสื่อหวงทรงได้ยินก็ทรงเงียบงันไป
หลี่ซือ เหมิงเถียน และคนอื่นๆ ต่างพากันพยักหน้า
โดยทั่วไปหลังจากพวกเขาเลิกว่าราชการหรือจัดการงานราชการเสร็จสิ้น ก็จะพักผ่อนหย่อนใจสักหนึ่งเค่อ
มีภรรยา มีลูกๆ และเตียงอุ่นๆ ให้พักพิง
มีอนุภรรยา มีบุตรหลานให้ได้ซุกตัวในผ้าห่มหลับสบาย
ผิดกับฉินสื่อหวงที่การอดนอนตรวจฎีกากลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว
ก่อนที่ฉินสื่อหวงจะเสวยโอสถของสวีฝู อันที่จริงพระวรกายก็ค่อนข้างทรุดโทรมอยู่บ้างแล้ว แต่พระองค์กลับทรงคิดไม่ถึงเลยว่าสาเหตุจะเป็นเพราะทรงงานหนักเกินไป
พระองค์ทรงเงียบงันพิจารณาใคร่ครวญ เห็นทีต้องเรียกใช้งานผู้มีความสามารถมาช่วยแบ่งเบาภาระให้มากขึ้นเสียแล้ว
มิเช่นนั้นหากต้องทรงงานจนสวรรคต ต่อให้ต้าฉินมั่งคั่งแข็งแกร่งเพียงใดก็ไร้ผู้ปกครองอยู่ดี
“ยังเหลืออีกข้อหนึ่ง คืออะไร” ฉูหยวนเอ่ยถามต่อ
“ลอบสังหาร!”
ยามนี้ทุกคนต่างขานตอบเป็นเสียงเดียวกัน เพราะเมื่อครู่ฉูหยวนเพิ่งจะบอกไปหยกๆ
“ถูกต้อง!” ฉูหยวนเอ่ยปากรับ
“สาเหตุที่เหลืออีกข้อหนึ่งก็คือจางเหลียง ในปีที่ยี่สิบเก้าแห่งรัชศกฉินสื่อหวง ซึ่งเป็นการเสด็จประพาสตะวันออกครั้งที่สามของจิ๋นซีฮ่องเต้”
“เขาได้ลอบสังหารจิ๋นซีฮ่องเต้ที่ป๋อหล่างซา!”