เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 อาชีพที่เจิดจรัสที่สุดในใต้หล้า

บทที่ 14 อาชีพที่เจิดจรัสที่สุดในใต้หล้า

บทที่ 14 อาชีพที่เจิดจรัสที่สุดในใต้หล้า


"อร่อยล้ำ อร่อยยิ่งนัก!"

เหมิงเถียนมือหนึ่งถือคากิ อีกมือหนึ่งจับหางหมูเอาไว้แน่น เขากัดกินอย่างตะกละตะกลามจนน้ำมันหมูเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปทั่วทั้งริมฝีปาก

ฉินสื่อหวงเองก็ทรงตื่นเต้นผิดปกติเช่นกัน หากมิใช่เพราะทรงติดขัดเรื่องฐานะองค์โอรสสวรรค์อันสูงส่ง พระองค์ก็แทบจะอยากใช้พระหัตถ์หยิบฉวยชิ้นเนื้อขึ้นมาเสวยให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยเชียว

"เจิ้นตัดสินใจแล้ว ภายหน้าเนื้อสุกรเหล่านี้จะถูกนำมาใช้เป็นอาหารต้อนรับอาคันตุกะต่างถิ่นด้วยธรรมเนียมขั้นสูงสุดของพวกเรา"

"เอาที่สบายใจเลย"

ฉูหยวนถึงกับไปไม่เป็นจนได้แต่ลอบบ่นในใจ หมู่บ้านเล็กๆ กันดารแค่นี้ ยังจะมีหน้าไปต้อนรับแขกจากต่างถิ่นที่ไหนได้อีก

สิ่งที่ฉูหยวนหารู้ไม่ก็คือ สถานที่แห่งนี้หาใช่หมู่บ้านเล็กๆ บนเขาอย่างที่เขาเข้าใจ แต่กลับเป็นถึงศูนย์กลางแห่งจักรวรรดิต้าฉินอันเกรียงไกร พระราชวังเสียนหยางนั่นเอง

และสิ่งที่เขาไม่รู้ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ในภายภาคหน้าฉินสื่อหวงจะทรงนำเนื้อสุกรไปต้อนรับอาคันตุกะจากยุคหลังจริงๆ ซึ่งบุคคลผู้นั้นก็คือปฐมจักรพพรดิผู้ก่อตั้งราชวงศ์ต้าหมิงนามว่าจูหยวนจาง

อีกทั้งฉินสื่อหวงยังทรงบอกกล่าวแก่แขกผู้นั้นด้วยความภาคภูมิใจว่า สิ่งนี้มีนามว่าจูหยวนจ่าง และเนื่องจากมีน้ำหนักสุทธิแปดตำลึงแปดเฉียน ดังนั้นจึงมีอีกนามหนึ่งว่าจูฉงปา

ฉินสื่อหวงทรงเสวยเนื้อสุกรไปพลางตรัสถามไปพลาง "อาจารย์ฉู เหตุใดท่านจึงเก่งกาจรอบด้าน ทำเป็นเสียทุกสิ่งเลยเล่า"

"เมื่อก่อนเจิ้นเหตุใดจึงไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า หลังจากตอนสุกรแล้ว กลิ่นสาบร้ายกาจจะมลายหายไปสิ้น ทั้งยังเลิศรสถึงเพียงนี้"

"อย่าว่าแต่เจิ้นจะไม่รู้เลย กระทั่งบรรดาหมอเทวดาหรือพ่อครัวเทวดาในวังหลวงเหล่านั้นก็ยังโง่เขลาเบาปัญญาไม่รู้เรื่องนี้เช่นกัน"

อันที่จริงแล้ว งานเลี้ยงสุกรล้วนที่ฉูหยวนทำขึ้นมานั้น มิได้ใส่เครื่องปรุงรสมากมายเหมือนในยุคสมัยปัจจุบันของเขาแต่อย่างใด

ฉูหยวนเองก็แอบสงสัยอยู่เหมือนกันว่า ทำไมหมู่บ้านแห่งนี้ถึงกันดารขนาดนี้ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีรถยนต์ ไม่มีผักชนิดอื่นก็ช่างมันเถิด

ไอ้เรื่องไม่มีพริก โป๊ยกั๊ก หรืออบเชยก็ยังพอถูไถเข้าใจได้

แต่ทำไมถึงขนาดซีอิ๊วกับผงชูรสก็ยังไม่มีให้ใช้ กระทั่งเกลือที่มีก็ยังเป็นแบบเกลือเม็ดหยาบๆ เสียอย่างนั้น

เพื่อที่จะรังสรรค์อาหารมื้อนี้ให้ออกมาดูดีมีชาติตระกูล ฉูหยวนต้องลงทุนเตรียมการล่วงหน้าไว้ตั้งมากมาย ทั้งไปเดินตามหาเครื่องเทศที่ช่วยเพิ่มความหอม ตามหาพืชที่ให้รสเผ็ดร้อน แถมยังต้องเอาเกลือหยาบมาสกัดกรองให้กลายเป็นเกลือป่นอีกต่างหาก

ถึงจะพยายามขนาดนั้น ที่นี่กลับไม่มีแม้กระทั่งกระทะสำหรับผัดด้วยซ้ำ เลยทำได้แค่วิธีตุ๋นอย่างเดียว ซ้ำร้ายยังต้องใช้น้ำมันหมูมาเป็นส่วนผสมหลักในการตุ๋นอีก

ผลลัพธ์มันเลยออกมาเป็นสภาพอย่างที่เห็นนี่แหละ อย่าว่าแต่เอาไปเทียบชั้นกับเหลาอาหารหรูๆ เลย ต่อให้เทียบกับฝีมือทำกับข้าวกินเองที่บ้าน มันก็ยังห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว

"เนื้อสุกรนี่หอมหวนยิ่งนัก เจิ้นถูกใจจริงๆ" ผิดกับฉินสื่อหวงที่ทรงเสวยอย่างเบิกบานใจเป็นที่สุด

ด้วยฉินสื่อหวงไม่เคยสัมผัสกับวิธีการปรุงอาหารชั้นเลิศเช่นนี้มาก่อน จึงทรงรู้สึกว่ารสชาติของมันช่างโอชารสหาใดเปรียบ!

ยามนี้พระองค์แทบจะอยากมีรับสั่งไล่ตะเพิดพวกพ่อครัวหัวป่าก์ในวังหลวงออกไปให้หมดสิ้น วันๆ เอาแต่ทำอาหารขยะอันใดออกมาให้เสวยกัน!

ดูอย่างอาจารย์ฉูที่เป็นเพียงบัณฑิตสอนหนังสือสิ พวกเจ้าที่เป็นถึงพ่อครัวหลวงโดยเฉพาะ อุตส่าห์ร่ำเรียนศึกษามาทั้งชีวิตกลับสู้ฝีมือเขาไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บ! ช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี!

"นี่นับเป็นอาหารที่เลิศรสที่สุดเท่าที่เจิ้นเคยเสวยมาในชีวิตนี้จริงๆ"

"คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าหลังจากจับสุกรไปตอนแล้ว จะสามารถนำมารังสรรค์เป็นอาหารรสโอชาได้ถึงเพียงนี้"

ฉูหยวนนั่งฟังฉินสื่อหวงที่เดี๋ยวก็สรรพนามแทนตัวเองว่าข้า เดี๋ยวก็แทนว่าเจิ้น ก็ได้แต่ปลงตกและถือเสียว่าตาลุงนี่คงป่วยเป็นโรคจูนิเบียวขั้นรุนแรง เขาชินชาเสียแล้วล่ะ

แต่ก็นะ นี่มันศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดแล้วแท้ๆ ทำไมถึงยังไม่รู้จักวิธีการตอนหมูแบบนี้กันอีก ฉูหยวนล่ะไม่เข้าใจตรรกะของคนหมู่บ้านนี้เลยจริงๆ

เขาคร้านที่จะอธิบายให้มากความจึงเอ่ยออกไป "ถ้าพวกคุณอยากเรียน ผมสอนให้ก็ได้นะ"

อันที่จริงทักษะการตอนหมูนี้ของฉูหยวน ก็เป็นทักษะที่เขาได้รับมาจากระบบตอนที่เริ่มสอนพวกฉินซูในคราวแรกนั่นแหละ

ตอนนั้นฉูหยวนก็สังเกตเห็นว่าหมูของที่นี่ ไม่เคยผ่านการตอนมาเลยสักตัวเดียว

ดังนั้นเพื่อปากท้องที่จะได้กินเนื้อหมูอร่อยๆ ฉูหยวนจึงยอมลงทุนลงแรงจับลูกหมูมาตอนเองเสียฝูงหนึ่ง

จากนั้นพอเวลาผ่านไปสามเดือน หมูพวกนี้ก็เติบโตขึ้นมาได้ไม่เลวเลยทีเดียว ฉูหยวนก็เลยจัดการชำแหละไปหนึ่งตัว พวกเขาก็เลยได้กินเนื้อหมูหอมกรุ่นในวันนี้นี่แหละ

เรื่องการตอนสุกรนี้ อันที่จริงฉินสื่อหวงก็ทรงทราบดีอยู่ก่อนแล้ว เนื่องจากตอนนั้นเคยมีคนมารายงานเรื่องนี้ให้ทรงทราบ

ทว่าฉินสื่อหวงมิได้ทรงใส่พระทัยอันใด ยังแอบดำริไปว่านั่นคงเป็นเพียงรสนิยมส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ ของฉูหยวนเท่านั้น ในเมื่อชอบตอนสุกร แล้วจะชอบตอนคนด้วยหรือไม่เล่า ดูอย่างจ้าวเกานั่นเป็นอย่างไร ถึงกระนั้นฉินสื่อหวงก็ยังไม่ทรงเคยคิดจะลิ้มลองเนื้อสุกรมาก่อนเลย

"จริงหรือ วิชานี้สามารถสั่งสอนกันได้ด้วยหรือ" ยามนี้ครั้นฉินสื่อหวงทรงสดับฟัง พระองค์ก็ทรงเบิกบานพระทัยขึ้นมาในทันที

หากสามารถเรียนรู้วิชานี้ได้ ภายหน้าเจิ้นก็จะมีเนื้อสุกรชั้นเลิศให้เสวยทุกวี่ทุกวันมิใช่หรือ

"เหล่าเหมิง เจ้าจงไปเรียนรู้วิธีตอนสุกรกับท่านเซียนฉูหยวนเสียหน่อยเถิด"

"ว่าอย่างไรนะพ่ะย่ะค่ะ!"

เมื่อได้ยินพระดำรัสของฉินสื่อหวง เหมิงเถียนที่กำลังเคี้ยวเนื้อสุกรอยู่เต็มปากก็ตกตะลึงจนแทบจะพ่นของในปากออกมา

"ฝ่า... ผู้ใหญ่บ้าน ข้าเหล่าเหมิงไม่อยากจะคุยโอ้อวดอันใด หากอยู่ในราชวงศ์ฉิน ข้าก็คือแม่ทัพใหญ่เหมิงเถียนผู้เกรียงไกรเชียวนะ"

"จะให้เหมิงเถียนผู้นี้ไปเรียนวิชาตอนสุกรอย่างนั้นหรือ เรื่องพรรค์นี้สู้ไปขุดศพจ้าวเกาขึ้นมา แล้วให้มันไปทำยังจะดีเสียกว่า ขันทีเช่นมันย่อมถนัดเรื่องพรรค์นี้ที่สุดแล้ว"

"ให้คุณลุงเหมิงไปเรียนเรื่องนี้แล้วมันไม่เหมาะสมตรงไหนกัน!" ฉินสื่อหวงยังไม่ทันได้ตรัสตอบสิ่งใด ฉูหยวนก็เอ่ยขัดจังหวะแทรกขึ้นมากะทันหัน

เขาลุกพรวดขึ้นยืนด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง

"แปะ! แปะ! แปะ!"

เมื่อเห็นฉูหยวนผุดลุกขึ้น ทุกคนในโต๊ะอาหารก็พากันวางตะเกียบลงอย่างพร้อมเพรียง พวกเขารู้ชะตากรรมดีว่าอาจารย์ฉูหยวนกำลังจะเริ่มบทเรียนสั่งสอนอีกแล้ว

ทว่าเหมิงเถียนก็ยังคงไม่เข้าใจสถานการณ์อยู่ดี "อาจารย์ฉู เหตุใดข้าเหมิงเถียนจึงต้องไปเรียนเรื่องพรรค์นี้ด้วยเล่า ข้าเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ชั้นยอด แค่มีหน้าที่นำกองทัพออกศึกก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ"

"ถ้าอย่างนั้นผมขอถามคุณหน่อย แม่ทัพออกศึกโดยพึ่งพากำลังของตัวเองแค่คนเดียว หรือพึ่งพากำลังของทหารใต้บังคับบัญชากันแน่ล่ะ" ฉูหยวนเอ่ยถามกลับ

"ย่อมต้องพึ่งพากำลังทหารใต้บังคับบัญชาอยู่แล้ว" เหมิงเถียนครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบออกไป เขาจะไม่ยอมรับก็คงไม่ได้ เพราะหากเขาไม่มีทหารในมือเลยสักคน จะไปรบพุ่งกับผีสางที่ไหนได้

"ถ้าอย่างนั้นผมขอถามอีกข้อ แม่ทัพนำกองทัพทหารที่หิวโซออกศึกได้เก่งกว่า หรือนำกองทัพทหารที่กินอิ่มนอนหลับออกศึกได้เก่งกาจกว่ากัน"

"ย่อมต้องเป็นกองทัพที่กินอิ่มหนำสำราญอยู่แล้ว" คำถามข้อนี้ไม่ต้องรอให้เหมิงเถียนเป็นคนตอบ ฉินจื่ออิงก็ชิงเอ่ยโพล่งขึ้นมาเสียก่อน

ปล่อยให้หิวโซขนาดนั้นแล้วยังจะมีเรี่ยวแรงไปรบราฆ่าฟันอันใดได้อีก อย่ามากล่าวอ้างเลยว่ากองทัพที่ตรอมตรมย่อมมีชัย เพราะนั่นมันหมายถึงเรื่องขวัญกำลังใจต่างหากเล่า

ข้าวปลาอาหารก็ยังไม่มีจะตกถึงท้อง เรี่ยวแรงจะจับดาบจับกระบี่ยังไม่มี แล้วประสาอะไรจะไปรบพุ่งกับศัตรูได้ ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแล้วล่ะก็ แค่เดินเข้าหอนางโลมไปไม่ถึงชั่วน้ำเดือดก็คงหมดสภาพแล้ว

เหมิงเถียนกลับขมวดคิ้วมุ่น "ถึงกระนั้น เรื่องนี้กับการตอนสุกร ก็ยังไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อยอยู่ดี"

"มันต้องเกี่ยวข้องกันสิ" ฉูหยวนส่ายหน้าอย่างระอาใจ "ผมขอถามอีกครั้ง ทหารฝ่ายหนึ่งเติบโตมาด้วยการกินเนื้อสัตว์เน้นๆ ส่วนทหารอีกฝ่ายเติบโตมาด้วยการแทะเปลือกไม้กินรากไม้ ฝ่ายไหนจะมีแรงรบได้เก่งกาจกว่ากันล่ะ"

"นี่..."

ครั้นกล่าวมาถึงตรงนี้ เหมิงเถียนก็คล้ายจะตระหนักได้แล้วว่าฉูหยวนต้องการจะสื่อถึงสิ่งใด เขาถึงกับเงียบงันไปในชั่วพริบตา

เหมิงเถียนมักจะนำทัพทำศึกสงครามกับเผ่าซยงหนูอยู่บ่อยครั้ง เขาย่อมเข้าใจความเป็นไปของพวกชาวซยงหนูเป็นอย่างดี

ชาวซยงหนูล้วนสวมใส่เพียงเสื้อผ้าขาดวิ่นและไร้ซึ่งชุดเกราะป้องกัน ทว่าพวกเขานั้นไม่ทำเกษตรกรรมเพาะปลูก ทำเพียงเลี้ยงวัวเลี้ยงแกะไปตามวิถี

ทว่าสิ่งที่พวกเขากินเข้าไปในแต่ละวันล้วนเป็นเนื้อสัตว์ชิ้นโต แม้รูปร่างอาจจะไม่ได้สูงใหญ่นัก แต่ร่างกายกลับกำยำล่ำสันเปี่ยมไปด้วยกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่ง

ตัดภาพมาที่ภายในอาณาเขตต้าฉิน เนื่องจากมักจะเกิดทุพภิกขภัยข้าวยากหมากแพงอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นบรรดาทหารต้าฉินกระทั่งธัญพืชทั้งห้าก็ยังแทบไม่มีตกถึงท้อง ส่วนใหญ่มักจะประทังชีวิตด้วยการกินผักป่าเสียมากกว่า

ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึงเนื้อสัตว์เลยสักนิด

แต่ท้ายที่สุดแล้ว ต้นเหตุก็เป็นเพราะเนื้อสัตว์ไม่สามารถผลิตออกมาได้ในปริมาณมาก สุนัขครอกหนึ่งจะออกลูกได้สักกี่ตัวกันเชียว อีกทั้งยังมีขนาดตัวเล็กนิดเดียว

วัวยิ่งไม่ต้องพูดถึง วัวคือเครื่องมือสำคัญยิ่งยวดในการทำเกษตรกรรม ในจักรวรรดิต้าฉิน วัวไถนาทุกตัวล้วนต้องถูกนำไปขึ้นทะเบียนราษฎรอย่างเข้มงวด

อาจกล่าวได้ว่า วัวหนึ่งตัวนั้นมีค่าสำคัญยิ่งกว่าชีวิตคนเสียอีก อย่าว่าแต่แอบชำแหละวัวไถนาโดยพลการเลย การกระทำเช่นนั้นมีโทษหนักถึงขั้นบั่นคอ

กระทั่งคนเลี้ยงวัว หากปล่อยปละละเลยเลี้ยงวัวจนผอมโซ ก็ยังต้องรับโทษทัณฑ์ตามกฎหมาย

ส่วนเนื้อแกะนั้น ยิ่งไม่ต้องเก็บไปคิดให้รกสมอง ดินแดนจงหยวนจะไปมีพื้นที่เลี้ยงแกะเป็นฝูงใหญ่ได้อย่างไร ฝูงแกะเหล่านั้นล้วนเป็นชาวซยงหนูที่เลี้ยงไว้ทั้งสิ้น

ดังนั้น ทหารต้าฉินจึงแทบไม่ได้ลิ้มรสเนื้อสัตว์เลย ด้วยเหตุนี้แม้พวกเขาจะได้รับการฝึกฝนทักษะทางทหารมาเป็นอย่างดี ทว่าสมรรถภาพทางร่างกายกลับอ่อนแอและไม่เคยพัฒนาขึ้นเลยแม้แต่น้อย

ทุกคราที่กองทัพต้าฉินต้องปะทะทำศึกกับชาวซยงหนู จึงมักจะเป็นฝ่ายตกเป็นรองและเสียเปรียบอยู่เสมอ

เมื่อเหมิงเถียนคิดวิเคราะห์มาถึงจุดนี้ เขาก็ค่อยๆ กระจ่างแจ้งถึงความหมายที่ฉูหยวนต้องการจะสื่อแล้ว

"ดังนั้น ความหมายของอาจารย์ฉูก็คือ หากต้าฉินของเราสามารถเพาะเลี้ยงสุกรได้สำเร็จ เช่นนั้นทหารทุกคนก็จะมีเนื้อสุกรให้กินอย่างนั้นสินะ"

"หากเป็นเช่นนั้นจริง สมรรถภาพทางร่างกายของทหารต้าฉิน ก็จะได้รับการยกระดับขึ้นอย่างแข็งแกร่งหาใดเปรียบ!"

"ถูกต้องที่สุด!" ฉูหยวนพยักหน้ารับ "ตั้งแต่สมัยโบราณกาล ชนเผ่าเร่ร่อนมักจะกินเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลัก ดังนั้นพลังรบพื้นฐานของพวกเขาก็เลยแข็งแกร่งกว่าชนชาติจงหยวนของพวกเรายังไงล่ะ"

"แต่ถ้าหากชนชาติจงหยวนของพวกเราสามารถผลิตเนื้อสัตว์มากินกันได้อย่างแพร่หลายล่ะก็ เมื่อถึงตอนนั้นช่องว่างของพลังรบพื้นฐาน ก็จะสามารถหักล้างกันไปได้ในที่สุด"

"ข้าเข้าใจแล้ว ข้ากระจ่างแจ้งแล้ว!" เหมิงเถียนตะโกนลั่นด้วยความปีติยินดีจนหาใดเปรียบ!

"เหล่าเหมิง ยามนี้เจ้ายังกล้าคิดว่า เจิ้นกำลังใช้งานผู้มีความสามารถให้ไปทำเรื่องเล็กน้อยไร้สาระอยู่อีกหรือไม่" ฉินสื่อหวงทรงหันไปตรัสถามเหมิงเถียนด้วยรอยพระสรวล

"ไม่เลยพ่ะย่ะค่ะ ไม่เลยแม้แต่น้อย" เหมิงเถียนปีติยินดีถึงขีดสุด เขาพุ่งพรวดเข้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าของฉูหยวนด้วยความตื่นเต้นระคนศรัทธา

"ท่านเซียนฉูหยวน ได้โปรดเมตตาให้ข้าได้เรียนรู้งานฝีมืออันเจิดจรัสอย่างวิชาการตอนสุกรกับท่านด้วยเถิด!"

ทุกครั้งที่เหมิงเถียนหวนนึกถึงยามที่ตนเองเป็นผู้นำทัพใหญ่กรีธาทัพเข้าทำศึกสงครามกับเผ่าซยงหนู

ภาพของเหล่าทหารกล้าที่ต้องจบชีวิตลงมิใช่เพราะฝึกฝนมาไม่ดีพอ แต่กลับเป็นเพราะกินไม่อิ่มหนำจนไร้เรี่ยวแรงต่อสู้ จึงต้องถูกชาวซยงหนูสังหารอย่างโหดเหี้ยม ยามคิดถึงเรื่องนี้เขาก็เจ็บปวดรวดร้าวใจยิ่งนัก!

"ท่านแม่ทัพ... หากข้าได้กินของดีกว่านี้สักหน่อย... ข้าจะไม่มีทางพ่ายแพ้ให้แก่พวกชาวซยงหนูแน่... ท่านแม่ทัพ... รบกวนดูแลท่านแม่ของข้าแทนข้าด้วยเถิด"

"ท่านแม่ทัพ... เป็นเพราะพวกเราเกิดมา... ต่ำต้อยอย่างนั้นหรือ... ชั่วชีวิตนี้ข้าถึงแทบไม่เคยกินเนื้อสัตว์เลยแม้แต่คำเดียว..."

"ท่านแม่ทัพ... ข้าอยากกินเนื้อสัตว์เหลือเกิน..."

"อ๊าก! ข้าขอโทษพวกเจ้า!" เหมิงเถียนร่ำไห้ตะโกนก้อง ก่อนจะทิ้งตัวคุกเข่าลงเบื้องหน้าฉูหยวนอย่างกะทันหัน!

"ท่านอาจารย์ฉู ได้โปรดถ่ายทอดวิชานี้ให้ข้าด้วยเถิด!"

ยามนี้ ขอเพียงแค่ทำให้ศาสตร์การเลี้ยงสุกรแพร่หลายออกไปได้สำเร็จ อาณาประชาราษฎร์แห่งต้าฉินทุกคนก็จะได้มีเนื้อสัตว์ให้กินกันถ้วนหน้าแล้ว!

การตอนสุกรจะถูกเหยียดหยามว่าเป็นอาชีพชั้นต่ำได้อย่างไรกัน นี่คืออาชีพอันยิ่งใหญ่ที่จะเป็นตัวตัดสินชะตาอนาคตของจักรวรรดิต้าฉินต่างหากเล่า!

นับเป็นอาชีพที่เจิดจรัสทอแสงที่สุดภายใต้แสงตะวันอย่างแท้จริง!

จบบทที่ บทที่ 14 อาชีพที่เจิดจรัสที่สุดในใต้หล้า

คัดลอกลิงก์แล้ว