- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นครูตาบอดห้าปี รู้ตัวอีกทีลูกศิษย์ก็พาต้าฉินครองโลกไปแล้ว
- บทที่ 13 เลี้ยงรับรองจูหยวนจางด้วยงานเลี้ยงสุกรล้วนหรือ
บทที่ 13 เลี้ยงรับรองจูหยวนจางด้วยงานเลี้ยงสุกรล้วนหรือ
บทที่ 13 เลี้ยงรับรองจูหยวนจางด้วยงานเลี้ยงสุกรล้วนหรือ
“ฝ่าบาท กระหม่อมไม่มีทางทรยศพระองค์เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่ซือหวาดกลัวสุดขีดจนน้ำตาแทบจะไหลรินออกมา
“หึ เจ้าคิดว่าเจิ้นจะยังหลงเชื่อคำพูดของเจ้าอีกหรือ” ฉินสื่อหวงทรงมีพระพักตร์เย็นชา
“ทหาร!”
“พ่ะย่ะค่ะ!” เหมิงเถียนรับคำสั่งในทันที
“นำตัวหลี่ซือ... ช่างเถิด...” ครั้นรับสั่งมาถึงริมฝีปาก ฉินสื่อหวงกลับทรงลังเลพระทัย
แม้นหลี่ซือจะบังอาจทรยศพระองค์ แต่ในวาระสุดท้ายเขาก็นับว่าได้สละชีพเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อต้าฉิน ผนวกกับความผูกพันฉันกษัตริย์และขุนนางที่มีต่อกันมายาวนาน ฉินสื่อหวงจึงยากจะหักพระทัยตัดสินได้ลงคอในทันที
“นำตัวหลี่ซือไปคุมขังไว้ก่อน ระงับหน้าที่ทุกอย่างของเขาเสีย แล้วให้เฝิงชวี่จี๋เป็นผู้รักษาการแทนชั่วคราว” ในที่สุดฉินสื่อหวงก็ทรงตัดสินพระทัยเช่นนี้
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!” เหมิงเถียนเองก็เข้าใจถึงพระประสงค์เป็นอย่างดี จึงนำตัวหลี่ซือออกไป
“รอให้ถึงพรุ่งนี้ค่อยไปไต่ถามความเห็นจากท่านเซียนฉูเสียหน่อยเถิด” ฉินสื่อหวงทรงพึมพำกับพระองค์เอง
หลี่ซือเอ๋ย ความเป็นความตายของเจ้า คงต้องมอบหมายให้ท่านเซียนฉูหยวนเป็นผู้ชี้ชะตาแล้ว
วันรุ่งขึ้น
หลังจากฉินสื่อหวงทรงว่าราชการเช้าเสร็จสิ้น จึงทรงพาเหมิงเถียนมุ่งหน้าไปยังอุทยานหลวง
เบื้องหลังของพระองค์ยังมีฉินจื่ออิงผู้เป็นจักรพรรดิองค์ที่สามแห่งราชวงศ์ฉินในนามพร้อมด้วยมารดาของเขาติดตามมาด้วย
ยามนี้ฉินจื่ออิงและมารดาต่างมีสีหน้างุนงงสับสน ด้วยพวกเขาเป็นเพียงบุคคลที่ถูกลืมเลือนในวังหลวงไปเนิ่นนานแล้ว เหตุใดจู่ๆ ฉินสื่อหวงจึงทรงหันมาให้ความสนพระทัยได้เล่า
หากแต่ครั้นฉินสื่อหวงทอดพระเนตรเห็นฉินจื่ออิงกลับทรงปีติยินดียิ่งนัก ทรงไต่ถามสารทุกข์สุกดิบของเขาเสียสารพัด ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยหวัดรายเดือนพอใช้จ่ายหรือไม่ อาหารการกินในแต่ละวันถูกปากหรือไม่ อาจารย์ที่สั่งสอนหนังสือมีความรู้กว้างขวางหรือไม่ กระทั่งสาวใช้อุ่นเตียงเชื่อฟังดีหรือไม่
สิ่งที่น่าหวาดหวั่นที่สุดเห็นจะเป็นความอบอุ่นที่แวะเวียนมาเยือนอย่างกะทันหันเช่นนี้นี่เอง
ฉินจื่ออิงมีสีหน้างุนงงนัก บิดาของตนเองก็มิได้เป็นที่โปรดปรานของฉินสื่อหวงเสียหน่อย ฝ่าบาท กระหม่อมกับพระองค์มิได้สนิทสนมกันถึงเพียงนั้นกระมัง
คนทั้งหลายเดินทอดน่องจนมาถึงด้านนอกของอุทยานหลวง
“มาเถิดจื่ออิง ตามข้าเข้าไปด้านในเถิด” เมื่อรับสั่งจบและเดินมาถึงตรงนี้ มารดาของฉินจื่ออิงก็หยุดฝีเท้าลงเตรียมรออยู่ด้านนอก
ผิดคาดที่ฉินสื่อหวงกลับทรงจูงมือฉินจื่ออิง หมายจะพาเขาเข้าไปด้านในด้วยพระองค์เอง
มารดาของฉินจื่ออิงเห็นเข้าก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
นางใช้ชีวิตอยู่ในวังหลวง ย่อมเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับอุทยานหลวงแห่งนี้มาเนิ่นนาน
ได้ยินว่าระยะนี้ฉินสื่อหวงทรงพานพบท่านเซียนในอุทยานหลวง จากนั้นจึงทรงสั่งปิดล้อมอุทยานแห่งนี้เอาไว้อย่างแน่นหนา ทรงอนุญาตให้เพียงเหล่าองค์ชายเข้าไปได้เท่านั้น ส่วนบุคคลภายนอกมีเพียงแม่ทัพเหมิงเถียนเพียงผู้เดียวที่สามารถเข้าออกได้
ต่อให้เป็นอัครมหาเสนาบดีหลี่ซือผู้มีอำนาจล้นฟ้า หรือกระทั่งจ้าวเกาที่เคยได้รับความไว้วางพระทัยจากฉินสื่อหวงอย่างลึกซึ้ง หากคิดจะก้าวเข้าไปก็ยังถูกขัดขวางไว้อย่างไร้เยื่อใย
ทว่าฉินจื่ออิงกลับสามารถเข้าไปได้อย่างนั้นหรือ นี่นับเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่เทียมฟ้าโดยแท้
มารดาของฉินจื่ออิงปีติยินดียิ่งนัก บุตรชายของนางได้รับความโปรดปรานจากฉินสื่อหวง คงได้ดิบได้ดีในคราวนี้เป็นแน่
ทางด้านฉินจื่ออิงที่ถูกฉินสื่อหวงทรงจูงมือนั้น แม้จะรู้สึกหวาดหวั่นอยู่บ้าง แต่ก็ตื่นเต้นยินดีจนหาใดเปรียบ เขามองดูภูเขาจำลองในอุทยานหลวงถูกเดินอ้อมผ่านไปทีละลูก ภายในใจเปี่ยมล้นไปด้วยความคาดหวัง
เคยได้ยินมานานแล้วว่าในอุทยานหลวงมีท่านเซียนพำนักอยู่ ทว่ากลับไม่เคยพบเห็นด้วยตาตนเองมาก่อน หรือว่าฉินสื่อหวงกำลังจะพาเขาไปเข้าพบท่านเซียน ช่างเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นยิ่งนัก
“พวกเราสองคนเอาผักนี่ไปล้างให้สะอาดหน่อยเถิด” ขณะนั้นเอง บริเวณหัวมุมทางเดินพลันมีเสียงหนึ่งดังแว่วมา
ฝูซูและองค์ชายเกาถึงกับลงมือหิ้วตะกร้าผักใบหนึ่ง หมายจะนำไปล้างที่ริมสระน้ำ
“เสด็จพ่อ” เมื่อทั้งสองเงยหน้าขึ้นเห็นฉินสื่อหวงก็รีบถวายบังคมอย่างคุ้นชิน
“องค์ชายฝูซู องค์ชายเกา พวกท่าน!” หลังจากฉินจื่ออิงทำความเคารพเสร็จสิ้น เขากลับจ้องมองดูของในมือของทั้งสองด้วยความตื่นตะลึง
“พวกท่านกำลังทำอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ล้างผักอย่างไรเล่า!” ทั้งสองตอบกลับมาเป็นเสียงเดียวกัน
“หา ล้างผักหรือพ่ะย่ะค่ะ!” ฉินจื่ออิงตกตะลึงจนสุดขีด
คนโบราณเคยกล่าวไว้ว่า วิญญูชนพึงอยู่ห่างไกลจากโรงครัว แค่การทำอาหารยังต้องหลีกหนีให้ไกล นับประสาอันใดกับการลงมือล้างผักด้วยตนเอง นี่มันเรื่องอันใดกัน ฉินจื่ออิงแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง
“อ้อ เจ้าหมายถึงเรื่องล้างผักนี่หรือ” ฝูซูเห็นท่าทีเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างเบิกบาน “อาจารย์ฉูกล่าวไว้ว่า อ่านตำราหมื่นเล่ม มิสู้เดินทางหมื่นลี้ ทุกสิ่งล้วนต้องลงมือปฏิบัติจริงด้วยตนเอง หากปรารถนาจะเป็นผู้มีความสามารถรอบด้าน ย่อมไม่เพียงแต่ต้องอ่านตำราให้แตกฉาน หากแต่เรื่องอื่นๆ ก็ต้องทำเป็นด้วยเช่นกัน ดังนั้นการล้างผักจึงนับเป็นวิชาบังคับของพวกเรา”
ล้างผักเนี่ยนะคือวิชาบังคับ
“นี่มัน...” ฉินจื่ออิงไม่อาจทำใจยอมรับแนวคิดเช่นนี้ได้เลย นี่มันขัดแย้งกับหลักสามประการห้าคุณธรรมที่ตนเองเคยร่ำเรียนมาอย่างสิ้นเชิง
“ภายหน้าเจ้าก็จะคุ้นชินไปเอง ที่เจิ้นพาเจ้ามาในคราวนี้ ก็เพื่อจะฝากฝังเจ้าให้อาจารย์ฉูเป็นผู้คอยสั่งสอน” ฉินสื่อหวงตรัสขึ้นมากะทันหัน
พระองค์ทรงคุ้นชินกับวิธีการสอนสั่งอันแปลกประหลาดของฉูหยวนมาเนิ่นนานแล้ว แรกเริ่มเดิมทีพระองค์ก็ยังทรงต่อต้านอยู่บ้าง รู้สึกยากจะยอมรับได้
แต่ภายหลังเมื่อพระองค์ทรงประจักษ์ชัดว่าเหล่าโอรสของพระองค์เริ่มมีความคิดอ่านเป็นของตนเอง ทั้งยังมีความเด็ดขาดเหี้ยมหาญมากขึ้นเรื่อยๆ พระองค์จึงทรงตระหนักได้ว่าวิถีทางของฉูหยวนนั้นล้วนถูกต้องเหมาะสม จึงไม่ทรงต่อต้านอีกต่อไป
ฉินจื่ออิงได้ยินพระดำรัสของฉินสื่อหวงก็รู้สึกราวกับกำลังตกอยู่ในห้วงความฝัน นี่กระทั่งฉินสื่อหวงก็ยังทรงให้การสนับสนุนหรือนี่ เขายิ่งอยากรู้ใคร่เห็นมากขึ้นไปอีก ว่าอาจารย์ฉูหยวนผู้นี้มีวิถีการสอนหนังสืออย่างไรกันแน่
ในที่สุด ขบวนของคนทั้งหลายก็ดำเนินมาถึงเบื้องหน้าเรือนชั้นเดียวหลายหลัง
“อ้าว ผู้ใหญ่บ้านฉิน มาแล้วเหรอ”
แม้ระดับประสาทสัมผัสของฉูหยวนจะอยู่ที่ระดับสองเท่านั้น แต่ความหมายของการบวกเพิ่มระดับสองก็คือการมีประสาทสัมผัสที่เหนือกว่าคนปกติถึงสองเท่า ดังนั้น ฉูหยวนจึงสามารถรับรู้ถึงการมาเยือนของพวกเขาทั้งสองได้ในชั่วพริบตา
“ผู้ใหญ่บ้านหรือ” ฉินจื่ออิงรู้สึกฉงนใจอยู่บ้าง เหตุใดฉูหยวนผู้นี้จึงเรียกขานพระองค์ว่าผู้ใหญ่บ้านเล่า
“ท่านเซียน!”
ทว่าชั่วลมหายใจต่อมา ฉินจื่ออิงก็สังเกตเห็นอย่างเฉียบคมว่า แววตาของฉูหยวนนั้นช่างว่างเปล่า ราวกับมองไม่เห็นสิ่งใดเบื้องหน้าเลยแม้แต่น้อย
“ฉินอิง!” ฉินสื่อหวงกลับทรงส่งเสียงห้ามปรามขึ้นมากะทันหัน
ฉินจื่ออิงพลันเข้าใจได้ในทันที เขาเพียงแค่เดินตามหลังฉินสื่อหวง ไม่พูดจาเหลวไหลออกไปก็พอแล้ว
“อาจารย์ฉู นี่คือฉินอิง หลานชายของข้า คงต้องรบกวนท่านแล้ว”
“หลานชายเหรอ ลุงมีหลานชายแล้วเนี่ยนะ!” ฉูหยวนได้ยินก็ตกตะลึงสุดขีด ผู้ใหญ่บ้านฉินปีนี้เพิ่งจะอายุสี่สิบเอ็ดไม่ใช่เหรอ มีหลานชายซะแล้ว!
แต่คิดไปคิดมาก็ไม่แปลกอะไรหรอก ผู้ใหญ่บ้านฉินมีลูกชายตั้งยี่สิบกว่าคนแล้วนี่นา ฉูหยวนเองก็ไม่รู้ว่าควรจะมองว่าผู้ใหญ่บ้านฉินเป็นคนหัวโบราณ หรือเป็นคนเปิดกว้างสุดๆ ดี
“อิงเหรอ ชื่อฉินอิงนี่ แน่ใจนะว่าเป็นหลานชาย ไม่ใช่หลานสาวน่ะ”
“อิงที่แปลว่าทารกขอรับ ไม่ใช่อิงที่แปลว่าดอกอิงฮวา! ข้ามิใช่สตรีเสียหน่อย” ฉินจื่ออิงรีบเอ่ยแก้ต่างให้ตนเองเป็นพัลวัน
“เอาล่ะๆ เลิกพูดเรื่องพวกนี้ดีกว่า พวกเรามากินข้าวกันก่อนเถอะ ยกอาหารขึ้นโต๊ะได้เลย!” สิ้นเสียงของฉูหยวน
เหล่าองค์ชายของฉินสื่อหวงก็แปรสภาพกลายเป็นดั่งลูกมือในโรงครัว พากันประคองจานอาหารขึ้นมาวางทีละจาน
โต๊ะอาหารเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ สามารถรองรับผู้คนได้ทั้งหมด ฉินสื่อหวงเสด็จประทับลงที่ตำแหน่งประธาน
ฉูหยวนทิ้งตัวนั่งลงที่ตำแหน่งขวาที่หนึ่ง ฝูซูนั่งตำแหน่งซ้ายที่หนึ่ง เหมิงเถียนถูกฉินสื่อหวงจัดให้นั่งตำแหน่งขวาที่สอง ฉินจื่ออิงนั่งตำแหน่งซ้ายที่สอง ส่วนบรรดาองค์ชายพระองค์อื่นๆ ก็พากันนั่งลงตามลำดับชั้น
“ฮ่าๆ” หลังจากนั่งลงเรียบร้อย ฉูหยวนก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจ
“วันนี้พวกท่านก็กินกันให้เต็มอิ่มไปเลย นี่คืองานเลี้ยงสุกรล้วนที่ข้าลงมือทำเองกับมือเชียวนะ”
เพื่อวันนี้แล้ว เขาอุตส่าห์ซุ่มเตรียมการมาตั้งนานสองนานทีเดียว
“อันใดนะ งานเลี้ยงสุกรล้วนงั้นหรือ!” ฉินสื่อหวงทรงสดับฟังก็ตกพระทัยในทันที เหมิงเถียนและฉินจื่ออิงเองก็มีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงเช่นกัน
“อาจารย์ฉู สุกรนับเป็นเนื้อชั้นต่ำ จะนำมากินได้อย่างไรเล่า!”
“กลิ่นสาบก็รุนแรงยิ่งนัก”
ด้วยในยุคโบราณนั้น โดยทั่วไปแล้วสุกรจะไม่ถูกนำไปตอนเสียก่อน ดังนั้นเมื่อนำมาปรุงเป็นอาหาร กลิ่นสาบจึงรุนแรงเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้ ชนชั้นสูงในยุคโบราณจึงรังเกียจที่จะบริโภคเนื้อสุกร โดยทั่วไปมีเพียงชาวบ้านธรรมดาที่ยากจนข้นแค้นจนไร้หนทางเท่านั้นจึงจะยอมกล้ำกลืนกินเนื้อสุกรประทังชีวิต
ทว่าฉูหยวนกลับเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “เนื้อชั้นต่ำอะไรกันล่ะ นี่มันยุคไหนสมัยไหนแล้ว อีกอย่างหมูพวกนี้ผมก็จับตอนเรียบร้อยหมดแล้ว รับรองว่าไม่มีกลิ่นสาบเลยแม้แต่น้อย”
“ตอนหรือ” ฉินสื่อหวงทรงมีพระพักตร์ตกตะลึง สุกรยังสามารถนำมาตอนได้ด้วยอย่างนั้นหรือ
ยามนี้ ฝูซูกลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมาเสียเอง “ท่านพ่อ ท่านลองชิมดูเถิดขอรับ เนื้อสุกรนี่เลิศรสจริงๆ พวกเราพี่น้องหลายคนล้วนได้ลองชิมกันดูแล้ว ต่อให้เอาเนื้อวัว เนื้อแกะ หรือเนื้อสุนัขมาแลกก็ไม่ยอมเด็ดขาด!”
บรรดาองค์ชายอีกยี่สิบกว่าพระองค์ก็พากันเอ่ยปากสนับสนุนเป็นเสียงเดียวกัน
“ใช่แล้วขอรับ ท่านพ่อลองชิมดูเถิด”
“หากมิใช่เพราะท่านพ่อประทับอยู่ด้วย ข้าคงเผลอเลียชามไปตั้งนานแล้ว”
“ท่านพ่ออย่าเผลอเลียชามเชียวนะขอรับ”
“เลิศรสถึงเพียงนั้นเชียวหรือ” ฉินสื่อหวงทรงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จากนั้นจึงใช้ตะเกียบคีบคากิขึ้นมาชิ้นหนึ่ง แล้วทรงกัดลงไปหนึ่งคำ
“อร่อยล้ำ!”
พระเนตรของฉินสื่อหวงเบิกกว้างขึ้นในชั่วพริบตา ทั้งสดใหม่ หอมนุ่ม เคี้ยวหนึบ อีกทั้งยังไร้ซึ่งกลิ่นสาบเลยแม้แต่น้อย เพียงกัดลงไปหนึ่งคำ ความนุ่มหนึบชุ่มฉ่ำก็แผ่ซ่านเต็มคำ ทำให้ฉินสื่อหวงทรงประหลาดพระทัยระคนยินดียิ่งนัก ทรงรู้สึกว่ามีรสชาติล้ำเลิศกว่าเนื้อวัว เนื้อแกะ และเนื้อสุนัขอย่างแท้จริง!
“สิ่งนี้มีนามว่าอันใด!” ฉินสื่อหวงทรงตรัสถามด้วยความประหลาดพระทัยระคนยินดี
ฉูหยวนใช้ตะเกียบเขี่ยดูเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะนึกสนุกขึ้นมาในใจ
“สิ่งนี้มีชื่อเรียกว่า จูหยวนจ่าง (อุ้งเท้าหมูกลม/คากิ) อีกทั้งเนื่องจากมันมีน้ำหนักพอดิบพอดีอยู่ที่แปดตำลึงแปดเฉียน ดังนั้นจึงมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า จูฉงปา (หมูหนักแปดตำลึง)”
“อ้อ!” ฉินสื่อหวงทรงคีบเนื้อติดมันขึ้นมาอีกชิ้น
“แล้วสิ่งนี้เล่า”
“จูเปียว (มันหมู)”
ฉินสื่อหวงทรงคีบมันหมูขึ้นมาอีกชิ้นหนึ่ง
“แล้วสิ่งนี้เล่า”
“จูโหยวเจียน (มันหมูทอด)”
ฉินสื่อหวงทรงคีบเนื้อขึ้นมาอีกชิ้นหนึ่ง
“แล้วสิ่งนี้เล่า”
“จูตี้ (น้องมู)”
...
คำล้อเลียน มุกตลก ออกเสียงเหมือนจักรพรรดิผู้ก่อตั้งราชวงศ์หมิงที่ชื่อ จูหยวนจาง, ชื่อวัยเด็กคือ จูฉงปา, จูเปียว – โอรสองค์โตและรัชทายาทของจูหยวนจาง, จูตี้พ้องเสียงกับจูหลี่ - พระราชโอรสองค์ที่ 4 ซึ่งต่อมาคือจักรพรรดิหย่งเล่อ