เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25: ศาสตราจารย์แบ๊บบลิงกับภาษาปริศนา

บทที่ 25: ศาสตราจารย์แบ๊บบลิงกับภาษาปริศนา

บทที่ 25: ศาสตราจารย์แบ๊บบลิงกับภาษาปริศนา


ห้องเรียนวิชาอักษรรูนโบราณตั้งอยู่บนชั้นสาม โดยปกติแล้ว ห้องพักอาจารย์ที่ฮอกวอตส์มักจะอยู่ติดกับห้องเรียนของพวกเขา โดยมีส่วนที่พักอาศัยกั้นเป็นห้องแยกออกไปจากห้องทำงานอีกที

ดันเต้มาถึงหน้าห้องทำงานของศาสตราจารย์แบ๊บบลิง ขณะที่เขากำลังจะเคาะประตู เขาก็เห็นตัวอักษร 'ห้องพักอาจารย์วิชาอักษรรูนโบราณ' บนบานประตูเปลี่ยนรูปร่างอย่างรวดเร็ว กลายเป็นข้อความว่า—

"ประตูไม่ได้ล็อก เข้ามาสิเด็กน้อย"

ดันเต้ผลักประตูเปิดและก้าวเข้าไป สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่ห้องทำงานในแบบที่คนทั่วไปเข้าใจ นอกจากโซฟาเก่าๆ ตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่ท่ามกลางกองข้าวของระเกะระกะแล้ว ดันเต้ก็ไม่เห็นสิ่งใดที่ดูเหมือนสถานที่สำหรับ 'นั่งทำงาน' เลยสักนิด

มันแทบจะเป็นห้องเก็บของที่เต็มไปด้วยข้าวของพิลึกพิลั่นสารพัดอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโครงกระดูกจำลองทางการแพทย์ โถเซรามิกรูปทรงประหลาด และหนังสือนิยายที่กระดาษเปลี่ยนเป็นสีเหลืองกรอบ—

ดันเต้กวาดตามองผ่านๆ และเห็นหนังสือนิยายสองสามเล่มที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรู้สึกอยากหยิบขึ้นมาอ่าน—

'เธอทิ้งฉันไป แต่ไม้กายสิทธิ์ของเธออยู่ในมือฉัน', 'ชีวิตรักของดัมเบิลดอร์', 'ตำนานรักซัลลาซาร์กับก็อดดริก'...

แค่ได้เห็นชื่อหนังสือนิยายพวกนี้ ดันเต้ก็พอจะเดาออกแล้วว่าศาสตราจารย์แบ๊บบลิงเป็นคนประเภทไหน

เขาเดินผ่านห้องที่แคบและยาวนั่นไปจนถึงหน้าประตูบานหนึ่งที่ดูใหม่เอี่ยมผิดหูผิดตา ขณะที่กำลังจะยกมือขึ้นเคาะ ประตูบานนั้นก็เปิดออกเองอย่างเงียบเชียบ

เสียงแหบพร่าของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น:

"เข้ามาสิ ดันเต้ เอมริส เดี๋ยวนี้หาได้ยากนะที่จะมีนักเรียนดั้นด้นมาหาฉันถึงที่นี่"

นั่นคือเรื่องจริง วิชาอักษรรูนโบราณเป็นวิชาเลือก และด้วยความยากมหาโหดของมัน จึงกลายเป็นวิชาที่นักเรียนส่วนใหญ่พากันหลีกหนี ยกเว้นก็แต่พวกหัวกะทิไม่กี่คนที่อยากกวาดเกรดดีเยี่ยมทั้งสิบสองวิชา กับพวกที่มั่นใจในตัวเองสูงลิบ ไม่เชื่อข่าวลือและคิดว่าตัวเองรับมือกับวิชานี้ไหว

ดันเต้ก้าวเข้าไปในห้อง มันคือห้องนั่งเล่นที่แตกต่างจากห้องด้านนอกอย่างสิ้นเชิง สามารถอธิบายได้ด้วยคำสั้นๆ เพียงคำเดียวคือ— หรูหรา

เขามองเห็นศาสตราจารย์แบ๊บบลิงในชุดนอนสไตล์วินเทจสีน้ำเงินกรมท่า เธอกำลังเอนกายอ่านหนังสืออย่างเกียจคร้านอยู่บนเตียงทรงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกว่าสามเมตร—ราวกับว่าคนที่คอยบอกทางดันเต้และเพิ่งพูดคุยกับเขาเมื่อครู่ไม่ใช่เธออย่างนั้นแหละ

ศาสตราจารย์มีผมสีดำขลับเหยียดตรงที่ถูกหวีไปด้านหลังอย่างประณีต อาจเป็นเพราะเธอผอมเกินไป ใบหน้าจึงตอบจนเห็นโหนกแก้มชัดเจน ทำให้ดวงตาของเธอดูโตผิดปกติ รอยคล้ำใต้ตาของเธอสร้างความประทับใจฝังลึกให้กับดันเต้

"สวัสดีตอนค่ำครับ ศาสตราจารย์" ดันเต้กล่าวทักทาย

ศาสตราจารย์แบ๊บบลิงวางหนังสือลงแล้วหันมามองเขา

"เด็กน้อย มีธุระอะไรหรือเปล่า ฉันจำไม่ได้นะว่าเด็กปีหนึ่งมีเรียนอักษรรูนโบราณด้วย หรือว่าเธอเห็นฉันในห้องโถงใหญ่แล้วสัมผัสได้ถึงเสน่ห์ของฉันกันล่ะ โอ้ หัวใจวัยรุ่นที่แสนว้าวุ่น!"

ศาสตราจารย์แบ๊บบลิงทำให้ดันเต้รู้สึกถึงความขัดแย้งที่แสนจะวุ่นวาย ภาพลักษณ์ของเธอดูหัวโบราณและเจ้าระเบียบมาก แต่สิ่งที่เธอทำกลับดู— นอกคอกเสียนี่กระไร

"เรื่องเป็นแบบนี้ครับ ศาสตราจารย์" ดันเต้ตัดสินใจเมินเฉยต่อคำพูดหยอกเย้าของเธอและเข้าประเด็นทันที

"ผมมีข้อความอยู่ประโยคหนึ่ง แต่ผมไม่รู้ว่ามันคือภาษาอะไร"

ขณะที่พูด ดันเต้ก็ส่งกระดาษโน้ตที่คัดลอกคำศัพท์ไว้สองสามคำให้ศาสตราจารย์แบ๊บบลิง—เขาไม่ยอมคัดลอกมาทั้งประโยคหรอก เขาไม่รู้จักตัวอักษรพวกนี้ด้วยซ้ำ ขืนบังเอิญคัดลอกประโยคสำคัญมา ไม่เท่ากับว่าเขาเปิดเผยความลับเรื่องสมุดบันทึกของเมอร์ลินให้ศาสตราจารย์แบ๊บบลิงรู้หรอกหรือ

ศาสตราจารย์หัวเราะเบาๆ ขณะรับกระดาษโน้ตไป เธอปรายตามองมันแวบหนึ่งแล้วถามว่า:

"เธอคิดว่านี่คืออักษรรูนโบราณงั้นสิ"

"ครับ ศาสตราจารย์ แต่ผมหาภาษาพวกนี้ในหนังสือคู่มือครอบจักรวาลว่าด้วยอักษรรูนโบราณในอังกฤษไม่เจอเลยครับ"

ศาสตราจารย์แบ๊บบลิงหัวเราะลั่นขึ้นมาทันที:

"เด็กน้อย แน่นอนสิว่าเธอต้องหาไม่เจอ เพราะมันไม่ใช่อักษรรูนโบราณเลยสักนิด—อันที่จริง ภาษานี้ยังคงมีการใช้งานมาจนถึงทุกวันนี้ด้วยซ้ำ"

"ถ้าอย่างนั้น ศาสตราจารย์ครับ ช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมว่ามันคือ..."

"ไม่ต้องรีบหรอก ไม่ต้องรีบ—"

ศาสตราจารย์แบ๊บบลิงวางหนังสือลงบนโต๊ะข้างเตียงไม้จันทน์ขอบเงิน พลิกตัวนอนคว่ำลงบนเตียง

"วันนี้ฉันเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ปวดหลังไปหมด ถ้าเธอนวดหลังให้ฉัน แล้วนวดได้ดีด้วยล่ะก็ ฉันจะบอกให้ว่านี่คือภาษาอะไร"

ดันเต้ถึงกับพูดไม่ออก ศาสตราจารย์คนนี้ช่าง...

อย่างไรก็ตาม ดันเต้ไม่ใช่คนที่จะยอมถูกปั่นหัวได้ง่ายๆ เขาเดินตรงไปที่โซฟาตัวใหญ่ในห้องแล้วทิ้งตัวลงนั่ง

จากนั้น ภายใต้สายตาอันประหลาดใจของศาสตราจารย์แบ๊บบลิง เขาก็ดึงไม้กายสิทธิ์ออกมา

เขาตวัดไม้กายสิทธิ์ เพียงพริบตาเดียว ราวแขวนเสื้อและกระจกเงาบานยาวในห้องก็กลายสภาพเป็นชายฉกรรจ์ร่างบึกบึนสองคน ซึ่งกำลังเดินตรงไปหาศาสตราจารย์แบ๊บบลิง—

"ศาสตราจารย์ครับ ผมตัวเล็กนิดเดียวแถมยังไม่ค่อยมีแรง ให้สองคนนี้นวดหลังให้คุณจะดีกว่านะครับ!"

วิชาแปลงร่างของดันเต้ทำให้ศาสตราจารย์แบ๊บบลิงถึงกับตกตะลึง เด็กนี่เพิ่งอยู่ปีหนึ่งเองไม่ใช่หรือ สมแล้วที่ใช้นามสกุลเอมริส

"เดี๋ยวก่อน ไม่ต้องหรอก"

ศาสตราจารย์แบ๊บบลิงเอื้อมมือไปหยิบไม้กายสิทธิ์ที่ซ่อนไว้ใต้หมอน—ดันเต้ไม่รู้เลยว่าศาสตราจารย์คิดอะไรอยู่ถึงเอาไม้กายสิทธิ์ไปซ่อนไว้ใต้หมอน กำลังระแวงใครอยู่หรือเปล่านะ

ศาสตราจารย์ตวัดไม้กายสิทธิ์ของเธอ เปลี่ยนชายร่างยักษ์ทั้งสองกลับเป็นราวแขวนเสื้อและกระจกเงาบานยาวตามเดิม ก่อนจะบังคับให้พวกมันเดินกลับไปอยู่ที่เดิมด้วยตัวเอง

ศาสตราจารย์พลิกตัวกลับมานั่งอย่างสำรวม ท่าทีหยอกล้อทีเล่นทีจริงบนใบหน้ามลายหายไปจนสิ้น

"ข้อความบนกระดาษโน้ตของเธอคือภาษาเวลส์ เป็นภาษาในตระกูลเคลติก และอีกอย่างนะ เมอร์ลินในตำนานก็เป็นชาวเวลส์ด้วย"

เธอโบกมือไล่ดันเต้

"เอาล่ะ ในเมื่อได้คำตอบแล้ว เธอก็ไปได้แล้วล่ะ"

"ศาสตราจารย์ครับ คุณช่วยสอนภาษาเวลส์ให้ผมหน่อยได้ไหมครับ"

ศาสตราจารย์แบ๊บบลิงกระตุกยิ้มมุมปาก

"ได้สิ แต่งานนอกเวลาแบบนี้ ฉันคิดค่าตอบแทนนะ"

"ค่าตอบแทนแบบไหนครับ"

"ฉันยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่เธอตกลงจะติดหนี้บุญคุณฉันไว้ก่อนก็ได้ นึกออกเมื่อไหร่เธอค่อยมาตอบแทนฉัน ถ้าตกลงตามนี้ ฉันก็สอนภาษาเวลส์ให้เธอได้เดี๋ยวนี้เลย"

ดันเต้ลุกขึ้นยืนแล้วโค้งคำนับเล็กน้อย

"ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับศาสตราจารย์ ขอโทษที่มารบกวนในวันนี้ ราตรีสวัสดิ์ครับ"

ดันเต้เดินจากไป การกระทำของเขาคือคำตอบ—เขาไม่ตอบรับข้อเสนอของศาสตราจารย์แบ๊บบลิง

นี่แหละคือสิ่งที่เขากลัวที่สุด—ติดหนี้บุญคุณเนี่ยนะ

ใครจะไปรู้ล่ะว่ามันคืออะไร!

ศาสตราจารย์แบ๊บบลิงคนนี้มีกลิ่นทะแม่งๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้า ขืนตอบตกลงง่ายๆ ก็โง่เต็มทีแล้ว!

ก็แค่ภาษาเวลส์ไม่ใช่หรือไง ขอแค่รู้ว่าเป็นภาษาอะไร ทุกอย่างก็จัดการได้อยู่แล้ว...

เมื่อกลับมาถึงหอนอน ดันเต้ก็เปิดพลิกตำราเรียนไปมาด้วยความเบื่อหน่ายจนกระทั่งถึงเวลาเที่ยงคืน

"ภาษาเวลส์ของเมอร์ลิน!"

แน่นอนว่าความพยายามของเขาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะสิ่งที่ปรากฏบนฝ่ามือคือกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งที่เขียนไว้ว่า:

"ความรู้ต้องอาศัยการเรียนรู้ ไม่มีใครยัดเยียดความรู้เป็นกะบุงเข้าไปในสมองของแกได้หรอก! ไม่มีใครทำได้ทั้งนั้น! ไอ้ทึ่ม!"

ดูเหมือนพลังโกงของเขาจะมีบุคลิกเฉพาะตัวอยู่บ้าง แถมยังด่าคนได้เจ็บแสบอีกต่างหาก ก็ไม่เลว ไม่เลวเลย

เพื่อไม่ให้ดูน่าสมเพชจนเกินไป ดันเต้จึงได้แต่ปลอบใจตัวเองเงียบๆ

...

...

คืนนั้นดันเต้นอนหลับไม่ค่อยสนิทนัก

เขาอยากจะแปลงร่างเป็นนกแล้วบินไปที่เวลส์ ตามหามักเกิ้ลสักคนที่พูดภาษาเวลส์ได้ แล้วใช้คำสาปสะกดใจบังคับให้พวกเขาสอนภาษาให้ หรือไม่ก็จับมาแปลสมุดบันทึกของเมอร์ลินเป็นภาษาอังกฤษยุคใหม่ให้รู้แล้วรู้รอด

แต่เขาก็กลัวว่าการกระทำแบบนั้นจะถูกพวกศาสตราจารย์ในฮอกวอตส์จับได้—

ถึงยังไงดัมเบิลดอร์ก็เป็นบุคคลที่ยากจะหยั่งถึง ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาได้ร่ายเวทมนตร์ตรวจจับหรืออะไรเทือกนั้นไว้รอบๆ ปราสาทบ้างหรือเปล่า

เขานอนกระสับกระส่ายชั่งใจว่าจะไปหรือไม่ไปดี จนกระทั่งเผลอหลับไปตอนราวๆ ตีสี่ตีห้า ซึ่งนั่นทำให้เขาเกือบจะเข้าเรียนวิชาของเช้าวันนี้ไม่ทัน—

วิชาแปลงร่างของศาสตราจารย์มักกอนนากัล

อย่างไรก็ตาม ค่ำคืนอันยากลำบากนี้ก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์ไปเสียทีเดียว อย่างน้อยดันเต้ก็ได้ข้อสรุปสำหรับแผนการของตัวเองแล้ว: พับเรื่องภาษาเวลส์เก็บไว้จนกว่าจะถึงวันหยุดคริสต์มาส แล้วหันมาโฟกัสกับการเรียนที่โรงเรียนให้ดีซะก่อน

เมื่อคิดได้ดังนั้น ดันเต้ก็ก้าวเข้าไปในห้องเรียนวิชาแปลงร่าง และมองเห็นแมวลายสลิดตัวหนึ่งนั่งอย่างสง่าผ่าเผยอยู่บนโต๊ะหน้าชั้นเรียน

จบบทที่ บทที่ 25: ศาสตราจารย์แบ๊บบลิงกับภาษาปริศนา

คัดลอกลิงก์แล้ว