- หน้าแรก
- ทำเนียบยอดหญิงงามแห่งแผ่นดิน
- บทที่ 11.ข้อเสียของรูปร่างอันเกินจริง
บทที่ 11.ข้อเสียของรูปร่างอันเกินจริง
บทที่ 11.ข้อเสียของรูปร่างอันเกินจริง
​ใบหน้าอันงดงามของหยวนหงหลวนแดงก่ำ นางย่อมรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจ เป็นเพราะนางดึงเขาแรงไปหน่อย เดิมทีก็โกรธเรื่องก่อนหน้านี้อยู่แล้ว เลยกะจะให้เขาขายหน้าสักหน่อย ไม่นึกเลยว่าเขาจะตอบสนองเร็วขนาดนี้
​ประเด็นคือเขาแค่กอดเอวนางจริงๆ แต่จังหวะที่สัมผัสกันก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะไปโดนส่วนที่ไม่ควรโดน ใครใช้ให้นางมีสวรรค์ประทานพรมาขนาดนี้ล่ะ?
​นี่มันแกว่งเท้าหาเสี้ยนชัดๆ!
​ก้อนน้ำแข็งนั่นดวงชงกับข้ามาตั้งแต่เกิดจริงๆ ขนาดคู่หมั้นของนางยังน่าโมโหขนาดนี้!
​เด็กสาวในชุดทะมัดทะแมงที่อยู่ตรงข้ามอดไม่ได้ที่จะเอียงคอ สองคนนี้มากะหนุงกะหนิงอะไรกันตรงนี้?
​นางไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าจะมีคนสติหลุดได้ขนาดนี้ในเวลาที่ต้องสู้กันเป็นตาย นางจึงไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้เสียเปล่า แตะปลายเท้าพุ่งทะยานเป็นเกลียวไปข้างหน้า กระบี่ในมือสั่นไหวกลายเป็นเงากระบี่ถี่ยิบ
​ก่อนทะลุมิติ ซ่งมู่ฉือเคยได้ยินชื่ออาวุธลับ 'พายุเข็มดอกหลี' ในนิยายกำลังภายในบ่อยๆ เขาไม่เคยเห็นหรอกว่ามันเป็นยังไง แต่เพลงกระบี่ของอีกฝ่ายในตอนนี้ ทำให้เขารู้สึกเหมือนมีพายุกระหน่ำเข้าใส่จนไม่มีทางหลบหลีก
​ทว่าหยวนหงหลวนกลับแค่นเสียงเย็น ชักดาบโค้งที่เอวออกมา แล้วฟันออกไปข้างหน้าอย่างลวกๆ
​เมื่อเทียบกับท่าทีอันน่าสะพรึงกลัวของอีกฝ่ายแล้ว ดาบนี้ของนางช่างดูเรียบง่ายไร้กระบวนท่าใดๆ
​แต่ดาบเพียงเล่มเดียวนี้กลับแหวกพายุออก เงากระบี่นับหมื่นพันเมื่อปะทะเข้าก็พลันสลายหายไป
​ติ๊ง!
​เสียงดาบและกระบี่ปะทะกันดังกังวาน เด็กสาวในชุดทะมัดทะแมงยืนนิ่งงัน มองดูรอยเลือดที่ง่ามมือ กระบี่ในมือเมื่อครู่ถูกปัดกระเด็นไปปักสั่นระริกอยู่บนพื้นไกลออกไป
​"เพลงกระบี่ไม่เลวนี่! เจ้านี่ไม่ใช่อ้างตัวว่าเป็นยอดนักรัก เก่งกาจเรื่องรับมือกับผู้หญิงที่สุดหรอกหรือ ทำไมถึงมีคนมาไล่ฆ่าเจ้าล่ะ" ครึ่งแรกหยวนหงหลวนพูดกับเด็กสาวในชุดทะมัดทะแมง ส่วนครึ่งหลังนางหันมามองซ่งมู่ฉือด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย
​ซ่งมู่ฉือถอนหายใจ "ถ้าผู้ชายคนไหนบอกว่าตัวเองเก่งเรื่องรับมือกับผู้หญิงที่สุดล่ะก็ แสดงว่าเขาไม่เข้าใจผู้หญิงเลยสักนิด"
​เมื่อมองใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้แค่คืบ หยวนหงหลวนก็รู้สึกหมั่นไส้ หญิงคณิกาตั้งมากมายหลงรักเขาจนโงหัวไม่ขึ้น เขายังกล้าพูดว่าไม่เข้าใจผู้หญิงอีกหรือ?
​ตอนนั้นเอง เด็กสาวในชุดทะมัดทะแมงก็ขยับตัวอีกครั้ง กระบี่ไม่มีแล้วก็ยังมีมือ อาจารย์เคยสอนไว้ว่า ทุกสรรพสิ่งในใต้หล้าล้วนเป็นกระบี่ได้
​แม้ระดับพลังของอีกฝ่ายจะสูงกว่านาง แต่นางก็ยังพอมีโอกาสทำตามคำสั่งฮูหยินให้สำเร็จ เพราะอีกฝ่ายเอาแต่เสียสมาธิอยู่หลายครั้ง
​เมื่อกี้อุตส่าห์ออมมือให้แล้วยังจะพุ่งเข้ามาอีก หยวนหงหลวนสีหน้าเย็นชาลง "รนหาที่ตาย!"
​นางตวัดดาบออกไป ปราณดาบที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าพุ่งเข้าปะทะ ราวกับจะบีบอัดอากาศรอบๆ ปราณดาบให้แยกออกไปสองข้างทาง
​เด็กสาวในชุดทะมัดทะแมงถึงกับอึ้งไป เมื่อเห็นปราณดาบที่พุ่งเข้ามา นางก็รู้ตัวว่ารับไว้ไม่อยู่แน่
​ใกล้จะตายแล้วสินะ แต่ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย
​ตอนนั้นเอง ก็มีร่างสีขาวร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากรถม้า มาหยุดอยู่ตรงหน้านางในพริบตา ในมือตวัดริ้วผ้าไหมสีขาวไปมา
​ริ้วผ้าไหมนั้นดูเบาหวิวไร้น้ำหนัก อ่อนนุ่มจนถึงขีดสุด ม้วนตัวเป็นวงกลมวงแล้ววงเล่า
​แต่ทว่าปราณดาบอันดุดันที่พุ่งเข้ามากลับไม่อาจตัดริ้วผ้าไหมอันบอบบางนี้ขาดได้ มันถูกวงกลมเหล่านั้นพันเกี่ยวและค่อยๆ สลายหายไป
​หยวนหงหลวนร้องเอ๊ะออกมาเบาๆ พลางพิจารณาหญิงสาวชุดขาวตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ ช่างเป็นแม่ม่ายที่งดงามสง่าเสียนี่กระไร
​ใช่แล้ว นี่คือความประทับใจแรกที่นางมีต่ออีกฝ่าย
​ต่างจากชุดของหญิงสาวทั่วไป ชุดของหญิงคนนี้เข้ารูปมากกว่า ขับเน้นส่วนโค้งเว้าอันงดงามของอิสตรีออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
​เสื้อตัวบนที่รัดรูปเล็กน้อย ยิ่งเน้นให้เห็นถึงความนุ่มนวลและอวบอิ่มของทรวงอก
​เอวที่คอดกิ่ว ทำให้สัดส่วนของเอวและสะโพกดูเย้ายวนใจเป็นอย่างยิ่ง
​บางทีอาจเป็นเพราะรู้สึกว่าชุดมันแนบเนื้อเกินไป นางจึงสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินทับกระโปรงไว้อีกชั้น ราวกับเป็นผ้าคลุมไหล่ กระดุมด้านหน้าติดไว้เรียบร้อย ช่วยพรางสัดส่วนอันโดดเด่นของนางไว้ได้ระดับหนึ่ง
​แต่ยิ่งเห็นวับๆ แวมๆ แบบนี้ ก็ยิ่งยั่วยวน
​เป็นเพราะความมิดชิดนี้เอง ที่ทำให้เสน่ห์อันเย้ายวนถึงขีดสุดของนาง กลับกลายเป็นความงดงามสง่าแทน
​อีกฝ่ายเกล้าผมแบบหญิงที่แต่งงานแล้ว แต่กลับไม่ได้แต่งเนื้อแต่งตัวอย่างประณีตเหมือนสตรีที่แต่งงานแล้วทั่วไป
​นอกจากจะไม่แต่งหน้าแต่งตาแล้ว สีสันของเสื้อผ้าก็ยังดูเรียบง่ายอีกด้วย
​บนโลกนี้มักจะมีแต่แม่ม่ายที่สามีตายแล้วเท่านั้นที่จะแต่งตัวเช่นนี้
​ปอยผมสองสามเส้นที่ถูกลมหนาวพัดปลิวมาปรกแก้ม ยิ่งเพิ่มความรู้สึกเปราะบางแตกหักง่ายให้กับนาง ประกอบกับแววตาที่สงบและอ่อนโยน ทำให้คนที่มองมาอดคิดไม่ได้ว่า "นางต้องไม่ใช่คนผิดแน่"
​แค่สบตากันแวบเดียว หยวนหงหลวนก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมานิดๆ เสน่ห์เฉพาะตัวแบบนั้น เด็กสาวอย่างนางคงไม่อาจเทียบได้
​ขณะที่นางพิจารณาอีกฝ่าย อีกฝ่ายก็กำลังพิจารณานางอยู่เช่นกัน ในใจคิดว่าช่างเป็นเด็กสาวที่งดงามเย้ายวนเสียนี่กระไร!
​เมื่อสายตาของนางเลื่อนไปที่หน้าอกของอีกฝ่าย ก็อดไม่ได้ที่จะชะงัก เด็กสาวคนนี้อายุแค่นี้เอง กินอะไรเข้าไปถึงได้โตขนาดนี้?
​หลังจากสบตากันเพียงชั่วครู่ ริมฝีปากแดงเรื่อของฮูหยินก็ขยับเอื้อนเอ่ย "แม่นางยังอายุน้อยแท้ๆ กลับลงมือโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ เกรงว่าจะไม่ค่อยดีกระมัง"
​หยวนหงหลวนกลอกตา "ศพเกลื่อนกลาดขนาดนี้ ตกลงใครลงมือโหดเหี้ยมกว่ากันแน่"
​ฮูหยินมีสีหน้าเรียบเฉย "พวกมันคิดไม่ซื่อกับพวกเราเอง หากพวกเราเป็นเพียงสตรีที่ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะเชือดไก่ ป่านนี้คงมีจุดจบที่น่าเวทนายิ่งกว่านี้ พวกมันฝีมืออ่อนด้อยกว่า ย่อมสมควรตายแล้ว"
​ซ่งมู่ฉือลอบทอดทอนใจ ผู้หญิงคนนี้สั่งฆ่าคนตั้งมากมายแต่น้ำเสียงกลับราบเรียบขนาดนี้ สมกับเป็นแม่ม่ายดำตามข่าวลือจริงๆ
​เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายก็คือเป้าหมายของภารกิจในครั้งนี้ ซางเสวียนจิ้ง ประมุขหอเจินเป่าแห่งเป่ยเยี่ยน!
​อันที่จริงไม่จำเป็นต้องเดาเลย แค่เห็นหน้านางครั้งแรก ใครๆ ก็สัมผัสได้ถึงกายาศักดิ์สิทธิ์สตรีม่ายแต่กำเนิดของนาง
​ตามข้อมูลที่หออิ่นหลานให้มา นางมีสาวใช้คนสนิทชื่อซวงเอ๋อร์ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องเพลงกระบี่ที่เหี้ยมโหด ไม่นึกเลยว่าจะเป็นเด็กสาวรูปร่างบอบบางท่าทางเย็นชาคนนี้
​"พูดไปก็เปล่าประโยชน์ สู้กันสักตั้งก็รู้ผลแล้ว" หยวนหงหลวนหยิ่งทะนงเพียงใด ขี้เกียจจะมาต่อล้อต่อเถียงกับนาง
​นางคลี่ดาบโค้งออกจนสุด รูปร่างคล้ายตัว S ตรงกลางรูปปลาหยินหยาง ลูบคมดาบเบาๆ เปลวเพลิงก็ลุกโชนขึ้นมา
​ดาบโค้งพุ่งออกจากตัว แบ่งจากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ สี่เป็นแปด...
​พริบตาเดียว เงาดาบก็เต็มท้องฟ้า ราวกับวิหคเพลิงนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าใส่ซางเสวียนจิ้ง
​ซางเสวียนจิ้งสะบัดข้อมือขาวผ่อง ริ้วผ้าไหมในมือราวกับกำลังกวนน้ำทะเลให้ปั่นป่วน มังกรน้ำนับไม่ถ้วนโผล่พ้นผิวน้ำ คำรามพุ่งเข้าใส่วิหคเพลิงบนท้องฟ้า
​น้ำและไฟเข้าห้ำหั่นกัน การปะทะกันของขอบเขตเจินหยาง การทำลายล้างของพลัง ทำให้เกิดแสงสีเจิดจ้าบาดตา
​ท่ามกลางไอน้ำสีขาวโพลน จู่ๆ ร่างของหยวนหงหลวนก็ปรากฏขึ้นข้างกายซางเสวียนจิ้ง นี่ต่างหากคือท่าไม้ตายที่แท้จริงของนาง
​ปลายดาบโค้งพุ่งตรงไปยังหน้าอกของอีกฝ่าย ซึ่งอีกฝ่ายหลบไม่พ้นแล้ว
​แต่พอนึกถึงความบอบบางอันเป็นเอกลักษณ์ของอีกฝ่าย ปลายดาบก็เบี่ยงเบนออกไปด้านข้างสามชุ่นตามสัญชาตญาณ
​ใครจะรู้ว่าริ้วผ้าไหมเส้นหนึ่งจะร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า ซางเสวียนจิ้งดึงริ้วผ้าไหมนั้นไว้ ร่างทั้งร่างก็ลอยละลิ่วขึ้นไปอย่างแผ่วเบา ปลายดาบโค้งเฉียดผ่านชายกระโปรงของนางไป ราวกับว่าหากขยับเข้าไปอีกเพียงนิดเดียวก็จะทำร้ายนางได้
​แต่นิดเดียวที่ว่านั้นกลับกว้างใหญ่ราวกับเหวลึกที่ไม่มีวันข้ามผ่านไปได้
​ซ่งมู่ฉือเงยหน้ามองฟ้าโดยสัญชาตญาณ ริ้วผ้าไหมของนางไปแขวนอยู่บนฟ้าได้อย่างไรกัน?
​ไม่มีจุดให้รับน้ำหนักเลยนี่นา ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย!
​เวลานี้สถานการณ์พลิกผันอีกครั้ง ซางเสวียนจิ้งอาศัยจังหวะที่หยวนหงหลวนฟันดาบพลาด ริ้วผ้าไหมอันอ่อนนุ่มในมือก็ตึงเปรี๊ยะราวกับทวนยาว พุ่งตรงเข้าใส่ขมับของนางทันที
​แต่พอถึงกลางคัน ปลายทวนก็ลดระดับลงหลายชุ่น เปลี่ยนเป้าหมายไปที่หัวไหล่ของอีกฝ่ายแทน ราวกับเป็นการตอบแทนที่อีกฝ่ายออมมือให้
​หยวนหงหลวนตอบสนองอย่างรวดเร็ว บิดเอวหลบการโจมตีอันรวดเร็วราวกระสุนของอีกฝ่าย เผยให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของร่างกายอันน่าทึ่งอีกครั้ง
​ในเวลาเดียวกัน ดาบโค้งในมือก็ฟันลงตรงกลางริ้วผ้าไหม ราวกับละมั่งกระโดดหนีภัย หมายจะฉวยโอกาสฟันมันให้ขาดสะบั้น
​แต่ในชั่วพริบตานั้น ริ้วผ้าไหมที่เหมือนทวนยาวก็กลายสภาพเป็นสายน้ำ
​สิ่งที่อ่อนโยนที่สุดในโลก ย่อมหนีไม่พ้นสายน้ำ
​ถูกนางฟันจนขาด แต่พริบตาต่อมาก็กลับมารวมตัวกันเป็นริ้วผ้าไหมเส้นใหม่อีกครั้ง ท่อนบนของริ้วผ้าไหมสะบัดเข้าใส่ร่างของนางตามแรงเหวี่ยง
​หยวนหงหลวนแตะปลายเท้าเบาๆ กลางอากาศ ตีลังกากลับหลัง ร่างกายอ่อนนุ่มไร้กระดูก หลบหลีกการสะบัดอย่างกะทันหันของอีกฝ่ายด้วยท่วงท่าที่เหลือเชื่อ
​ซ่งมู่ฉือเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อก่อนตอนดูอนิเมะแล้วเห็นฉากนมกระเพื่อมหลบกระสุนยังคิดว่ามันเวอร์เกินไป ไม่คิดเลยว่าในชีวิตจริงจะมีคนทำแบบนั้นได้จริงๆ
​เพียงแต่ริ้วผ้าไหมนั้นไม่ใช่กระสุน รอบๆ ตัวมันยังแฝงไปด้วยพลังปราณที่มองไม่เห็น พัดเฉียดหน้าอกของอีกฝ่ายไป
​เหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหัน หยวนหงหลวนจึงหลบไม่พ้นทั้งหมด รู้สึกชาหนึบที่หน้าอก เลือดลมพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที
​ก่อนหน้านี้ซ่งมู่ฉือเคยคิดไว้แล้วว่ารูปร่างที่เกินจริงของนางจะต้องเป็นอุปสรรคเวลาต่อสู้เอาเป็นเอาตาย แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วย
​ซางเสวียนจิ้งไม่เปิดโอกาสให้นางได้พักหายใจ ริ้วผ้าไหมในมือวาดเป็นวงกลมวงแล้ววงเล่า แรงกระเพื่อมของน้ำแผ่กระจายออกไปทุกทิศทุกทางราวกับตาข่ายฟ้าดิน
​ซ่งมู่ฉืออดเป็นห่วงนางไม่ได้ เขามองไม่ออกเลยจริงๆ ว่าหยวนหงหลวนจะหนีไปทางไหนได้อีก
​ตอนนั้นเอง หยวนหงหลวนก็กลายร่างเป็นแสงไฟพุ่งฝ่าตาข่ายฟ้าดินนั้นออกมาอย่างพลิ้วไหว
​ต่อให้ทอตาข่ายถี่แค่ไหน ก็จับแสงสว่างไม่ได้อยู่ดี
​"อายุแค่นี้แต่กลับไปถึงขอบเขตเหอกวงขั้นห้าได้ ย่อมไม่ใช่คนไร้ชื่อในยุทธภพแน่ เจ้าเป็นใครกัน?" ซางเสวียนจิ้งประหลาดใจเล็กน้อย
​แม้ชิวเม่าจะอยู่ระดับห้าเหมือนกัน แต่เนื่องจากความพิเศษของสายปราชญ์ เมื่อปราศจากปราณเที่ยงธรรมและตำแหน่งขุนนางคอยเกื้อหนุน ระดับพลังของเขาจึงด้อยกว่าคนอื่นๆ ในระดับเดียวกันมาก
​ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตเหอกวงทั่วไป ย่อมฝึกฝนจนมีจิตวิญญาณแล้ว สามารถนำไปสถิตไว้ในอาวุธ เพื่อปลิดชีพศัตรูได้จากระยะไกลนับพันลี้
​ที่เรียกว่าเหอกวง ก็เพราะในระดับนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรจำเป็นต้องใช้ชีวิตกลมกลืนไปกับโลกโลกีย์ ขณะเดียวกันก็ต้องค้นหาวิถีแห่งตนให้พบด้วย
​นี่คือระดับพลังสูงสุดที่คนส่วนใหญ่ในยุทธภพจะสามารถไปถึงได้แล้ว พวกบรรดาบุตรศักดิ์สิทธิ์หรือสตรีศักดิ์สิทธิ์ของสำนักใหญ่ๆ ก็มักจะอยู่ในระดับนี้แหละ
​ยิ่งระดับสูงขึ้นไป จำนวนคนก็ยิ่งน้อยลง
​อย่างระดับสอง ทั่วทั้งใต้หล้ามีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ส่วนระดับหนึ่งยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่มีเลยสักคน มีแต่ในตำนานเท่านั้น
​"เจ้าก็อายุยังน้อย แถมยังอยู่ขอบเขตเหอกวงเหมือนกันไม่ใช่หรือ แล้วเจ้าเป็นใครล่ะ?" หยวนหงหลวนจ้องมองอีกฝ่ายอย่างระแวดระวัง นึกไม่ถึงเลยว่าในเมืองเล็กๆ ห่างไกลความเจริญแบบนี้ จะมียอดฝีมือระดับนี้ซ่อนตัวอยู่
​"ในเมื่อเจ้าเห็นแล้ว ก็คงปล่อยเจ้าไปแพร่งพรายร่องรอยของข้าไม่ได้แล้วล่ะ" ซางเสวียนจิ้งถอนหายใจแผ่วเบา ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องปกติธรรมดาเรื่องหนึ่ง