- หน้าแรก
- ทำเนียบยอดหญิงงามแห่งแผ่นดิน
- บทที่ 08.กงเกวียนกำเกวียน โลกนี้ย่อมมีความยุติธรรม
บทที่ 08.กงเกวียนกำเกวียน โลกนี้ย่อมมีความยุติธรรม
บทที่ 08.กงเกวียนกำเกวียน โลกนี้ย่อมมีความยุติธรรม
​"อยากรู้หรือ เอาเป็นว่าพวกเจ้าตอบคำถามข้ามาก่อนข้อหนึ่ง" ซ่งมู่ฉือลากเก้าอี้มานั่ง
​ชิวเม่าและเหรินเฉิงสบตากัน ราวกับได้ยินเรื่องตลกที่ขำที่สุดในโลก
​จะให้รองเสนาบดีชิวมาจัดการเรื่องจุกจิกพวกนี้ได้อย่างไร เหรินเฉิงจึงเดินตรงเข้าไปหา "เจ้ายังคิดว่าตัวเองเป็นทั่นฮวาที่ทุกคนต้องประจบประแจงในตอนที่ซ่งจือเจิ้งกุมอำนาจอยู่อีกหรือไง ตอนนี้เจ้ามันก็แค่ไอ้สวะ มีสิทธิ์อะไรมาถามข้า..."
​เพียะ!
​ยังไม่ทันพูดจบ เขาก็ถูกตบหน้าฉาดใหญ่จนร่างหมุนคว้างสามร้อยหกสิบห้าองศา ล้มลงไปกองกับเก้าอี้ จนเก้าอี้หักกระจุย
​เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ทั้งสองคนในห้องถึงกับตกตะลึง ชิวเม่าเบิกตากว้าง คิดในใจว่าเรื่องแบบนี้จะเป็นไปได้อย่างไร?
​แม้ระดับพลังของผู้ตรวจการเหรินจะสู้เขาไม่ได้ แต่การจัดการกับคุณชายเสเพลพรรค์นี้ย่อมต้องง่ายดายราวพลิกฝ่ามือสิ
​หรือว่าทั้งสองคนนี้กำลังเล่นละครตบตาข้าอยู่
​เขารู้สึกกังวลใจลึกๆ จึงรีบลุกขึ้นตั้งใจจะลงมือจับกุมอีกฝ่ายด้วยตัวเอง
​แต่พอลุกขึ้นก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะ มือเท้าอ่อนแรงไปหมด
​"เกิดอะไรขึ้น! เจ้าทำอะไรลงไป?"
​"ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าข้าจะมาพูดเรื่องไร้สาระกับพวกเจ้าไปทำไมล่ะ?" ที่ซ่งมู่ฉือชวนคุยเมื่อครู่ ก็เพราะกลัวว่ายาพิษจะยังออกฤทธิ์ไม่เต็มนั่นเอง
​"มา..." ชิวเม่ารีบตะโกนเรียกผู้คุ้มกันด้านนอก แต่ก็ถูกหมัดซัดเข้าที่แก้มอย่างจังเสียก่อน
​ผลคือใบหน้าของซ่งมู่ฉือกลับเปลี่ยนสี เพราะจู่ๆ ก็มีแสงสีทองสว่างวาบขึ้นบนร่างของอีกฝ่าย ป้องกันการโจมตีของเขาไว้ได้ พร้อมกับมีพลังอันน่าสะพรึงกลัวสะท้อนกลับมา
​แทบจะในเวลาเดียวกัน เส้นสีแดงบนหยกพก 'อมแสง' ที่เอวของเขาก็สว่างวาบขึ้น ถึงกระนั้นร่างของเขาก็ยังถูกกระแทกปลิวไปชนกำแพง กระอักเลือดออกมาคำโต
​หากไม่ได้หยกพกอมแสงช่วยป้องกันการโจมตีถึงชีวิตไว้เมื่อครู่ ตอนนี้เขาคงตายไปแล้ว
​ชิวเม่าค่อยๆ หยิบราชโองการฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน "ไอ้หนุ่มอย่างเจ้าไม่รู้ไปเอายาพิษมาจากไหน ถึงสามารถส่งผลต่อปราณเที่ยงธรรมของพวกเราได้ แต่เจ้ามันก็แค่กบในกะลา ไม่รู้หรือว่าขุนนางผู้นี้คือผู้แทนพระองค์ที่ราชสำนักส่งมา มีราชโองการคุ้มครองกายอยู่"
​โดยปกติแล้ว การแต่งตั้ง ถอดถอน หรือเลื่อนขั้นขุนนาง จะมีขั้นตอนที่เข้มงวดมาก องค์จักรพรรดิและราชสำนักไม่สามารถมอบตำแหน่งขุนนางให้ใครตามอำเภอใจได้ ขุนนางผู้นั้นจะต้องบำเพ็ญปราณเที่ยงธรรมของตนให้ถึงระดับหนึ่ง อีกทั้งยังต้องสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและประชาชน จึงจะได้รับการเลื่อนขั้น
​แต่ราชโองการขององค์จักรพรรดินั้นพิเศษมาก สามารถมอบอำนาจและพลังฝีมือที่สูงกว่าให้แก่ขุนนางได้ชั่วคราว แถมยังมีผลในการคุ้มครองกาย ราวกับเป็นของวิเศษชิ้นหนึ่ง
​แม้ 'สุรา นารี ทรัพย์สิน อารมณ์' จะทำให้เขาสูญเสียพลังฝีมือไปชั่วคราว แต่ด้วยการพึ่งพาราชโองการ เขาก็ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดไว้ได้
​ชิวเม่ารู้สึกเสียดายอยู่บ้าง ราชโองการฉบับนี้สามารถใช้งานได้เพียงสามครั้งเท่านั้น เจ้านี่กลับทำให้เขาต้องเสียโอกาสไปหนึ่งครั้ง
​แต่ว่า ทำไมมันโดนพลังสะท้อนกลับจากราชโองการแล้วถึงไม่ตายล่ะ?
​ตอนนั้นเองก็มีเสียงเคาะประตูขัดจังหวะ "ใต้เท้า เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ?"
​"ไม่มีอะไร แค่มีแมลงวันบินเข้ามาตัวหนึ่ง พวกเจ้าไปตรวจตราดูรอบๆ ซิ ว่ามีพรรคพวกของมันอยู่ไหม หากไม่มีคำสั่งข้า ห้ามใครเข้ามาเด็ดขาด" ตอนนี้ชิวเม่ามั่นใจว่าตัวเองเป็นฝ่ายชนะ จึงไม่อยากให้พวกลูกน้องเข้ามาเห็นสภาพห้องที่เละเทะ เพราะหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปและถูกคนถวายฎีกากล่าวโทษ ก็อาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางการเลื่อนขั้นของเขาในวันข้างหน้าได้
​"ขอรับ!"
​ผู้คุ้มกันเหล่านั้นเมื่อได้ยินคำสั่งก็พากันถอยออกไป และเดินลาดตระเวนอยู่บริเวณโดยรอบ
​ชิวเม่าจึงหันมามองซ่งมู่ฉืออีกครั้ง "เห็นราชโองการแล้ว เหตุใดจึงไม่คุกเข่า?"
​แสงสีทองจากราชโองการสาดส่องลงบนร่างของซ่งมู่ฉือ เขาพลันรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล ราวกับมีภูเขาลูกใหญ่กดทับลงมาบนร่าง
​แม้เขาจะฝึกฝนความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อและพลังปราณโลหิตมาหลายปี แต่ก็ยังไม่อาจต้านทานแรงกดดันนี้ได้ ขาทั้งสองข้างเริ่มงอพับลงอย่างควบคุมไม่ได้
​ใบหน้าของชิวเม่าเต็มไปด้วยรอยยิ้มกระหยิ่มยิ้มย่อง เขาชื่นชอบความรู้สึกที่ได้มาจากอำนาจเช่นนี้ ต่อให้ไอ้คนตรงหน้าจะเกลียดเขาเข้ากระดูกดำ แต่ก็ทำได้เพียงคุกเข่าโขกศีรษะให้เขาอย่างว่าง่ายเท่านั้น
​เวลานี้ซ่งมู่ฉือรู้สึกเลือดขึ้นหน้า หลายปีมานี้ตระกูลซ่งทุ่มเทเพื่อบ้านเมืองอย่างสุดความสามารถ แต่กลับได้รับจุดจบเช่นนี้
​ตอนนี้ครอบครัวต้องแตกสลาย คนในตระกูลซ่งตั้งมากมายต้องอดตาย พี่ใหญ่ก็ถูกทรมานจนตายในคุก
​องค์จักรพรรดิปล่อยปละละเลยให้เกิดเรื่องทั้งหมดนี้ขึ้น และตอนนี้ยังจะให้เขาคุกเข่าให้กับราชโองการของเขาอีกหรือ?
​นิมิต·วาดแผ่นแป้ง (ขายฝัน) ถูกกระตุ้นขึ้นในฉับพลัน
​ราวกับมีแผ่นแป้งขนาดมหึมาปรากฏขึ้นในอากาศ ว่างเปล่าขวางกั้นแสงสีทองจากราชโองการไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง
​ซ่งมู่ฉือรู้สึกตัวเบาหวิวขึ้นมาทันที แต่เขาก็รู้ดีว่านี่คงต้านทานไว้ได้ไม่นาน
​ทว่าชิวเม่ากลับมองไม่เห็นแผ่นแป้งขนาดใหญ่นั้นเลย เขาเดินตรงเข้ามาหาซ่งมู่ฉือ "เดิมทีคิดว่าพอพี่ใหญ่ของเจ้าตายไป ข้าคงหมดสนุกตอนไต่สวนพี่สะใภ้ของเจ้าเสียแล้ว ในเมื่อเจ้ามาอยู่ที่นี่ ก็จงเบิกตาดูอยู่ข้างๆ ก็แล้วกัน"
​เมื่อนึกถึงภาพการขืนใจต่อหน้าผู้เป็นน้องชาย เขาก็รู้สึกอดใจรอแทบไม่ไหวแล้ว
​ในชั่วพริบตาที่เขาเผลอไผลนั้นเอง ซ่งมู่ฉือก็ตวัดมีดสั้น 'ซ่อนคม' ออกไป
​ชะตากรรมของตระกูลซ่งและความไร้ยางอายของอีกฝ่าย ทำให้จิตสังหารของเขาพุ่งขึ้นสูงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และเขาก็ใช้จิตสังหารนี้หล่อเลี้ยง 'ซ่อนคม' มาตลอด
​แสงเย็นวาบขึ้น ราชโองการร่วงหล่นลงพื้น
​ชิวเม่ามีสีหน้าตกตะลึง จนกระทั่งเห็นท่อนแขนของตัวเองตกอยู่บนพื้น ความเจ็บปวดแสนสาหัสจึงแล่นริ้วขึ้นมา
​"อ๊าก~" เขากำลังจะร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ทว่ากลับถูกหมัดซัดเข้าที่ปลายคางเสียก่อน ฟันหลายซี่แตกกระจายปนกับเลือดกระเด็นออกมา จึงร้องไม่ออกแม้แต่คำเดียว
​ซ่งมู่ฉือปลดปล่อยอารมณ์ด้านลบต่างๆ ที่สะสมอยู่ในใจตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่นานภายในห้องก็มีแต่เสียงทุบตีอย่างหนักหน่วงและเสียงครางด้วยความเจ็บปวดดังระงม
​ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด สองคนที่เพิ่งจะกระหยิ่มยิ้มย่องเมื่อครู่ บัดนี้ได้กลายสภาพเป็นหัวหมูไปแล้ว ตาบวมปูดจนเหลือเพียงรอยแยกเล็กๆ บนร่างเต็มไปด้วยคราบเลือด เสื้อผ้าไหมชั้นดีขาดวิ่น ไม่มีชิ้นดีเหลืออยู่เลย
​เมื่อเทียบกับผู้ฝึกตนสายอื่น ผู้ฝึกตนสายปราชญ์มีร่างกายที่เปราะบางกว่าอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้ไม่มีปราณเที่ยงธรรมคอยคุ้มครองด้วยแล้ว
​ซ่งมู่ฉือเก็บราชโองการบนพื้นขึ้นมาก่อน ของสิ่งนี้เป็นของดีทีเดียว น่าเสียดายที่เหลือโอกาสใช้งานได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น
​เมื่อเห็นอีกฝ่ายตีจนเหนื่อย ชิวเม่าก็มีโอกาสหอบหายใจ "ทำไมเจ้าถึงหลุดพ้นจากการควบคุมของราชโองการได้ แล้วทำไมถึงทำร้ายข้าได้?"
​ต้องรู้ว่าอำนาจของราชโองการฉบับนี้มีผลควบคุมผู้ฝึกตนระดับห้าลงมาอย่างเด็ดขาด แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับสี่ก็ยังได้รับผลกระทบ อีกฝ่ายเป็นแค่คนในขอบเขตหลอมกายา เหตุใดจึงไม่ได้รับผลกระทบเลย?
​ซ่งมู่ฉือย่อมไม่มีอารมณ์จะมาอธิบาย "ตอนนี้ข้าเป็นคนถาม เจ้าตอบมา การริบทรัพย์ตระกูลซ่งในครั้งนี้ ใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง?"
​ระหว่างการทำคดี ทั้งสองคนลงมือกับตระกูลซ่งอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต นอกจากจะเป็นการตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลซ่งแล้ว แรงจูงใจที่สำคัญกว่าก็คือการประจบสอพลอใครบางคน ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางอธิบายได้ว่าทำไมพวกมันถึงได้ "ตั้งใจ" ขนาดนี้
​ชิวเม่าโกรธจัด "นี่เป็นมติของราชสำนัก พวกเราแค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น จะมีผู้อยู่เบื้องหลังได้อย่างไร?"
​"เดิมทีเจ้าเป็นแค่คนไร้ความสำคัญในตระกูลซ่ง ความผิดย่อมเบาที่สุด อย่างมากก็แค่ถูกเนรเทศ แต่สิ่งที่เจ้าทำอยู่ตอนนี้คือโทษประหารชีวิต"
​"ข้าขอสาบานต่อทะเลสาบใหญ่ข้างนอกนั่น ขอเพียงเจ้ากลับใจ ข้าขอรับรองว่าจะไม่เอาความ แถมยังจะช่วยเรียกร้องให้ลดโทษให้เจ้าอีกด้วย"
​เหรินเฉิงรีบพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว ทว่าในใจของทั้งสองคนกลับเดือดดาลยิ่งนัก วันนี้ต้องมาทนรับความอัปยศอดสูเช่นนี้ รอให้ปราณเที่ยงธรรมฟื้นคืนกลับมาเมื่อไหร่ จะให้มันได้ลิ้มรสชาติของการอยู่ไม่สู้ตาย ถึงตอนนั้นจะทรมานคนตระกูลซ่งทีละคนๆ ต่อหน้ามัน!
​"น่าเสียดายที่เจ้าทิ้งโอกาสนี้ไป" ระหว่างที่ซ่งมู่ฉือพูด มีดสั้นซ่อนคมก็ตัดนิ้วหัวแม่มือของเขาขาดกระเด็น
​"อ๊าก~" เสียงร้องโหยหวนของชิวเม่าหยุดชะงักลง เพราะถูกถุงเท้าเหม็นๆ ยัดเข้าปาก
​ซ่งมู่ฉือหันไปมองเริ่นเฉิง "ตอนนี้ตาเจ้าแล้ว เจ้ามีมือมากกว่ามันข้างหนึ่ง น่าจะลองได้อีกหลายครั้ง"
​เหรินเฉิง "..."
​ไอ้บ้า ไอ้คนนี้มันบ้าไปแล้ว!
​"ความอดทนของข้ามีจำกัดนะ" เขาแกว่งมีดสั้นไปมาบนร่างของอีกฝ่าย
​"ถึงข้าบอกไป เจ้าก็ไม่ปล่อยข้าไปอยู่ดี..." เหรินเฉิงกัดฟันพูด คนที่ก้าวมาถึงตำแหน่งนี้ได้ย่อมไม่ใช่คนโง่ ด้วยสิ่งที่เขาทำกับตระกูลซ่งในช่วงที่ผ่านมา อีกฝ่ายจะปล่อยเขาไปสิถึงจะแปลก
​ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สู้ยอมตายดีกว่า
​ความสง่างามของปัญญาชนก็ต้องมีบ้าง!
​ซ่งมู่ฉือยิ้มบางๆ "แต่วิธีตายมันต่างกันนะ"
​เหรินเฉิงคิดตกแล้ว "เจ้าคิดว่าข้าจะกลัวการทรมานของเจ้าหรือ? พวกเราตายอย่างซื่อสัตย์เพื่อราชสำนัก แม้ตายไปก็ยังได้รับเกียรติยศสูงสุด ในทางกลับกัน เจ้าจะต้องหนีหัวซุกหัวซุนเหมือนหนูท่อ หากถูกจับได้ เจ้าจะถูกราชสำนักสั่งประหารชีวิตด้วยการแล่เนื้อ ถึงตอนนั้นเจ้าจะตายอนาถกว่าพวกเราเป็นพันเป็นหมื่นเท่า!"
​"การทรมานที่เจ้าทำกับพวกเรา จะถูกเอาคืนกับคนตระกูลซ่งเป็นพันเป็นหมื่นเท่า หากเจ้าไม่กลัวก็เข้ามาเลย"
​"ใครบอกว่าข้าจะใช้ทัณฑ์ทรมานกับพวกเจ้า?"
​ทั้งสองคนกำลังงุนงง ทันใดนั้นก็รู้สึกขนลุกซู่ เจ้านี่มันถอดเสื้อผ้าพวกเราทำไม?
​"หากมีคนมาพบว่าตอนเจ้าตาย เจ้าถอดเสื้อผ้ากอดรัดอยู่กับใต้เท้าชิว เจ้าว่าราชสำนักและชาวบ้านจะพูดถึงเจ้าว่าอย่างไร? คงจะบอกว่า เพื่อเอาใจเจ้านาย เจ้าถึงกับยอมขายบั้นท้าย..."
​"ไอ้ปีศาจ แกมันปีศาจ..." ในที่สุดเหรินเฉิงก็ทนไม่ไหว แค่นึกถึงภาพนั้นก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ถึงตอนนั้นเพื่อรักษาหน้า ราชสำนักคงจัดการเรื่องนี้เงียบๆ ส่วนเรื่องการแต่งตั้งย้อนหลังอะไรนั่น ไม่ต้องหวังเลย
​แค่นั้นยังไม่เท่าไหร่ แต่ถึงตอนนั้นเพื่อนฝูงในแวดวงขุนนาง ศัตรูทางการเมือง หรือแม้แต่ชาวบ้านร้านตลาด ก็คงจะเอาเรื่องที่เขายอมขายบั้นท้ายเพื่อไต่เต้าไปนินทากันสนุกปาก ที่สำคัญคือคนที่เขายอมขายให้คือชิวเม่าที่เห็นแล้วชวนอ้วก
​ชื่อเสียงต้องป่นปี้ไปชั่วลูกชั่วหลาน แม้แต่คนในครอบครัวและลูกหลานก็คงไม่มีหน้าไปพบใคร
​"คุณชายซ่ง ข้าผิดไปแล้ว ท่านเป็นคนใจกว้าง โปรดให้อภัยข้าเถอะ ข้าไม่รู้เรื่องจริงๆ ข้าแค่ดูทิศทางลมในราชสำนัก แล้วไหลตามน้ำไปเพื่อรักษาตัวรอดเท่านั้น ท่านต้องการอะไร ข้าให้ท่านได้ทุกอย่าง" เหรินเฉิงน้ำมูกน้ำตาไหลพราก
​"จะให้อภัยหรือไม่เป็นเรื่องของพี่ใหญ่ข้า หน้าที่ของข้าคือส่งเจ้าไปพบเขา" เมื่อเห็นว่าถามอะไรไม่ได้ความ ซ่งมู่ฉือก็แทงกระบี่ทะลุหัวใจของเขาในดาบเดียว
​จากนั้นก็ใช้กระบี่เปื้อนเลือดเขี่ยถุงเท้าในปากของชิวเม่าออก
​"เจ้าคิดว่าข้าจะถูกเจ้าขู่ให้กลัวเหมือนไอ้สวะเหรินนั่นหรือ พวกเราผู้เป็นปัญญาชนผู้สูงส่ง การเล่นสวาทกับเด็กรับใช้ชายก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร" ชิวเม่าแค่นเสียงเย็นชา
​"แล้วถ้าเจ้ากลายเป็นคนถูกกระทำล่ะ?"
​"???" รอยยิ้มบนใบหน้าของชิวเม่าแข็งค้างไปในทันที
​"ข้ายังไม่ได้ตัดสินใจเลยว่าพวกเจ้าใครจะเป็นฝ่ายรุกใครจะเป็นฝ่ายรับ คงต้องดูพฤติกรรมของเจ้าแล้วล่ะ"
​ในที่สุดชิวเม่าก็ตัวสั่นเทิ้มขึ้นมา เมื่อนึกถึงเพื่อนฝูงญาติมิตร หรือแม้แต่ศัตรูทางการเมืองที่เข้าใจผิดคิดว่าเขามีรสนิยมชอบเป็นฝ่ายถูกกระทำ เขาก็สติแตกทันที
​"เป็นอัครมหาเสนาบดีคนปัจจุบัน ว่านอวิ๋นซาน!"
​"หลักฐานล่ะ?" ซ่งมู่ฉือกลัวว่าเขาจะแว้งกัดมั่วซั่ว
​"ตอนแรกเป็นว่านอวิ๋นซานนี่แหละที่เป็นคนถวายฎีกากล่าวโทษใต้เท้าซ่ง องค์จักรพรรดิเคยปัดตกฎีกากล่าวโทษไปแล้ว แต่เขาก็ยังถวายฎีกาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แถมยังทำให้เรื่องใหญ่โตจนองค์จักรพรรดิทรงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่ได้อีกต่อไป อีกอย่าง ก่อนข้าจะมาที่นี่ เขายังเรียกข้าไปพบที่จวนเพื่อกำชับเรื่องนี้ด้วย เรื่องนี้มีคนในเมืองหลวงรู้หลายคน เจ้าไปสืบดูได้เลย"
​ซ่งมู่ฉือประหลาดใจเล็กน้อย เดิมทีคิดว่าองค์จักรพรรดิคือผู้อยู่เบื้องหลัง ไม่นึกเลยว่าจะเป็นว่านอวิ๋นซาน
​"คุณชายซ่ง ข้าบอกทุกอย่างที่รู้ให้ท่านฟังหมดแล้ว ท่านปล่อยข้าไปเถอะนะ คนที่สั่งทรมานตระกูลซ่งของท่านคือไอ้แซ่เหริน ไม่เกี่ยวกับข้าเลยนะ" ชิวเม่าไม่มีท่าทีเย่อหยิ่งจองหองเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป เวลานี้เขามีเพียงความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะมีชีวิตรอด "ส่วนเรื่องแขนขาดนี่ก็ไม่เป็นไร วันหลังข้าสามารถต่อกลับเข้าไปใหม่ได้ รับรองว่าจะไม่โกรธแค้นคุณชายเพราะเรื่องนี้เลย"
​ตอนนี้เหรินเฉิงตายไปแล้ว เขาจึงเป็นแพะรับบาปชั้นดี
​ซ่งมู่ฉือขยับเข้าไปใกล้หูของเขา "เมื่อครู่เจ้าบอกว่าอยากจะไปรังแกพี่สะใภ้ของข้าใช่ไหม?"
​"ไม่ใช่..." ชิวเม่าม่านตาหดเล็กลง คิดจะอธิบายตามสัญชาตญาณ ทว่าหน้าอกกลับปวดร้าวอย่างรุนแรง เขาถูกกระบี่แทงทะลุหัวใจไปเสียแล้ว
​ซ่งมู่ฉือขยับเข้าไปใกล้หูของเขาอีกครั้ง "อ้อ ข้าตัดสินใจแล้ว ให้เจ้าเป็นฝ่ายถูกเหรินเฉิงกระทำก็แล้วกัน"
​"เจ้าหลอกข้า!"
​"ข้ายังไม่ได้ตกลงอะไรกับเจ้าเลยสักหน่อย"
​ชิวเม่าหน้ามืดทะมึน กระอักเลือดออกมาคำโต ตายตาไม่หลับ
​ซ่งมู่ฉือจับทั้งสองคนถอดเสื้อผ้าออกจนหมด แล้วจัดท่าให้กอดรัดกันแน่นบนเตียง ให้เหรินเฉิงทาบทับอยู่บนร่างที่อ้วนท้วนของชิวเม่า ก่อนจะใช้กระบี่แทงทะลุหลังของทั้งคู่ในคราวเดียว ราวกับว่าฆาตกรฉวยโอกาสตอนที่ทั้งสองกำลังเสพสุขจนถึงจุดสุดยอด แล้วลงมือสังหารด้วยกระบี่เดียว
​หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็เตะหน้าต่างจนเปิดออก แล้วตะโกนเสียงดังลั่น "กงเกวียนกำเกวียน โลกนี้ย่อมมีความยุติธรรม ใจคนย่อมเกื้อหนุนความถูกต้อง ชายชาตรีมีแค้นต้องชำระ ผู้ที่ลงมือสังหารคือซ่งมู่ฉือ!"
​หยวนหงหลวนที่กำลังเดินเล่นอยู่ข้างนอก พอเห็นเช่นนั้นก็ร้อนใจขึ้นมาทันที "ไอ้หมอนี่มันทำอะไรของมัน!"
​ตกลงกันไว้แล้วนี่ว่าจะลงมืออย่างลับๆ ทำงานเสร็จแล้วก็หนีไป ทำไมเขาถึงได้ทำเอิกเกริกขนาดนี้?
​แล้วหลังจากนี้จะหนีรอดไปได้อย่างไร?