เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 184 ข่าวร้ายหนึ่งเรื่อง, แขนที่ขาดหายงอกใหม่

บทที่ 184 ข่าวร้ายหนึ่งเรื่อง, แขนที่ขาดหายงอกใหม่

บทที่ 184 ข่าวร้ายหนึ่งเรื่อง, แขนที่ขาดหายงอกใหม่


บทที่ 184 ข่าวร้ายหนึ่งเรื่อง, แขนที่ขาดหายงอกใหม่

หวังอี้กลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อน "พี่จัว ท่านอย่าหลอกให้ข้าตกใจสิ… จะทะลวงสู่วิญญาณแรกกำเนิดจริงๆ หรือขอรับ?"

"เรื่องแบบนี้มันล้อเล่นกันได้หรือไง?!"

จัวโส่วชิ่งถลึงตาใส่ ขณะกำลังจะอ้าปากพูดต่อ สาวใช้ที่ออกไปสั่งอาหารก็กลับมาพอดี คนกลุ่มหนึ่งช่วยกันยกโต๊ะตัวใหญ่และเก้าอี้เข้ามาอย่างคล่องแคล่วว่องไว

ทั้งถ้วยชาม ตะเกียบ ผ้าเช็ดมือ และสุรา... ถูกจัดวางลงบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ

อาหารวิญญาณปรุงสุกใหม่ๆ จากหอสุราใหญ่ถูกยกขึ้นโต๊ะอย่างรวดเร็ว ทำเอาจัวโส่วชิ่งเห็นแล้วน้ำลายสอ เขาเป็นคนประเภทชอบเสวยสุขเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว สิบปีที่ไม่ได้พบหน้ากัน ตบะของเขาก็ยังคงหยุดอยู่ที่ระดับสร้างรากฐานขั้นสาม

ถ้าย้อนกลับไปตอนที่หวังอี้เจอเขาเป็นครั้งแรก อีกฝ่ายก็อยู่ระดับนี้มาตั้งนานแล้ว ส่วนตัวเขาตอนนั้นเพิ่งจะอยู่แค่ระดับหลอมปราณเท่านั้น

"กินไปคุยไปก็แล้วกัน"

"มา! น้องสี่ พี่ขอคารวะเจ้าก่อนจอกหนึ่ง"

บางทีอาจจะเพราะอัดอั้นมาตลอดการเดินทาง จัวโส่วชิ่งในตอนนี้ถึงได้ปลดปล่อยธาตุแท้ออกมาเต็มที่ ท่าทางการดื่มกินเรียกได้ว่าเปิดเผยไร้ซึ่งความสำรวมใดๆ

หวังอี้เห็นดังนั้นก็ทำได้เพียงสั่งกำชับสาวใช้ ให้หออวิ๋นเมิ่งส่งหญิงสาวบริสุทธิ์มาให้สักสองสามคนในคืนนี้

ขณะเดียวกันในหัวก็กำลังครุ่นคิดไปด้วย

ถึงขั้นจะทะลวงสู่วิญญาณแรกกำเนิดแล้ว พรสวรรค์ก็ไม่น่าจะมีผลอะไรกับเขาแล้วมั้ง? ผู้ที่สามารถควบแน่นวิญญาณแรกกำเนิดได้ ไม่มีใครเลยที่ไม่ใช่ยอดอัจฉริยะเหนือผู้คน

ต่อให้มีพวกโชคดีอยู่บ้าง พรสวรรค์ดั้งเดิมที่ต่ำต้อยก็จะถูกผลัดกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็นอย่างต่อเนื่อง จนยกระดับขึ้นมาเทียบชั้นได้กับรากวิญญาณสวรรค์อยู่ดี

หากต้องการให้เป็นประโยชน์ต่อการบำเพ็ญเพียรในระดับวิญญาณแรกกำเนิด ก็จำเป็นต้องมีกายาพิเศษ ถึงจุดนั้นสรรพคุณของคาถาลับครรภ์มารเสวียนหยวนก็คงไม่ค่อยมีประโยชน์แล้วกระมัง

หวังอี้คิดเช่นนี้ในใจ และปากก็เอ่ยถามออกไปแบบนั้นเช่นกัน

ใครจะรู้ว่าจัวโส่วชิ่งกลับถลึงตาใส่

"เจ้าคิดว่าพวกเราไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้หรือไง? ถ้ามันง่ายขนาดนั้น ข้าคงไม่ถ่อมาหาเจ้าถึงที่นี่หรอก เดินทางมาตั้งไกลน่าเบื่อจะตายชัก"

เขาคีบเนื้อต้นขาของสัตว์อสูรหงส์เหินเข้าปากอีกชิ้น เคี้ยวตุ้ยๆ พลางพูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้ฟังไม่ค่อยถนัด

"ข้าแอบไปถามเจินจวินเก้ามารมาเป็นการส่วนตัว เขาเห็นแก่หน้าตระกูลจัวแห่งกุ่ยฟาง อีกทั้งยังรู้เรื่องที่ข้าฝึกวิชามารน้ำพุโลหิตล้มเหลว ก็เลยยอมบอกความลับที่แท้จริงของคาถาลับครรภ์มารเสวียนหยวนให้ข้าฟัง"

จัวโส่วชิ่งเคยถูกคนลอบทำร้าย จนทำให้การหล่อหลอมรากวิญญาณโลหิตแต่กำเนิดล้มเหลว เรื่องนี้เคยดังกระฉ่อนไปทั่ว แต่หวังอี้กลับไม่รู้เรื่อง เพราะยังไงซะมันก็เป็นเรื่องเมื่อเกือบร้อยปีก่อนแล้ว

"เขาบอกว่า หากสามารถฝึกคาถาเสวียนหยวนจนถึงขั้นสมบูรณ์ จะสามารถหล่อหลอมกายาพิเศษชนิดหนึ่งขึ้นมาได้ เรียกว่า [กายามารกำเนิดฟ้า] ทำให้การฝึกฝนวิชาสายมารลื่นไหลราวกับมีเทพเจ้าคอยช่วยเหลือ และยังเป็นกำลังเสริมที่ทรงพลังมากในระดับวิญญาณแรกกำเนิดด้วย

"แน่นอน คาถาสมบูรณ์ก็ยังไม่นับว่าสมบูรณ์แท้จริง จำเป็นต้องกลืนกินครรภ์มารเสวียนหยวนแบบเดียวกัน ถึงจะมีโอกาสเติมเต็มตัวเองให้สมบูรณ์ ครรภ์มารยิ่งสุกงอมเท่าไหร่ สรรพคุณก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น"

หวังอี้ถึงบางอ้อในทันที

เขาจำได้ว่าในคัมภีร์มีบันทึกถึงผู้บำเพ็ญเพียรสี่คนที่ฝึกคาถาลับนี้สำเร็จ สองคนตายในระดับสร้างรากฐาน อีกหนึ่งคนตกตายในระดับแก่นทองคำ เหลือรอดเพียงคนเดียว

หากมองในแง่ร้ายที่สุด คนผู้นี้คงรู้ความลับของวิชานี้มาตั้งนานแล้ว ทั้งสามคนนั้นล้วนตายด้วยน้ำมือของมันแน่ๆ และถ้ามันรู้ว่าเขาก็ฝึกคาถานี้สำเร็จด้วยเหมือนกัน... นี่มันข่าวร้ายของแท้เลยนี่หว่า!

"เฮ้อออ"

จัวโส่วชิ่งทอดถอนใจ

"ตัวเจินจวินเก้ามารเองก็ไม่ได้ฝึกวิชาลับแขนงนี้ การที่เขาเผยแพร่วิชานี้ออกไป ก็ใช่ว่าจะไม่มีเจตนาอยากทดสอบความน่าเชื่อถือของมันเสียหน่อย"

หวังอี้เกิดความคิดวาบขึ้นมาในหัว

"ความหมายของท่านก็คือ คนผู้นั้นถูกเจินจวินเก้ามารจงใจปล่อยไว้ให้อยู่รอดงั้นหรือขอรับ"

"ก็แค่เป็นไปได้น่ะ เคล็ดวิชาที่หล่อหลอมกายาพิเศษหลังกำเนิดได้นั้นหายากจะตายไป ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจินจวินเก้ามารจะไม่เคยหวั่นไหว ในเมื่อเขาไม่ได้ฝึกฝน ย่อมต้องมีอันตรายแฝงอยู่แน่ๆ"

"คำพูดนี้... ก็มีเหตุผลอยู่บ้างจริงๆ ขอรับ"

จิตมารฟ้าไม่ใช่ของที่จะรับมือได้ง่ายๆ เขาเองก็อาศัยสรรพคุณของ [ช่องจัดวาง] ถึงได้หลีกเลี่ยงผลข้างเคียงต่างๆ นาๆ มาได้ ถึงกระนั้นตอนที่ร่ายคาถาชิงรากวิญญาณ ก็ยังได้ยินเสียงกระซิบกระซาบดังอยู่ข้างหูอยู่ดี

กายามารกำเนิดฟ้า!

ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่

หวังอี้ก็รวบรวมสมาธิเรียกความฮึกเหิมกลับมาอีกครั้ง อุปสรรคแค่นี้เอง ตอนที่เขาเป็นทาสวิญญาณ ทั้งไม่มีคนช่วย ทั้งไม่มีข่าวสาร อาศัยการเสี่ยงดวงล้วนๆ

ตอนนั้นหากไม่เสี่ยงก็ไม่ได้ มีเพียงเสี่ยงจนชนะเท่านั้น ถึงจะสลัดคราบทาสวิญญาณ สลัดขุมนรกพรรค์นั้นหลุดได้

ตอนนี้สภาพแวดล้อมดีขึ้นตั้งเยอะ แค่แก่นทองคำขั้นสูงสุดคนเดียวเท่านั้น ยังไม่ทันได้ควบแน่นวิญญาณแรกกำเนิดเสียหน่อย ใช่ว่าจะหาทางรับมือไม่ได้เสียทีเดียว

อีกอย่าง นี่เป็นเพียงศัตรูในจินตนาการ อีกฝ่ายไม่แน่ว่าจะรู้การมีอยู่ของเขา เขายังมีเวลาสะสมไพ่ตายอีกถมเถ

"พี่จัว เล่ามาเถอะขอรับ ภูมิหลัง ชาติตระกูล และประสบการณ์ของคนผู้นี้เป็นมายังไง แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน"

จัวโส่วชิ่งวางตะเกียบลง หยิบม้วนข่าวกรองออกมาจากแหวนมิติ แล้วโยนไปให้หวังอี้

"อยู่ในนี้หมดแล้ว เจ้าดูเอาเองเถอะ"

หวังอี้รีบเปิดอ่านทันที

[ฝูเซียว อายุ 523 ปี ตบะระดับแก่นทองคำขั้นสูงสุด เป็นชาวหมู่บ้านซานซาน ตำบลเถาฮวา อำเภอหลิวกวง แคว้นเยี่ยฉง อายุยี่สิบปีด้วยพรสวรรค์รากวิญญาณคละ จึงถูกรับเข้าไปเป็นศิษย์รับใช้ในเมืองหลวงแคว้นเยี่ยฉง...]

[อายุสามสิบปีถูกคุณชายตระกูลต้วนแห่งเซี่ยงซานถูกตาต้องใจ เข้าเซี่ยงซานในฐานะเด็กรับใช้ส่วนตัว ฝีปากวาทศิลป์ของมันร้ายกาจยิ่งนัก ได้รับทรัพยากรบำเพ็ญเพียรจากคุณชายต้วนหยาง... อายุห้าสิบปีทะลวงสู่ระดับหลอมปราณขั้นกลาง... หมดความโปรดปราน!]

[อายุหกสิบปีใช้ ‘พิษแมงป่องหิน’ สังหารคุณชายต้วนหยาง ได้ถุงเก็บของมา ภายในมีทรัพยากรนับไม่ถ้วนรวมถึง... คาถาลับครรภ์มารเสวียนหยวน]

[ในช่วงบั้นปลายชีวิต อายุร้อยปีทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐาน ใช้คาถาลับกลืนกินสายเลือดส่วนหนึ่งในหมู่บ้านซานซาน กราบเข้าสู่นิกายโลหิตวิญญาณผกผันอย่างเป็นทางการในฐานะผู้ดูแลสายนอก...]

[การฝึกฝนของมันรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ ก่อนถึงขีดจำกัดอายุสามร้อยปีก็โชคดีทะลวงสู่ระดับแก่นทองคำได้สำเร็จ เวลาเพียงสองร้อยกว่าปีก็บรรลุถึงแก่นทองคำขั้นสูงสุด ปัจจุบันกำลังออกท่องโลกอยู่ที่ภูเขาเทพจูเชวี่ย เพื่อค้นหาวาสนาในการทะลวงสู่วิญญาณแรกกำเนิด!]

ระดับความละเอียดของข่าวกรองฉบับนี้ ทำเอาหวังอี้ถึงกับเบิกตาอ้าปากค้าง

ไม่เพียงแต่มีประสบการณ์ในอดีต แต่ยังมีลูกไม้ที่ฝูเซียวมักใช้ ภารกิจทั้งหมดที่เคยทำ ผลงาน... และอื่นๆ ล้วนถูกบันทึกไว้หมด

ต้องยอมรับเลยว่า ความสามารถในการรวบรวมข่าวกรองของตระกูลจัวแห่งกุ่ยฟาง เหนือความคาดหมายของหวังอี้ไปมากโขจริงๆ

"ขอบคุณขอรับ ข่าวกรองฉบับนี้มีประโยชน์กับข้ามากจริงๆ"

"ไม่เป็นไร ในเมื่อรับเจ้าเป็นน้องสี่แล้ว ปัญหาของเจ้า พี่จัวคนนี้ต้องช่วยหาทางออกให้อยู่แล้ว"

ไม่ว่าคำพูดนี้จะจริงหรือเท็จ ก็ล้วนเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือพันธสัญญาแม่น้ำปรโลก ในเวลาเช่นนี้เมื่อพูดออกมา มันก็ต้องเป็นเรื่องจริงเท่านั้น และหวังอี้ก็จำเป็นต้องรับน้ำใจนี้ไว้

เขาจำความละโมบและความโหดเหี้ยมของจัวโส่วชิ่งได้ ก็ควรจำความช่วยเหลือในครั้งนี้ได้เช่นกัน ไม่ว่าเบื้องหลังจะมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่หรือไม่ แต่น้ำใจก็คือเรืองของน้ำใจ ไม่เกี่ยวกับนิสัยใจคอของคน

ต่อให้เป็นมหาโจรชั่วช้าที่ฆ่าคนมานับไม่ถ้วน หากเลี้ยงดูเจ้ามาจนโต ช่วยชีวิตเจ้าไว้หนึ่งครั้ง ก็ยังต้องสำนึกในบุญคุณอยู่ดี

คนแซ่หวังอย่างเขา กลัวเรื่องแบบนี้ที่สุดแล้ว

แผนบนดิน เป็นกลยุทธ์ที่ไร้ทางแก้ที่สุดในโลกจริงๆ

"เฮ้อออ"

รอจนหวังอี้ปรับสภาพจิตใจได้ จัวโส่วชิ่งถึงได้เอ่ยต่อ

"ตอนนี้ข้ามีสองแผนในการแก้ปัญหา หนึ่งคือให้เจ้าไปซ่อนตัวอยู่ที่ใจกลางดินแดนกุ่ยฟาง ภายในร้อยปีห้ามโผล่หัวออกมา วิธีนี้ปลอดภัยที่สุด แค่อาจจะเจอกับปัญหาบางอย่างที่เดิมทีเป็นของข้าแทน"

"สองคือปล่อยข่าวเรื่องที่เจ้าใช้มหาเวทชิงรากฐานเพื่อสร้างรากฐานให้แพร่กระจายออกไปอีก เพื่อปกปิดความผิดปกติในความเร็วการฝึกฝนของเจ้า ทำแบบนี้อย่างมากก็ยื้อไปได้จนถึงตอนที่เจ้าทะลวงสู่ระดับแก่นทองคำ หากฝูเซียวให้ความสนใจในประสบการณ์ของเจ้าสักนิด มันจะต้องพบความผิดปกติแน่"

บอกตามตรง แผนทั้งสองอย่างนี่มันห่วยแตกสิ้นดี หวังอี้เอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ

"เรียกใช้ยอดฝีมือของตระกูลจัวแห่งกุ่ยฟาง ไปฆ่ามันทิ้งตรงๆ ไม่ได้หรือขอรับ?"

จัวโส่วชิ่งกลอกตาบน

"ข้ามันเป็นคุณชายนอกคอก ส่วนฝูเซียวคือยอดฝีมือระดับแก่นทองคำขั้นสูงสุดนะ ถ้าข้าเรียกคนไปฆ่าเขาได้ จะมาทำพันธสัญญาแม่น้ำปรโลกกับเจ้าเพื่ออะไร? ล้อเล่นหรือไง?

"อีกอย่าง มันกับเจินจวินเก้ามารมีความสัมพันธ์อะไรกันหรือเปล่า ข้าเองก็ไม่แน่ใจ จะเอาไปเสี่ยงไม่ได้"

ก็จริง

หวังอี้ครุ่นคิด

"ขยับตัวสู้สงบนิ่งไม่ได้ ในเมื่อท่านมีความสามารถด้านข่าวกรองที่แข็งแกร่งขนาดนี้ ถ้างั้นก็ให้คนคอยจับตาดูฝูเซียวไว้ มันไม่ได้กำลังค้นหาวาสนาอยู่ที่ภูเขาเทพจูเชวี่ยหรอกหรือขอรับ?"

"ช่วงเวลาสั้นๆ นี้มันคงยังไม่กลับมาแน่ ก่อนหน้านั้นพวกเราก็แค่ระแวดระวังไว้ให้ดีก็พอ ไม่ต้องไปจงใจปกปิดอะไรหรอก"

ได้ยินดังนั้น จัวโส่วชิ่งก็พยักหน้ารับ

"ยังคงเป็นน้องสี่ที่หัวไว แต่ระบบข่าวกรองของตระกูล ข้าดูได้แค่บางส่วนและเรียกใช้ได้แค่พวกตัวเล็กตัวน้อยเท่านั้น เจ้าดูสิ..."

"หึๆ พี่จัวต้องมีลูกเล่นอื่นอยู่อีกแน่ๆ ขอรับ"

หวังอี้ถูมือไปมา ลุกขึ้นรินสุราคีบกับข้าว ทำท่าราวกับกำลังปรนนิบัตินายท่าน ทำเอาจัวโส่วชิ่งหรี่ตาลงด้วยความสบายใจในทันที

หลังจากสุราผ่านไปสามจอก กับข้าวถูกลิ้มรสไปห้าอย่าง

ทั้งสองไม่ได้หารือเรื่องงานการจริงจัง แต่กลับคุยโวโอ้อวดกันไปเรื่อยเปื่อย ม่านราตรีเบื้องนอกหน้าต่างค่อยๆ โรยตัวลงมา

นอกประตู

"ท่านอาจารย์ ผู้อาวุโสเฉาอวิ๋นเหนียงส่งคนพาหญิงงามสี่นางมาส่งเจ้าค่ะ"

"ให้พวกนางเข้ามา ส่วนเจ้าก็ถอยไปเถอะ"

"เจ้าค่ะ"

จัวโส่วชิ่งที่อยู่ด้านข้างได้ยินดังนั้น ก็หัวเราะหึๆ

"สมกับเป็นน้องสี่ที่รู้ใจข้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าตลอดทางนี้ข้าอัดอั้นแทบแย่แล้ว"

"ไปๆๆ อย่ามาเกาะแกะข้า"

"หรือเจ้าจะมาร่วมวงด้วยกันไหมล่ะ?"

เห็นหวังอี้ทำท่าจะลุกหนี จัวโส่วชิ่งก็คว้าตัวเขาไว้พลางหัวเราะพิลึก "อยู่สำนักก็แล้วไปเถอะ เจ้ายังไม่เคยเปิดหูเปิดตากับพี่ชายคนนี้เลยนะ"

"ท่านเมามากแล้ว ข้า…"

หวังอี้เดิมทีคิดจะปฏิเสธ แต่พอเห็นสาวงามอ้อนแอ้นสี่นางผลักประตูเข้ามา ร่างกายกำยำก็พลันสั่นสะท้านขึ้นมาทันที

นานแค่ไหนแล้วนะ

ใช่สิ ก็วันนี้นี่แหละที่วิชาลับมารศพของเขาถูกเติมเต็มจนถึงระดับสองแล้ว ทำให้ร่างกายหลอมรวมกันไปอีกขั้น แม้จะมีผลข้างเคียงหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไรขนาดนั้นแล้ว

ชั่วขณะนั้นอดไม่ได้ที่จะรู้สึกคันไม้คันมือ เหลือบตามองจัวโส่วชิ่งแวบหนึ่ง หมอนี่เลือกเวลาได้เหมาะเจาะจริงๆ เชียว

"พี่จัว อย่าหาว่าน้องชายไม่เต็มใจเลยนะ ข้ากลัวว่าจะทำร้ายจิตใจท่านเอาน่ะสิ"

"เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไรกัน ข้าเป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานเชียวนะโว้ย"

"ก็ดี"

ปัง!

เมื่อประตูตำหนักปิดสนิท เงาร่างภายใต้แสงไฟก็วูบไหว ให้ความรู้สึกงดงามแบบเลือนราง แบ่งกันคนละสองคนพอดีเป๊ะ

"นายท่าน~ เชิญเอ็นดูหว่านหว่านให้เต็มที่เลยเจ้าค่ะ"

วันรุ่งขึ้น

แสงรุ่งอรุณสลัวราง

คนแซ่หวังที่รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ปล่อยให้สาวใช้ดูแลจัวโส่วชิ่งให้ดี ส่วนตัวเองก็ปลีกตัวออกจากโถงหลัก กลับไปยังห้องลับเพื่อสะสางเรื่องที่ยังค้างคาจากเมื่อวานต่อ

แขนที่ขาดหายงอกใหม่!

เขารอคอยวันนี้มานานแสนนานแล้ว ลองนับเวลาดูสิ ตั้งแต่ก้าวเข้าสู่วิถีการบำเพ็ญเพียรตอนอายุสิบหก ปีนี้เขาก็อายุปาเข้าไปห้าสิบสี่ปีแล้ว หากเทียบกับคนธรรมดา ก็ถือว่าผ่านชีวิตมาถึงสองในสามส่วนแล้ว

การได้ขยับแขนซ้ายมันรู้สึกยังไงกันนะ เขาลืมเลือนมันไปนานมากแล้วจริงๆ

"ยังไงก็ต้องลองดู"

จิตใจดำดิ่งเข้าสู่ภายในร่างกาย วิชาลับมารศพเริ่มโคจรทำงาน ‘โอสถโลหิตหยิน’ สองเม็ดที่แอบซ่อนฟูมฟักอยู่ในไขกระดูกและหยดเลือด ถูกเคลื่อนย้ายไปยังบาดแผลตรงแขนซ้าย

มือขวาของหวังอี้จิ้มลงไปติดๆ กัน โอสถโลหิตหยินทั้งสองเม็ดก็พลันแตกละเอียดพร้อมกัน

ปราณหยินและปราณศพเข้มข้นที่ผสมปนเปกับปราณเลือดอันเป็นเอกลักษณ์ภายในร่างกายเขา ก็ระเบิดออกอย่างรุนแรง

"อึก…"

ความรู้สึกคันยุบยิบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กระจุกตัวรวมกันอยู่ที่บาดแผลตรงหัวไหล่ซ้าย เริ่มแรกคือกระดูกสีประหลาดกำลังงอกเงยออกมา ตามด้วยเส้นลมปราณ กล้ามเนื้อ และหลอดเลือด

เมื่อพลังเร้นลับของโอสถโลหิตหยินทั้งสองเม็ดถูกเผาผลาญจนหมดสิ้น

สิ่งที่ปรากฏให้เห็นในท้ายที่สุด กลับเป็นเพียงท่อนแขนที่มีแต่เลือดเนื้อไร้ซึ่งผิวหนัง หวังอี้ได้แต่ยิ้มขื่นอย่างจนใจ

"ยังขาดไปอีกนิดหน่อยจริงๆ แต่ก็แค่ควบแน่นโอสถโลหิตหยินต่อไปก็พอแล้ว"

เขาจัดการเปลี่ยน [ช่องจัดวาง] ทั้งห้าช่องให้เป็นวิชาลับมารศพทั้งหมดเป็นการชั่วคราว

ทันใดนั้น พลังที่หลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสายก็สะท้อนกลับมาเรื่อยๆ ช่วยเร่งการควบแน่นของโอสถโลหิตหยินให้เร็วขึ้น

เพียงแค่วันสั้นๆ เม็ดยาลับเม็ดใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้นมาได้สำเร็จ

เขาทำซ้ำขั้นตอนเดิมก่อนหน้านี้อีกครั้ง

ผิวหนังเกิดใหม่ที่ขาวอมชมพูเริ่มงอกเงยขึ้นมาอีกครั้ง ไม่นานนัก หวังอี้ก็ได้สัมผัสถึงความรู้สึกของการมีร่างกายครบถ้วนสมบูรณ์เสียที

จบบทที่ บทที่ 184 ข่าวร้ายหนึ่งเรื่อง, แขนที่ขาดหายงอกใหม่

คัดลอกลิงก์แล้ว