- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 183 กายาแปรสภาพ, แขกผู้มาเยือน
บทที่ 183 กายาแปรสภาพ, แขกผู้มาเยือน
บทที่ 183 กายาแปรสภาพ, แขกผู้มาเยือน
บทที่ 183 กายาแปรสภาพ, แขกผู้มาเยือน
ใช่แล้ว~
ย้อนกลับไปตอนที่ ‘พลังมังกรเจียว’ ทะลวงเข้าสู่ระดับสอง จนได้รับความมหัศจรรย์ทางกายเนื้ออย่าง ‘พลังมังกร’ และ ‘กระดูกสันหลังมังกร’ มาครอบครอง มันก็ได้หลอมรวมและกลายพันธุ์เข้ากับ ‘วิชาลับมารศพ’ ไปเรียบร้อยแล้ว
นั่นเป็นเพราะหวังอี้มีร่างกายเพียงร่างเดียว ในขณะที่วิชาลับมารศพและเนตรทมิฬไท่หยินล้วนเป็นวิชาลับสายดัดแปลงร่างกาย แค่เรียนรู้สำเร็จก็จะมีพลังเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
เมื่อหลอมรวมความมหัศจรรย์จากวิชาสายกายาเข้าไปอีกครั้ง พวกมันก็เหมือนมีแกนหลักให้ยึดเหนี่ยว จึงพากันอิงอาศัยสิ่งนี้จนเกิดกายาแปรสภาพในที่สุด
ทว่าลักษณะเฉพาะของดวงตานั้นไม่ชัดเจนนัก พลังของมันจึงไม่ได้แทรกแซงกันเอง
ส่วน ‘กระดูกมารศพ’ ‘โลหิตหยินสวรรค์’ และ ‘กระดูกสันหลังมังกร’ นั้นเกิดกายาแปรสภาพร่วมกัน ‘กระดูกสันหลังมังกรเจียวมารปรโลก’ ก็คือผลผลิตที่ได้จากกระบวนการนี้ ซึ่งนับว่าเป็นกายาแปรสภาพไปในทิศทางที่ดี
มาคราวนี้ พอวิชาลับมารศพถูกเติมเต็มจนสมบูรณ์ มันจึงหนุนนำให้เกิดการเลื่อนระดับตามไปด้วย
ส่วนผลลัพธ์จะออกมาเป็นยังไงนั้น... พูดยากจริงๆ
นี่แหละคือเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมหวังอี้ถึงต้องดึงดันต่อยอดอนุมานวิชา ‘พลังมังกรเจียว’ ให้จงได้ เพราะมีเพียงการเดินหน้าบนเส้นทางสายนี้เท่านั้น ชั่วคราวเขายังหาเบาะแสของเส้นทางที่สองไม่เจอเลย
ภายในห้องลับ หวังอี้รู้สึกได้ว่ากล้ามเนื้อและเส้นเอ็นทั่วร่างกำลังบิดเกลียว แขนขาทั้งสี่หมอบราบไปกับพื้น กระดูกลั่นเสียงดังกรอบแกรบ
“อ๊ากกกก”
หากจะพึ่งแค่ให้พวกมันผสานเข้าด้วยกันเอง ความเร็วก็ชักช้าเกินไป แถมยังแยกแยะหลักรองได้ยาก ก่อนหน้านี้ ‘กระดูกสันหลังมังกร’ อยู่ในระดับสอง การจะรวบรวมพลังที่ได้จากวิชาลับมารศพระดับหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องยาก
แต่ตอนนี้ทั้งสองวิชาล้วนอยู่ในระดับสองกันทั้งคู่ มันจึงเกิดสภาวะแก่งแย่งชิงดีกันขึ้นมา
ระหว่างที่แหงนหน้าคำรามก้อง หวังอี้เหลือบไปเห็นแสงดาวที่สาดส่องลอดช่องโหว่ของห้องลับลงมา จึงตัดสินใจได้ในทันที
ชักนำไออาฆาตจันทร์ไท่หยิน ใช้มันมาหล่อหลอมร่างกาย เพื่อสะกดข่มและผสานพลังกายเนื้อทั้งหลายแหล่เหล่านี้เข้าด้วยกันซะ!
ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เขาก็ใช้วิธีนี้มาโดยตลอด
“เนตรทมิฬ... รวม!”
แสงจันทร์สุกสกาวดุจดั่งประกายแสงศักดิ์สิทธิ์สองสาย พุ่งทะลุออกจากดวงตาของหวังอี้สาดส่องยาวสามฉื่อ ( 1 ฉื่อ ประมาณ 33 ซม.) แก่นแสงจันทร์และไออาฆาตจันทร์ไท่หยินพุ่งทะยานลงมาพร้อมเพรียงกัน บนผิวหนังของเขาพลันถูกจุดประกายด้วยเปลวเพลิงไออาฆาตจันทร์สีเทาอ่อนโปร่งใสอีกครั้ง
ปราณเลือดควบแน่นจนเป็นรูปธรรม มังกรเจียวมารปรโลกที่จำแลงกายออกมาเริ่มแผดเสียงคำราม บิดเกร็ง และกลายสภาพอย่างต่อเนื่อง... ขนาดตัวของมันขยายใหญ่พรวดพราดไปจนถึงเก้าเมตรเก้าสิบเซนติเมตร
มันขดพันรอบตัวหวังอี้ทะยานขึ้นสู่เบื้องบนราวกับมังกรขด
สิ่งที่เกิดจากการแปลงรูปลักษณ์ของปราณเลือดนี้ยิ่งดูสมจริงมากขึ้นเรื่อยๆ เกล็ดของมันถูกปกคลุมด้วยเสื้อศพเกราะเหล็ก กรงเล็บมังกรเจียวทั้งสี่ข้างหนาและใหญ่ขึ้นอีกหลายรอบ ดูประหนึ่งชายฉกรรจ์ที่กล้ามเนื้อปูดโปนเป็นมัดๆ
ลักษณะเฉพาะสองประการของเจียงซืออย่าง พละกำลังมหาศาล และหนังทองแดงกระดูกเหล็ก ถึงกับหลอมรวมเข้ากับความมหัศจรรย์ทางกายาของเขาเสียได้!
ส่วนกระดูกสันหลังมังกรเจียวมารปรโลกก็มีหนามกระดูกปูดโปนออกมา พวกมันพากันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำแห่งหยินบริสุทธิ์ ทิ้งลวดลายปรโลกสีดำวาดผ่านไปทั่วร่าง คล้ายกับมีเสียงผีสางร่ำไห้ดังก้องสลับกันไปมา
เส้นสายสีฟ้าน้ำแข็งสองเส้นที่ลากผ่านเรือนร่าง ก็ยิ่งดูสลัวลึกล้ำมากขึ้น
ดวงตาของมังกรเจียวยิ่งแปรเปลี่ยนกลายเป็นภาพของพระจันทร์เสี้ยวสองดวง
“ความเปลี่ยนแปลงนี้...”
หวังอี้อดไม่ได้ที่จะลองกำหมัดแน่น แม้ว่าระดับการบำเพ็ญเพียรจะยังคงหยุดอยู่ที่จุดสูงสุดของระดับสองขั้นต้น ทว่าพละกำลังกลับเพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อนหลายเท่าตัว เขาในตอนนี้สามารถใช้หมัดเดียวต่อยตัวเองในเมื่อวานให้ตายคาที่ได้สบายๆ
หากต้องรับมือกับผู้บำเพ็ญเพียรสายสัมผัสเทวะที่เคยไล่ล่าเขาในหนองน้ำใบไม้แห้งอีกครั้งล่ะก็ ด้วยร่างกายนี้ พอบวกกับชุดเกราะมารเข้าไป เขาใช้แค่สามหมัดก็อัดอีกฝ่ายจนตายได้แล้ว
ฝีมือพุ่งทะยานขึ้นมาไม่ใช่แค่ระดับเดียวเสียด้วยซ้ำ
หลังจากผ่านเรื่องราวเหล่านี้มา ผนวกกับการซึมซับผลลัพธ์การอนุมานวิชา ‘พลังมังกรเจียว’ จาก [ช่องจัดวาง] ในหัวอย่างต่อเนื่อง ลางๆ แล้วเขาก็คล้ายจะคลำเจอเส้นทางสายใหม่เข้าให้แล้ว
การหล่อหลอมร่างกายด้วยไออาฆาตจันทร์ไท่หยิน + เคล็ดวิชาบางส่วนของวิชาลับมารศพ
เมื่อนำมาหลอมรวมเข้ากับเคล็ดวิชาพลังมังกรเจียว บางทีนี่อาจเป็นอนาคตของเส้นทางบำเพ็ญกายาสำหรับเขาก็เป็นได้
การรู้แจ้งที่คล้ายคลึงกับตอนที่ได้เห็นบึงอ้อสามพันลี้เป็นครั้งแรก ได้เกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เคล็ดวิชาเล่มใหม่ที่ถอดแบบมาจากพลังมังกรเจียวแต่กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเขา
เงื่อนไขที่ต้องใช้เวลาจัดวางสิบห้าหรือสิบหกปีอะไรนั่น ถูกการรู้แจ้งเพียงครั้งเดียวกระโดดข้ามไปจนหมดเกลี้ยง
นี่แหละคือความรู้สึกของการบัญญัติวิชา
หวังอี้สัมผัสได้ว่าการที่เขาทำสำเร็จนั้นมีปัจจัยทั้งจังหวะเวลา สถานที่ และตัวบุคคลมาเกื้อหนุนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาวิชาอาคมที่ถูกฝึกจนถึงขั้นสมบูรณ์ของเขา แท้จริงแล้วมันได้ช่วยเพิ่มพูนรากฐานให้เขาอย่างเงียบๆ
มาคราวนี้เมื่อจังหวะเวลามาถึง ผนวกกับปัจจัยด้านสถานที่อย่างไออาฆาตจันทร์ไท่หยิน
จึงได้ก่อกำเนิดช่วงเวลาที่ราวกับปาฏิหาริย์ขึ้นมา
“วิชามังกรอสูรหยินมรณะ!”
เคล็ดวิชาบำเพ็ญกายาระดับสองขั้นสูงสุด ไม่เพียงแต่ช่วยให้เขาทะลวงผ่านระดับสามได้เท่านั้น แต่ยังถูก [ช่องจัดวาง] ตัดสินให้เป็นเคล็ดวิชาใหม่เอี่ยมอ่องอีกด้วย
ไอ้พลังมังกรเจียวอะไรนั่น ไสหัวไปซะให้หมด
[ช่องจัดวางที่ 4: วิชามังกรอสูรหยินมรณะ]
[วิชามังกรอสูรหยินมรณะ (0/100) : บำเพ็ญวันละยี่สิบสี่ครั้ง สามสิบปีสัมฤทธิ์ผล]
“ดี วาสนาดี โชคชะตาดีเยี่ยม!”
ตอนนี้มีช่องจัดวางอยู่ทั้งหมดห้าช่อง
ช่องที่หนึ่งและสองเป็นเคล็ดวิชาหลัก ช่องที่สามให้วิชาหลอมศพอาฆาตหยินมาเสียบแทน ช่องที่สี่จัดวางวิชาพลังมังกรเจียวที่เพิ่งคลอดสดๆ ร้อนๆ ส่วนช่องที่ห้าก็ฝึกวิชาลับมารศพต่อไป
[ช่องจัดวางที่ 5: วิชาลับมารศพ (ระดับสอง/↑)]
[วิชาลับมารศพ (0/100) : บำเพ็ญวันละหนึ่งพันสี่ร้อยสี่สิบครั้ง ห้าสิบปีสัมฤทธิ์ผล]
ห้าสิบปีเพื่อไปถึงระดับสาม เขาพบว่าพอถึงระดับสาม แทบทุกวิชาล้วนต้องการเวลาจัดวางถึงห้าสิบปีทั้งนั้น ซึ่งหากเทียบกับอายุขัยของผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำแล้ว ข้อเรียกร้องนี้ถือว่าง่ายดายเอามากๆ
พักฟื้นอยู่เนิ่นนาน ในที่สุดเขาก็หลุดพ้นจากความเจ็บปวดไร้ขอบเขตมาได้เสียที
หวังอี้มองดูแขนซ้ายที่ว่างเปล่า ขณะที่กำลังเตรียมจะลองทดสอบสรรพคุณของ ‘โอสถโลหิตหยิน’ ดูว่ามันจะช่วยให้แขนที่ขาดไปงอกใหม่ได้หรือไม่ ค่ายกลเก็บเสียงที่กางไว้นอกห้องลับก็เกิดระลอกคลื่นกระเพื่อมไหว
เสียงของกวนอิ้งตงดังแว่วมา
“ท่านอาจารย์ มีแขกคนสำคัญมาเยือนเจ้าค่ะ”
หวังอี้ขมวดคิ้วฉับ
“ไม่รับแขก”
กวนอิ้งตงตอบกลับ “แต่อีกฝ่ายเรียกท่านว่า... น้องสี่นะเจ้าคะ?”
ครืนนน!!!
ประตูหินที่ปิดสนิทเปิดอ้าออก หวังอี้พุ่งผ่านกวนอิ้งตง รีบจ้ำอ้าวตรงไปยังโถงหลักทันที นี่มันแขกคนสำคัญมาเยือนจริงๆ ซะด้วยสิ
ก็แหงล่ะ ขุมอำนาจระดับวิญญาณแรกกำเนิดผู้เป็นใหญ่ทั้งสามอย่างอารามหวงเฉวียน นิกายเขาปรโลก และนิกายสราญรมย์ ต่างก็แห่กันมาหมดแล้ว มีหรือที่นิกายโลหิตวิญญาณผกผันจะไม่มา ทำเลที่ตั้งของเมืองกุยหลิงของเขาช่างเหมาะสมเจาะจงขนาดนี้ ต่อให้สามคุณชายจะมาพร้อมกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
มาถึงขั้นนี้แล้ว การแย่งชิงโบราณสถานตงจี้จิงก็ได้เข้าสู่จุดเดือดเต็มที มั่นใจได้เลยว่าต้องมีตาเฒ่าเฝ้ากรุระดับวิญญาณแรกกำเนิดซ่อนตัวอย่างลับๆอยู่แน่ สถานการณ์ของเขาดูท่าจะเริ่มไม่ค่อยปลอดภัย
สามคุณชายแห่งโลหิตผกผันมาได้จังหวะพอดีเป๊ะ ในที่สุดเขาก็มีเส้นสายเส้นเบ้อเริ่มให้เกาะแล้ว
ไม่นานนัก ณ โถงหลักจวนเจ้าเมือง
“น้องสี่!”
“ฮ่าๆๆๆ~ ข้าก็ว่าทำไมวันนี้ถึงมีนกมงคลมาร้องทักอยู่หน้าประตู ที่แท้ก็มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นนี่เอง นั่งสิขอรับ!”
กล่าวทักทายพอเป็นพิธี หวังอี้ก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความสงสัย
คนที่มามีเพียงจัวโส่วชิ่งคนเดียว จั่วชิวหมิงกับอวี่สิ่งไม่ได้มาด้วย เมื่อเห็นท่าทางสงสัยของเขา จัวโส่วชิ่งก็ยิ้มเจื่อนพลางเอ่ยขึ้น
“ช่วงที่เจ้าไม่อยู่ มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายเลยล่ะ”
“ค่อยๆ เล่ามาเถอะขอรับ”
หวังอี้กวักมือเรียกสาวใช้ สั่งให้พวกนางไปสั่งอาหารจากหออาหารวิญญาณที่ดีที่สุดในเมืองมาส่งที่จวนเจ้าเมืองสักโต๊ะ อันที่จริงผู้บำเพ็ญเพียรที่ทะลวงผ่านระดับสร้างรากฐานก็สามารถงดธัญญาหารได้อย่างเป็นทางการแล้ว
สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยปราณวิญญาณฟ้าดิน ทว่าผู้บำเพ็ญเพียรก็เป็นคนธรรมดา ย่อมสลัดไม่พ้นเจ็ดอารมณ์หกปรารถนา ความตะกละในรสชาติอาหารนี้ถือเป็นกิเลสกองโตเลยทีเดียว ซึ่งหวังอี้เองก็ทุ่มเทเวลาและแรงกายไปกับเรื่องนี้ไม่น้อยเหมือนกัน
“ดูท่าเจ้าจะอยู่ดีมีสุขไม่เบาเลยนะ”
“ที่ไหนกันล่ะขอรับ แรงกดดันจากทางฝั่งหอจินหม่าน ยังคงต้องพึ่งพาบารมีของพี่ๆ คอยช่วยเหลืออยู่ดี”
ในเวลาแบบนี้ หวังอี้ย่อมไม่ตระหนี่ที่จะพูดจาประจบประแจง ปากหวานหยดย้อย สรรหาคำมาเอาอกเอาใจสารพัด
จัวโส่วชิ่งได้แต่ส่ายหัวอย่างจนใจ ยกถ้วยชาขึ้นจิบอึกหนึ่ง
“เรื่องนี้ท่านพ่อของจั่วชิวหมิงเป็นคนออกหน้าจัดการให้ ไม่อย่างนั้นป่านนี้คงมีผู้อาวุโสระดับวิญญาณแรกกำเนิดของหอจินหม่านมาตามล่าลากคอเจ้าไปแล้ว โชคดีนะที่เจ้าไม่ได้ลงมือสังหารล้างหอจริงๆ ไม่อย่างนั้น... ต่อให้นิกายออกหน้าก็คงคุ้มกะลาหัวเจ้าไว้ไม่อยู่หรอก”
พูดถึงเรื่องนี้ หวังอี้ก็แอบไม่เข้าใจอยู่บ้างเหมือนกัน
นิกายโลหิตวิญญาณผกผันลำพังแค่ระดับวิญญาณแรกกำเนิดที่เขารู้จักก็มีตั้งสิบกว่าคนแล้ว ได้ยินมาว่าเจ้าตำหนักมารโลหิตแต่ละรุ่น หรือก็คือ... ท่านประมุขนิกาย ยิ่งมีตบะอยู่ในระดับครึ่งก้าวแปลงเทพด้วยซ้ำ การจะมีท่านผู้สูงส่งระดับแปลงเทพซ่อนตัวอยู่ลับๆ ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลดีออก
เขายังไม่เคยได้ยินเลยนะว่าหอจินหม่านมีระดับแปลงเทพอยู่ด้วย ถ้าจะใช้กำลังปล้นชิงกันดื้อๆ ไม่กลัวจะเกิดการปะทะกันหรือไง?
จัวโส่วชิ่งแค่มองหน้าก็รู้เลยว่าหวังอี้กำลังเข้าใจผิดเข้าให้แล้ว เขาส่ายหน้าพลางเอ่ยขึ้นว่า
“จริงอยู่! ข้า จั่วชิวหมิง และอวี่สิ่ง ล้วนพร้อมจะปกป้องเจ้า แต่พวกเราสามคนเป็นตัวแทนของสามตระกูลเสาหลักไม่ได้ และยิ่งเป็นตัวแทนของนิกายศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“หอจินหม่านเป็นหอการค้าก็จริง แต่พวกเขามียอดฝีมือในการครอบครองมากกว่าตระกูลใดๆ ในสามตระกูลเสาหลักเสียอีก แถมพวกเขายังเป็นหอการค้า! เจ้ารู้หรือเปล่าว่าพวกเขาทำธุรกิจกับนิกายศักดิ์สิทธิ์มากแค่ไหน มีผลประโยชน์ทับซ้อนพัวพันกับสามตระกูลเสาหลักมากเท่าไหร่?”
“แต่สิ่งที่เจ้าทำลงไป มันไปสั่นคลอนรากฐานของหอจินหม่าน ร้ายแรงยิ่งกว่าการไปขุดหลุมศพโคตรเหง้าศักราชของเขาเสียอีก ต่อให้เจ้าจะมีเหตุผล แต่ก็ทำเกินกว่าเหตุไปมาก โชคดีที่เจ้ายั้งมือไว้ทัน แถมยังได้รับความช่วยเหลือจากจินเมี่ยวซ่านอีกด้วย”
“โอ้…”
“จินเมี่ยวซ่านช่วยพูดแก้ต่างให้ข้าด้วยหรือขอรับ?”
“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว” จัวโส่วชิ่งอดไม่ได้ที่จะตวัดสายตาขวางๆ มองเขา น้องสี่คนนี้ช่างขยันหาเรื่องใส่ตัวได้เก่งจริงๆ ถ้าขืนจับไปโยนไว้กลางดงตระกูลจัวแห่งกุ่ยฟาง มีหวังได้ก่อเรื่องจนฟ้าถล่มแผ่นดินทลายแน่
“ข้าได้ยินมาว่าจินเมี่ยวซ่านร้องเรียนจินหลิน โยนความผิดเรื่องนี้ไปให้เขารับเคราะห์แทน โดยหาว่าเขายอมเอาผลประโยชน์ของหอมาขายทิ้งเพียงเพราะทนเห็นนางได้ดีไม่ได้ แถมยังลอบวางสายลับไว้ในหมู่ผู้คุ้มกันของนางอีกด้วย
“ในเมื่อความขัดแย้งถูกเบี่ยงประเด็นไปที่การแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอด ตัวเจ้าก็ย่อมถูกมองข้ามไปโดยปริยาย พวกเขาแค่คิดว่าเจ้าเป็นไอ้ซื่อบื้อดวงซวยที่บังเอิญถูกลากเข้ามาพัวพันเท่านั้น ผนวกกับการที่มีท่านอาชิวคอยช่วยไกล่เกลี่ยให้...”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง”
หวังอี้อดไม่ได้ที่จะทบทวนตัวเอง ยอดคนในใต้หล้านี้ไม่อาจดูแคลนได้จริงๆ ไม่ใช่ว่าอยากจะวางแผนซ้อนแผนใครก็ทำได้ง่ายๆ โชคดีที่เขาตัดสินใจหาที่พึ่งได้เด็ดขาด แถมเส้นสายพวกนี้ไม่เพียงแต่จะเส้นใหญ่และแข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังมีถึงสามเส้นด้วยกัน
มิน่าล่ะ ตอนที่เจอกันก่อนหน้านี้ จินเมี่ยวซ่านถึงได้ดูมีความเคียดแค้นฝังลึกต่อเขาซะเหลือเกิน แต่ก็คงกระดากปากเกินกว่าจะพูดออกมาเอง เพื่อเรียกร้องความดีความชอบให้เขาสำนึกบุญคุณ
เรื่องเดียวกันแท้ๆ ทว่าพอหลุดออกมาจากปากคนละคน ความหมายที่สื่อออกมาก็แตกต่างกันไป อย่างเช่นการที่จัวโส่วชิ่งเป็นคนบอกเขา เขาก็จะรู้สึกซาบซึ้งใจเท่านั้น หาได้มีความระแวงแคลงใจหรือสงสัยใดๆ ไม่
“ที่ท่านมาคราวนี้ คงเป็นเพราะเรื่องโบราณสถานตงจี้จิงสินะขอรับ?”
“นั่นก็เป็นเหตุผลส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับข้ามากนักหรอก นิกายศักดิ์สิทธิ์ส่งศิษย์สายตรงมาหลายคน ข้าก็แค่ขอติดสอยห้อยตามมาด้วยก็เท่านั้น ที่สำคัญคือมีข่าวร้ายมาแจ้งให้เจ้ารู้ต่างหาก”
หวังอี้ขมวดคิ้วแน่น
“ข่าวร้ายอะไรหรือขอรับ”
“เจ้ายังจำเรื่องคาถาลับครรภ์มารเสวียนหยวนได้หรือไม่?”
“อืม…”
“แม้คาถานี้จะลึกล้ำพิสดาร ทว่าความยากในการฝึกฝนก็สูงลิ่ว หากไม่สำเร็จก็มีแต่ตาย ก่อนหน้านี้ข้ากับจั่วชิวหมิงรู้ข้อมูลมาน้อยมาก ตอนที่เจ้าขอวิชานี้ไป พวกเราก็ยังไม่รู้ความจริงข้อนี้”
“เมื่อช่วงก่อน พวกเราไปร่วมงานเลี้ยงรับอนุภรรยาของเจินจวินเก้ามาร ถึงเพิ่งได้ล่วงรู้ความลับที่เกี่ยวข้องกับวิชานี้”
ภายในใจหวังอี้เริ่มมีความกังวลก่อตัวขึ้นลางๆ แต่ก็ยังคงตั้งใจฟังจัวโส่วชิ่งเล่าต่อไป
“ผู้ที่ฝึกวิชาลับนี้จนสำเร็จ จะสามารถกลืนกินซึ่งกันและกันได้ เพื่อช่วงชิงรากวิญญาณและพรสวรรค์ที่อีกฝ่ายสั่งสมมาทั้งหมด... ได้ทั้งหมดเลยเชียวนะ!”
รูม่านตาของหวังอี้หดเกร็ง
“นั่นก็หมายความว่า… ผู้ที่ฝึกวิชานี้สำเร็จ ย่อมต้องออกตามล่าเข่นฆ่ากันเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
“ถูกต้อง!”
จัวโส่วชิ่งตบมือฉาดใหญ่ ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่ว
“หลังจากรู้เรื่องนี้ ข้าก็รีบสั่งการให้คนของตระกูลไปสืบข่าวทันที จนสุดท้ายได้ความมาว่ามีผู้ครอบครองรากวิญญาณคละคนหนึ่ง เคยฝึกฝนจนสำเร็จ และตอนนี้คนผู้นั้นก็...”
“อยู่ระดับแก่นทองคำขั้นปลาย!”
“จุดสูงสุดของแก่นทองคำ~”
ทั้งสองมองหน้ากันเลิ่กลั่ก หวังอี้เคยอ่านเจอเรื่องนี้จากในบันทึกตำนาน ซึ่งข้อมูลอาจจะคลาดเคลื่อนไปตามกาลเวลา ทว่าจัวโส่วชิ่งเพิ่งจะสั่งคนไปสืบมาหมาดๆ ย่อมแน่นอนว่าข้อมูลของอีกฝ่ายต้องแม่นยำกว่า
“ที่แท้เจ้าก็รู้อยู่แล้ว”
“ข้าก็แค่อ่านเจอในคัมภีร์เท่านั้นแหละขอรับ ว่าคนผู้นั้นชื่อแซ่อะไร ตอนนี้อยู่ที่ไหน ข้อมูลพวกนี้ตัวข้าไม่รู้เลยสักนิด คงต้องพึ่งให้พี่จัวช่วยชี้แนะแล้ว”
“เจ้านี่มันตัวอันตรายของแท้เลยล่ะ ได้ยินมาว่ามันยกระดับพรสวรรค์ของตัวเองจนเทียบชั้นได้กับรากวิญญาณสวรรค์แล้ว อีกไม่ไกลก็คงจะก่อเกิดวิญญาณแรกกำเนิดแล้วล่ะ”
หวังอี้ “...”