- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 185 สายกายาระดับสองขั้นกลาง สร้างรากฐานขั้นสี่!
บทที่ 185 สายกายาระดับสองขั้นกลาง สร้างรากฐานขั้นสี่!
บทที่ 185 สายกายาระดับสองขั้นกลาง สร้างรากฐานขั้นสี่!
บทที่ 185 สายกายาระดับสองขั้นกลาง สร้างรากฐานขั้นสี่!
"หลังจากผ่านไปหลายปี ในที่สุดแขนซ้ายก็กลับมาเสียที"
แขนซ้ายที่งอกใหม่ยังคงเปราะบาง หวังอี้จำต้องขับเคลื่อนปราณแท้และพลังแก่นโลหิตในร่างอย่างต่อเนื่อง เพื่อชะล้างหล่อเลี้ยงมือซ้าย ทำให้มันค่อยๆ แข็งแกร่งตามทันส่วนอื่นของร่างกาย
ขั้นตอนนี้จำต้องทำต่อเนื่องไปสักหนึ่งถึงสองปี ถึงจะค่อยๆ ซึมซับและปรับตัวจนตามทันระดับของร่างกายได้
วิชาลับมารศพสืบทอดมาจากเฒ่าฟ้าพิการ คนผู้นี้เกิดมาก็ไร้ซึ่งแขนขา ทว่าโชคดีที่มีรากวิญญาณสวรรค์ธาตุหยิน หลังจากก้าวเข้าสู่โลกบำเพ็ญเพียรและฝึกฝนอย่างยากลำบากมาหลายปี ในที่สุดก็บัญญัติวิชาลับเช่นนี้ขึ้นมาได้ในระดับวิญญาณแรกกำเนิด
หากสามารถบำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นสมบูรณ์ โลหิตในร่างจะเปี่ยมไปด้วยโอสถโลหิตหยินที่ควบแน่นจากพลังเร้นลับนี้ เพียงแค่คิด แขนขาที่ขาดก็สามารถงอกใหม่ได้ ต่อให้ได้รับบาดเจ็บในจุดตายก็ยังไม่เป็นอะไรมาก
พลังการฟื้นฟูและพลังชีวิตระดับนี้ นับว่าหาได้ยากยิ่งแม้แต่ในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิด เรียกได้ว่าเป็นกายาอมตะเลยทีเดียว
ทว่าหวังอี้ในตอนนี้ ก็ทำได้แค่เพียงเฝ้ามองดูอยู่ห่างๆ เท่านั้น
หลังจากร่างกายกลับมาสมบูรณ์พร้อม
ตอนนี้เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว หวังอี้ออกจากห้องไปต้อนรับขับสู้จัวโส่วชิ่งอีกหนึ่งคืน จากนั้นก็เตรียมตัวเก็บตัวทะลวงระดับ
ไม่ว่าจะเป็นตบะสายกายาหรือปราณระดับสร้างรากฐานขั้นสาม ล้วนสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อีกขั้น
หากเป็นไปตามกฎเกณฑ์ [ช่องจัดวาง] ช่องที่หกก็ใกล้จะถือกำเนิดขึ้นแล้วเช่นกัน
นี่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง และเขาก็รอคอยมาเนิ่นนานแล้ว
"ลองวิชามังกรอสูรหยินมรณะดูก่อนดีกว่า กายาของข้าในระดับสองขั้นต้นถูกขัดเกลาจนสมบูรณ์แบบแล้ว พละกำลังเหนือกว่าคนในระดับเดียวกันไปไกลโข"
เมื่อวิชาเริ่มโคจร
ทั่วร่างของหวังอี้ก็เริ่มมีปราณเลือดลมเข้มข้นปะทุออกมา มันเอ่อล้นออกจากกล้ามเนื้อและกระดูกอย่างไม่ขาดสาย ทว่ากลับดูคล้ายกับหมอกผีที่เยือกเย็น แฝงความชั่วร้ายเอาไว้อยู่หลายส่วน
ไร้ซึ่งความร้อนแรงของเลือดลมแม้แต่น้อย กลับดูคล้ายปราณหยินและปราณศพมากกว่า กระดูกสันหลังมังกรที่ก่อตัวสมบูรณ์แล้วบิดตัวไปตามวิถีอันเร้นลับ ช่วยยืดคลายเส้นเอ็นและกระดูกทั่วร่างของเขาออกทีละชุ่นทีละชุ่น
มังกรเจียวมารปรโลกที่เกิดจากพลังปราณและเลือดลมแปรเปลี่ยนเป็นรูปร่างปรากฏขึ้นตามธรรมชาติ มันบินวนเวียนอยู่รอบตัวเขาอย่างต่อเนื่อง
แก่นโลหิตภายในร่างค่อยๆ ควบแน่น
พลังที่เอ่อล้นออกมาเริ่มหดกลับคืน ท้ายที่สุดก็หลอมรวมเป็นโลหิตสีน้ำเงินอมดำจำนวนเก้าสิบเก้าหยด
นี่คือขีดจำกัดของผู้บำเพ็ญเพียรสายกายาระดับสองขั้นต้น
เก้าสิบเก้ารวมเป็นหนึ่งคือการทะลวงระดับ หลังจากผ่านการควบแน่นสามครั้งและกระจายออกสามครั้ง ก็จะได้โลหิตแท้จริงที่หลอมรวมเป็นหนึ่งมาหนึ่งหยด ถึงเวลานั้นเมื่อพลังของโลหิตแท้จริงกระจายเข้าสู่แขนขาและกระดูกทั่วร่าง กายาของเขาก็จะเผชิญกับการผลัดเปลี่ยนครั้งย่อมๆ
ขั้นกลางจะควบแน่นเก้าร้อยเก้าสิบเก้าหยด ขั้นปลายจะควบแน่นเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าหยด ซึ่งล้วนต้องผ่านการควบแน่นสามครั้งและกระจายออกสามครั้งเช่นกัน เพื่อนำโลหิตแท้จริงที่ควบแน่นได้ในท้ายที่สุดกระจายเข้าสู่ร่างกาย
ท้ายที่สุดก็จะสามารถทะลวงสู่สายกายาระดับสาม ซึ่งเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำ
วิถีผู้บำเพ็ญเพียรสายกายา ถูกโลกบำเพ็ญเพียรกระแสหลักทอดทิ้งมาเนิ่นนานแล้ว ต่อให้คิดจะฝึก ก็มักจะนำไปผสานรวมกับวิชาสกัดกลั่นวิญญาณ อย่างเช่นการสืบทอดของยอดเขาเบญจหยินแห่งนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน
แทบจะไม่มีใครเดินบนวิถีสายกายาบริสุทธิ์อย่างหวังอี้อีกแล้ว
จะบอกว่าใครแข็งแกร่งหรืออ่อนแอกว่ากันก็พูดยาก ทว่าการที่มันถูกทอดทิ้งย่อมมีเหตุผลในตัวของมันเอง การฝึกหลอมปราณตามปกตินั้น ความแข็งแกร่งของร่างกายก็ไม่ได้อ่อนแอเลย
เพียงแต่ไม่ได้ดุดันเท่าพวกสายกายาโดยเฉพาะ และมีพลังชีวิตด้อยกว่าขั้นหนึ่ง ทว่ากลับสามารถครอบครองปราณแท้และพลังแห่งอาวุธวิเศษที่ล้ำเลิศกว่าได้!
สายกายาบริสุทธิ์ก็ดูดซับปราณวิญญาณมาฝึกฝนเช่นกัน ทว่ากลับไม่มีปราณแท้ ยิ่งไม่สามารถควบคุมพลังภายนอกที่แข็งแกร่งระดับอาวุธวิเศษได้ ศาสตราวุธของพวกเขาถูกเรียกว่า [ศัสตราแท้สายเลือด]
ทุกวันนี้หาดูได้ยากมากแล้ว ต่อให้เป็นในยุคโบราณกาลหรือบรรพกาล ผู้บำเพ็ญเพียรสายกายาพันธุ์แท้ก็ยังมีอยู่น้อยยิ่งกว่าน้อย
เจตนารมณ์เดิมของหวังอี้ก็เพียงเพื่อเสริมสร้างเลือดลมของตนให้แข็งแกร่ง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้การทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานต้องล้มเหลวก็เท่านั้น ด้วยเหตุนี้เขาจึงฝึกฝนแม้กระทั่งสัมผัสเทวะ เรียกได้ว่าโดดเด่นรอบด้าน
ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งหมดก็ล้วนเพื่อนำมาใช้สำหรับการยกระดับตบะทั้งสิ้น
สามด่านสำคัญของการสร้างรากฐานคือครั้งแรก สามด่านสำคัญของการควบแน่นแก่นทองคำก็เข้มงวดไม่แพ้กัน ข้อเรียกร้องยิ่งสูงส่งและบรรลุได้ยากยิ่งกว่า
จิง ชี่ เสิน นั้นฝึกฝนได้ยากยิ่ง คนทั่วหล้าต่างรู้ดี ในเมื่อเขามีวาสนานี้ เขาก็จะยืนหยัดต่อไป จนกว่าจะถึงวันที่สามารถทำทุกสิ่งได้ดั่งใจนึก!
"ควบแน่น!"
จิตใจมุ่งมั่น ร่างกายสั่นไหว
แก่นโลหิตที่เดิมทีก็ถูกสกัดกลั่นมาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ได้หลอมรวมเข้าด้วยกันอีกครั้ง พริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้วสามวัน
ภายในห้องลับ
ภายในร่างของหวังอี้ แก่นโลหิตสีน้ำเงินอมดำที่เปล่งประกายสีทองก็หลอมรวมกลายเป็นรูปลักษณ์ของโลหิตแท้จริงได้ในที่สุด เมื่อมุทราของเขาเปลี่ยนแปลงไป ก็มีเสียงมังกรคำรามดังก้องขึ้นในพื้นที่ปิดตายแห่งนี้
กระดูกส่งเสียงดังก๊อบแก๊บ ความหนาแน่นของร่างกายเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
"กระจาย!"
ปราณแท้ที่ผ่านการควบแน่นสามครั้งกระจายออกสามครั้งจนสมบูรณ์ ได้หลอมรวมเข้าสู่ร่างกาย ช่วยให้เขาบรรลุขั้นตอนสุดท้ายได้สำเร็จ
ครืนน...
ราวกับเสียงกัมปนาทที่ไร้สรรพเสียง มังกรเจียวมารปรโลกที่เกิดจากพลังปราณและเลือดลมแปรเปลี่ยนเป็นรูปร่าง ในช่วงเวลานี้ได้เติบโตขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ครั้งนี้ยิ่งทะลุขีดจำกัดสิบเมตร พุ่งพรวดเดียวไปถึงสิบสองสิบสามเมตรเลยทีเดียว
สายกายาระดับสองขั้นกลาง สำเร็จแล้ว!
ขอเพียงหวังอี้ขับเคลื่อนพลังเลือดลมในร่างกาย ทุกหมัดและลูกเตะก็จะมีมังกรเจียวมารปรโลกตัวนี้ติดตามไปด้วย การทลายภูเขาผ่าศิลาย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็น
ต่อให้เป็นอาวุธวิเศษประเภทโล่ระดับหนึ่งที่แข็งแกร่ง ก็ยังถูกเขาฉีกกระชากได้ด้วยมือเปล่า ไปจนถึงบดขยี้ให้กลายเป็นผุยผง พลังความแข็งแกร่งที่แท้จริงพุ่งทะยานขึ้นอีกขั้น แต่ด้านความเร้นลับนั้นอาจด้อยกว่าเล็กน้อย
เนิ่นนานผ่านไป... จึงถอนพลังวิชา
หลังจากคุ้นเคยกับพลังใหม่แล้ว หวังอี้ก็เปิด [ช่องจัดวาง] รูม่านตาพลันหดเกร็งอย่างอดไม่ได้!
"[ช่องจัดวาง] ช่องที่หกของข้าล่ะ???"
สถานการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นแล้ว หากอิงตามกฎเกณฑ์ในอดีต ทุกครั้งที่ทะลวงผ่านระดับขั้นย่อยๆ ไปได้ ก็จะมี [ช่องจัดวาง] ช่องใหม่โผล่ขึ้นมา
ตอนนี้... มันกลับไม่มี!
ส่วนเหตุผลที่ว่าอาจเป็นเพราะไม่นับรวมตบะสายกายาหรือไม่นั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ ครั้งก่อนตอนที่สร้างรากฐานสายกายาที่ป่าปีศาจภูเขาดำ [ช่องจัดวาง] ช่องที่ห้าก็ยังโผล่มาเลย ไม่มีเหตุผลที่จะไม่นับ
ความคิดหวนกลับไปสู่จุดเริ่มต้น
ตอนที่เขายังเป็นมนุษย์ธรรมดา เขามี [ช่องจัดวาง] อยู่หนึ่งช่อง
หลังจากก้าวเข้าสู่เส้นทางบำเพ็ญเพียรและทะลวงสู่ระดับหลอมปราณขั้นหนึ่งได้สำเร็จ ก็มีช่องที่สอง ตอนหลอมปราณขั้นกลางคือช่องที่สาม ตอนหลอมปราณขั้นปลายคือช่องที่สี่ และระดับสร้างรากฐานก็มีช่องที่ห้า
ตอนนี้ขั้นกลางแล้ว... แล้วช่องที่หกล่ะ?
แม้จะคาดเดาไว้นานแล้วว่าไอ้ของพรรค์นี้คงไม่มีทางโผล่ออกมาอย่างไม่จบไม่สิ้น ทว่าเมื่อเกิดขึ้นจริง หวังอี้ก็ยังอดที่จะผิดหวังไม่ได้อยู่ดี
ในเมื่อตอนนี้ไม่มี ถ้าอย่างนั้นตอนทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานขั้นปลายก็คงไม่มีอย่างแน่นอน ทำได้เพียงรอให้ถึงตอนควบแน่นแก่นทองคำในอนาคตแล้วค่อยดูกันอีกที
สัญชาตญาณบอกกับเขาว่า
[ช่องจัดวาง] อาจจะมีขีดจำกัด ทว่าเด็ดขาดเลยคือไม่มีทางหยุดอยู่ที่ห้าช่องแน่นอน!
หวังอี้ปรับสภาพจิตใจอย่างยากลำบาก เขานั่งสมาธิเงียบๆ อยู่นานถึงครึ่งค่อนวัน จิตใจถึงได้ค่อยๆ สงบลง ของที่ควรจะมี ช้าเร็วก็ต้องมี
ตอนนี้ถึงเวลาทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานขั้นสี่แล้ว
การที่ทั้งสองเส้นทางมาประจวบเหมาะกันในเวลาเดียวกันนี้ ก็นับว่าบังเอิญนัก บอกได้คำเดียวว่าสรรพคุณของของล้ำค่าระดับสามอย่าง 'โลหิตแก่นแท้มังกร' นั้น ส่งผลลัพธ์อันน่าทึ่งต่อการฝึกฝนสายกายาของเขาจริงๆ
หวังอี้หยิบ 'โอสถควบปราณหนึ่งริ้ว' ออกมาจากถุงเก็บของ แล้วกลืนลงท้องไปอย่างไม่ลังเล เขาต้องการทะลวงระดับในทันที จะมัวโอ้เอ้ไม่ได้แม้แต่น้อย
ในฐานะที่เป็นโอสถวิเศษสำหรับทะลวงระดับที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาอย่างยาวนาน
เพิ่งจะเริ่มดูดซับ เขาก็สัมผัสได้ถึงสรรพคุณอันน่าทึ่งของโอสถเม็ดนี้ ปราณแท้ที่ไหลดุจมหานทีภายในทะเลปราณจุดตันเถียน ได้ควบแน่นกลายเป็นลำธารสายเล็กๆ สามสาย
พวกมันเริ่มจากจุดเริ่มต้นสามจุด หมุนวนเข้าหาจุดศูนย์กลางอย่างต่อเนื่อง
หมุนวน... เร่งความเร็ว... ก่อตัวเป็นน้ำวนปราณแท้รูปทรงกรวย
ฤทธิ์ยาแผ่ซ่าน
คล้ายกับว่ามันหยั่งรากลงในทะเลปราณ ครรภ์มารเสวียนหยวนก็เปล่งแสงเรืองรองออกมาเช่นกัน ดูเหมือนจะไปขูดเอาผงรากวิญญาณบางอย่างมาด้วย? อาจจะใช่แหละ สรุปคือภายใต้สถานการณ์ที่ด่านขอบเขตนี้ไม่ได้แข็งแกร่งมาตั้งแต่แรกแล้ว
มันจึงถูกโอสถควบปราณทำลายลงอย่างง่ายดาย
ไม่ถึงครึ่งค่อนวัน ใจกลางทะเลปราณก็ปรากฏบ่อน้ำพุปราณแท้ขึ้นมา ร่างกายของหวังอี้ก็มีคุณสมบัติในการดูดซับปราณวิญญาณฟ้าดินได้เองโดยธรรมชาติ
สร้างรากฐานขั้นสี่ สำเร็จแล้ว!
หวังอี้เปิด [ช่องจัดวาง] ดูอีกครั้ง ทว่าสีหน้ายังคงเต็มไปด้วยความผิดหวัง มันยังคงไม่มีอยู่ดี
ดูท่าแล้ว คงทำได้เพียงรอให้ถึงตอนควบแน่นแก่นทองคำแล้วค่อยว่ากันจริงๆ
เขาไม่เคยสงสัยเลยว่าตนเองจะสามารถควบแน่นแก่นทองคำได้หรือไม่ มันก็เป็นแค่เรื่องของเวลาช้าหรือเร็วเท่านั้น
หลังจากก้าวเข้าสู่ระดับสร้างรากฐานขั้นสี่ ก็ยังคงเป็นการสะสมปริมาณ จากห้าร้อยหยดฝึกฝนจนถึงแปดร้อยหยดก็สามารถทะลวงสู่สร้างรากฐานขั้นห้าได้ สะสมไปจนถึงหนึ่งพันสองร้อยหยด ก็สามารถไปถึงสร้างรากฐานขั้นหก
รอจนก้าวเข้าสู่ระดับสองพันหยด ก็สามารถเริ่มทะลวงระดับได้แล้ว
ถึงเวลานั้นจะต้องเผชิญกับการควบปราณครั้งที่สอง ยกระดับจาก "น้ำพุปราณแท้" ให้กลายเป็น "ทะเลสาบปราณแท้" การฝึกฝนในขั้นตอนนี้จะค่อนข้างรวดเร็ว
หวังอี้มีโอสถวิญญาณน้ำแข็งระดับสุดยอดคอยช่วยเหลือ
สี่ปีใช้สองเม็ดก็สามารถช่วยให้เขาก้าวเข้าสู่ระดับสร้างรากฐานขั้นห้าได้ ส่วนขั้นหกก็ใช้แค่สองเม็ดครึ่งเท่านั้น มองดูเผินๆ เหมือนว่าความยากในการฝึกฝนระดับสร้างรากฐานจะลดลงไปอย่างมาก
ทว่าความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น
จุดที่ยากที่สุดของด่านขอบเขตนี้อยู่ที่ระดับสร้างรากฐานขั้นปลาย หากต้องการสะสมปราณแท้ให้มากพอดุจมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ย่อมต้องใช้เวลาอย่างมาก ทำได้เพียงอาศัยโอสถวิญญาณ และทรัพยากรวิเศษของวิเศษต่างๆ มาช่วยเร่งความเร็ว
ขนาดนี้แล้ว ก็ยังไม่แน่ว่าจะสามารถฝึกฝนไปจนสุดทางได้
จุดสูงสุดของระดับสร้างรากฐานขั้นเจ็ดคือสี่พันหยด จุดสูงสุดของขั้นแปดคือหกพันหยด และมาตรฐานของการควบปราณครั้งสุดท้ายเพื่อบรรลุจุดสูงสุดของขั้นเก้า ก็คือเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าหยด!
เห็นได้ชัดเลยว่าการก้าวกระโดดของแต่ละระดับนั้นน่าเหลือเชื่อขนาดไหน
ด้วยเหตุนี้ในตอนนั้นที่หวังอี้ลอบเข้าไปในจวนตระกูลไป๋ยามวิกาล เขาจึงรู้ดีว่าหากปะทะกันซึ่งๆ หน้า เขาย่อมเอาชนะผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลไป๋ไม่ได้ ทำได้เพียงอาศัยการสืบทอดอันลึกล้ำและพลังแห่งสัมผัสเทวะเพื่อกักขังอีกฝ่ายไว้เท่านั้น
ขนาดนั้นแล้วก็ยังถ่วงเวลาไว้ได้ไม่นานนัก ประมาณหนึ่งก้านธูปเห็นจะได้
แต่ว่า...
เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรควบน้ำพุ ควบทะเลสาบได้แล้ว ความเร็วในการฝึกฝนก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากเช่นกัน นอกเสียจากว่าจะมีรากวิญญาณสวรรค์ คนประเภทที่ไม่ต้องใช้อะไรเลย อาศัยเพียงการฝึกฝนอย่างยากลำบากก็สามารถก้าวหน้าจนถึงจุดสูงสุดของระดับสร้างรากฐานได้นั้น ไม่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้
ดังนั้นถึงได้มีคำกล่าวที่ว่า รากวิญญาณสวรรค์คือตั๋วผ่านทางสู่ระดับแก่นทองคำ
หากให้เวลาเขาสิบปี เขามั่นใจว่าจะสามารถทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานขั้นเจ็ดได้ แต่หลังจากนั้นน่ะหรือ... คงทำได้เพียงค่อยๆ ลับฝีมือไปเรื่อยๆ เท่านั้นแหละ
ผู้บำเพ็ญเพียรยิ่งระดับสูงขึ้น ความห่างชั้นของความแข็งแกร่งก็ยิ่งมาก โดยเฉพาะหลังจากควบแน่นแก่นทองคำได้แล้ว แม้ว่าการสะสมปริมาณจะยังคงสำคัญ ทว่าก็ต้องให้ความสำคัญกับความเร้นลับของวิธีพลิกแพลงด้วยเช่นกัน
ระดับหลอมปราณข้ามขั้นต่อสู้ ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ระดับสร้างรากฐานข้ามขั้นต่อสู้ ถือเป็นยอดอัจฉริยะเหนือผู้คน
ระดับแก่นทองคำข้ามขั้นต่อสู้ ถือเป็นผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นสะท้านฟ้า
ระดับวิญญาณแรกกำเนิด... ไม่มีหรอก อย่าว่าแต่การข้ามขอบเขตใหญ่เลย แม้แต่ข้ามขอบเขตย่อยๆ ก็ยังมีเพียงอัจฉริยะระดับลูกรักสวรรค์เท่านั้นที่ทำได้ การต่อสู้ในระดับเดียวกัน น้อยคนนักที่จะสามารถสังหารอีกฝ่ายได้
อย่างมากก็แค่ตัดทำลายร่างเนื้อทิ้ง แต่วิญญาณแรกกำเนิดนั้นยากจะดับสูญ
แน่นอนว่านี่คือสถานการณ์ของโลกใบนี้ ส่วนสถานที่อื่นจะเป็นอย่างไรก็สุดจะหยั่งรู้ได้แล้ว
หลังจากทะลวงระดับสำเร็จ หวังอี้ก็เก็บตัวฝึกสมาธิอีกสามวัน เมื่อทำให้ขอบเขตพลังมั่นคงอย่างสมบูรณ์แล้ว เขาก็ไปเติมพลังจันทร์ไท่หยินให้กับเจียงซือที่กำลังฟักตัวอยู่รอบหนึ่ง ถึงได้ออกจากการเก็บตัว
ไอ้ของพรรค์นี้ เลี้ยงได้นานเท่าไหร่ก็ต้องเลี้ยงให้นานที่สุด
เขาสัมผัสได้ว่ายิ่งมันดูดซับพลังไท่หยินไปมากเท่าไหร่ หลังจากลุกขึ้นมาเป็นเจียงซือแล้วก็จะยิ่งร้ายกาจมากขึ้นเท่านั้น ในเมื่อมีวาสนาเช่นนี้ ไอ้ที่ว่าแค่ระดับสามขั้นต้นก็พอใช้งานแล้วน่ะ มันก็แค่คำพูดตดๆ ทั้งนั้นแหละ
วิชาหลอมศพหยินสังหารจำเป็นต้องยกระดับขึ้นไป มิฉะนั้นการควบคุมศพจะมีความเสี่ยง เขาจะรอจนกว่าซากศพจะไม่สามารถดูดซับพลังไท่หยินได้อีก แล้วค่อยพิจารณาเรื่องการปลุกศพขึ้นมา
หลังจากออกจากการเก็บตัว
หวังอี้ส่งคนไปถามข่าวคราวของจัวโส่วชิ่งก่อนรอบหนึ่ง ถือโอกาสฟังข่าวกรองเกี่ยวกับตงจี๋จิงด้วย ท้ายที่สุดเขาก็ไปพบกับจัวโส่วชิ่งที่หน้าคุกขังประมุขตระกูลกวน
พอเห็นหวังอี้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง
จัวโส่วชิ่งก็พูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง "ข้าก็นึกว่าเจ้าหายหัวไปทำอะไร ที่แท้ก็ไปทะลวงระดับ เกือบจะเข้าใจเจ้าผิดไปแล้วเชียว"
"เข้าใจข้าผิดเรื่องอะไรกันเล่า?"
หวังอี้ยิ้มโดยไม่ตอบอะไร เขาปกปิดระดับตบะของตัวเองได้เป็นอย่างดีมาโดยตลอด พอถูกมองออกในปราดเดียวแบบนี้ก็ไม่รู้จะพูดอะไรดีเหมือนกัน
ทว่าในดวงตาของจัวโส่วชิ่งกลับมีแววความมืดมนวาบผ่าน เห็นได้ชัดว่าเขานึกถึงประสบการณ์ในอดีตขึ้นมา
"ช่างเถอะ พูดไปเจ้าก็ไม่เข้าใจหรอก โซ่ตรวนบนตัวหมอนี่เอามาจากตงจี๋จิงงั้นรึ?"
"ใช่ ท่านเคยเห็นหรือ?"
"เรื่องนี้มีอะไรให้คุยกันยาวเลยล่ะ ศิษย์สายตรงของย่านเทพอสูรเดินทางมา ก็เพื่อไอ้ของพรรค์นี้นี่แหละ"
นัยน์ตาของหวังอี้พลันสว่างวาบขึ้นมาทันที
"เล่ามาให้ละเอียดเลยสิ..."