- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 147 เคล็ดวิชาระดับสองเล่มใหม่, ผู้ดูแลระดับสร้างรากฐาน
บทที่ 147 เคล็ดวิชาระดับสองเล่มใหม่, ผู้ดูแลระดับสร้างรากฐาน
บทที่ 147 เคล็ดวิชาระดับสองเล่มใหม่, ผู้ดูแลระดับสร้างรากฐาน
บทที่ 147 เคล็ดวิชาระดับสองเล่มใหม่, ผู้ดูแลระดับสร้างรากฐาน
เรื่องแรกหลังจากกลับมาถึงยอดเขาโลหิตเยือกแข็ง ย่อมต้องเป็นการมุ่งหน้าไปยังเขตบ้านหิน ภารกิจจับกุมทาสวิญญาณของแต่ละยอดเขาไม่ต้องไปส่งมอบที่ย่านพหุตำหนัก แต่จะอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ดูแลทาสวิญญาณประจำยอดเขานั้นๆ
หวังอี้เดินทางมาถึงที่นี่อย่างคุ้นเคย เมื่อเทียบกับหลายปีก่อนที่ผู้ดูแลทั้งสามคนต่างคอยคานอำนาจกันเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์จากทาสวิญญาณ หวังเอาอกเอาใจใต้เท้าศิษย์สายตรงที่อยู่เหนือหัว
ทว่าบัดนี้กลับเหลือผู้ดูแลเพียงคนเดียว นั่นก็คือผู้ดูแลหลิ่วที่ติดตามศิษย์สายตรงเหยียนหลิงมาตั้งแต่เนิ่นๆ และเขาก็เป็นคนรู้จักเพียงคนเดียวของหวังอี้ในเขตบ้านหินแห่งนี้ด้วย
“ผู้ดูแลหลิ่ว”
ชายชราผู้นี้อายุก้าวเข้าสู่วัยเก้าสิบปีแล้ว ทั้งยังเป็นลูกน้องเก่าแก่ของเหยียนหลิง ไม่แน่ว่าอาจจะได้รับรางวัลเป็นโอสถสร้างรากฐานก็เป็นได้ หวังอี้จึงค่อนข้างเกรงใจอีกฝ่ายเป็นพิเศษ
ผู้ดูแลหลิ่วขยี้ตา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “น้องหวัง นี่เจ้ารอดกลับมาได้หรือ?”
“ใช่แล้วขอรับ การเดินทางครั้งนี้มีอุปสรรคเล็กน้อย ตาเฒ่าหนิงกับพวกล้วนทิ้งชีวิตไว้ที่เขตแดนวิญญาณไท่หูกันหมด ข้าโชคดีหน่อยที่ไปซ่อนตัวอยู่ในหนองน้ำใบไม้แห้งแล้วไม่มีใครพบเจอ เลยเสียเวลาไปหลายปี เพิ่งจะกลับมาถึงวันนี้นี่แหละขอรับ”
“โชคดีจริงๆ โชคดีเหลือเกิน คนไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว แค่ภารกิจจับกุมทาสวิญญาณภารกิจเดียวเอง ประเดี๋ยวข้าจะมอบรางวัลให้เจ้าเลยนะ”
“……”
การที่ผู้ดูแลหลิ่วช่วยเขาหาช่องโหว่รับผลประโยชน์อย่างหน้าชื่นตาบานเช่นนี้ ช่างน่าฉงนใจนัก ทว่าหวังอี้ก็ไม่มีทางปฏิเสธทรัพยากรที่ได้มาหรอก
“ตามธรรมเนียม รางวัลของภารกิจจับทาสวิญญาณคือแปดร้อยคะแนนผลงานต่อครั้ง ข้าจะตัดสินใจปัดเศษให้เป็นตัวเลขกลมๆ ให้เจ้าหนึ่งพันคะแนนก็แล้วกัน! จริงสิ ช่วงหลายปีที่เจ้าไม่อยู่ ใต้เท้าเหยียนหลิงได้ก่อตั้งหน่วยจับทาสวิญญาณขึ้นมาใหม่สามหน่วย เคลื่อนไหวอยู่ในดินแดนมารฉื่อเหวียน เจ้าอยากจะเข้าร่วมและเป็นหัวหน้าหน่วยสักหน่วยหรือไม่?”
หวังอี้รีบโบกมือปฏิเสธรัวๆ หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงตอบตกลงแน่นอน แต่ตอนนี้ช่างมันเถอะ
“ข้าทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานแล้ว ที่มาคราวนี้ นอกจากจะมาส่งภารกิจ ก็อยากจะก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้นในยอดเขาโลหิตเยือกแข็งแห่งนี้ ไม่ทราบว่าศิษย์สายตรงเหยียนหลิงพอจะมีเวลาว่างพบข้าสักหนหรือไม่ขอรับ”
พอได้ยินเช่นนั้น ผู้ดูแลหลิ่วก็ตกตะลึงไปก่อนเป็นอันดับแรก เขาลอบพิจารณาหวังอี้อย่างละเอียดอยู่หลายตา ก่อนจะเผยสีหน้าลำบากใจออกมา
“เรื่องนี้... ใต้เท้าเหยียนหลิงกำลังเตรียมตัวรับศึก ไม่สะดวกให้รบกวนนัก มิสู้ข้าพาน้องหวังไปลงทะเบียนที่หอผลงานของยอดเขาโลหิตเยือกแข็งก่อนดีหรือไม่? พอมีหลักฐานยืนยันจากยอดเขาโลหิตเยือกแข็งแล้ว ก็จะสามารถไปรับสวัสดิการทรัพยากรสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานที่ย่านพหุตำหนักได้”
“เช่นนั้นก็ได้ รบกวนผู้ดูแลหลิ่วช่วยนำทางด้วยขอรับ”
“ไม่รบกวนเลย เชิญ”
ตอนนี้ยังไม่ได้เจอ ไว้คราวหน้าค่อยเจอก็ได้ ไม่เห็นต้องรีบร้อน สรุปก็คือขอแค่มีป้ายสร้างรากฐาน ของทุกอย่างที่สมควรได้ก็ไปรับที่ย่านพหุตำหนักได้ทั้งหมด
ฝั่งยอดเขาโลหิตเยือกแข็งต้องลงทะเบียน ฝั่งย่านพหุตำหนักก็ต้องลงทะเบียนเช่นกัน ต้องทิ้งประวัติไว้ทั้งสองที่
ระหว่างทาง ผู้ดูแลหลิ่วก็ลองหยั่งเชิงถามดู “น้องหวังพอจะบอกได้หรือไม่ว่าเจ้าทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานได้อย่างไร ข้าจำได้ว่าเจ้ามีพรสวรรค์รากวิญญาณห้าสาย... ตอนนี้อายุยังไม่ถึงสี่สิบปีด้วยซ้ำ”
คำถามนี้ออกจะล่วงเกินไปสักหน่อย ทว่าก็อยู่ในความคาดหมายของหวังอี้
ไม่ว่าใครก็ย่อมต้องอยากรู้ความลับที่ซ่อนอยู่กันทั้งนั้น อายุไม่ถึงสี่สิบปีก็บรรลุระดับสร้างรากฐานได้ แถมยังเป็นรากวิญญาณห้าสายอีก แบบนี้จะไม่ให้น่าอิจฉาตาร้อนได้ยังไง? ต้องรู้ไว้ด้วยว่าระดับรากวิญญาณคู่ยังต้องรอจนถึงอายุห้าสิบถึงจะสร้างรากฐานได้ แล้วเจ้าเอาสิทธิ์อะไรมาทำได้ไวขนาดนี้! เปิดสูตรโกงงั้นรึ? เปล่าหรอก แต่ไม่เคยปิดเลยต่างหาก
หวังอี้ยิ้มบางๆ เขาไม่ค่อยมีชื่อเสียงในนิกายเท่าไรนัก แต่หลังจากวันนี้ไปย่อมต้องเกิดคลื่นพายุลูกใหญ่ขึ้นเป็นแน่ เขาเตรียมข้ออ้างไว้เป็นชุดแล้ว แถมยังมีสามคุณชายแห่งโลหิตผกผันผู้โด่งดังคอยเป็นฉากหลังให้อีกด้วย
“ผู้ดูแลหลิ่วไม่ต้องหยั่งเชิงหรอก เรื่องนี้ไม่มีอะไรที่พูดไม่ได้” เขาถอนหายใจก่อนจะกล่าวต่อ
“ข้ามีพรสวรรค์ต่ำต้อย ทั้งยังเป็นทาสวิญญาณมาก่อน เพื่อจะฝืนชะตาฟ้าพลิกชะตากรรมจึงจำต้องเผาผลาญอายุขัยอย่างบ้าคลั่ง อายุเพียงสิบหกปีก็เหี่ยวเฉาราวกับชายชรา โชคดีที่ศิษย์พี่ซูเห็นแวว จึงหลุดพ้นจากปลักโคลนของทาสวิญญาณมาได้ ได้รับความช่วยเหลือจากโอสถวิเศษจนกลับมามีใบหน้าอ่อนเยาว์อีกครั้ง ข้ารู้ซึ้งถึงความยากลำบากในการฝึกตน ภายใต้ความจนใจจึงทำได้เพียงเผาผลาญอายุขัยต่อไป เมื่อหลายปีก่อนก้าวเข้าสู่ระดับหลอมปราณขั้นเก้า ห่างจากความตายเพราะสิ้นอายุขัยเพียงแค่ก้าวเดียว แต่สวรรค์คงไม่อยากเห็นข้าต้องมาตายเช่นนี้ จึงดลบันดาลให้มาพบกับผู้มีพระคุณ”
ระหว่างที่พูด หวังอี้ก็แสดงป้ายคำสั่งฝ่ายบังคับใช้กฎที่เขาได้มาจากจัวโส่วชิ่ง “ศิษย์พี่จัวทนดูข้าสิ้นชีพไม่ได้ จึงมอบ ‘มหาเวทชิงรากฐาน’ ให้แก่ข้า ช่วงเวลาที่เดินทางไปยังเขตแดนวิญญาณไท่หู ก็เพื่อตามหาผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายธรรมะสักคนแล้วช่วงชิงรากฐานของมันมา เช่นนี้ถึงจะต่อชีวิตไปได้ชั่วคราว และก้าวเข้าสู่ระดับสร้างรากฐาน”
ผู้ดูแลหลิ่วฟังจนอึ้งทึ่งไปเลย
บนโลกนี้มีเรื่องเช่นนี้อยู่ด้วย เพราะพรสวรรค์ไม่ดีเลยต้องสังเวยอายุขัย พอพบว่ารากวิญญาณขยะไม่สามารถสร้างรากฐานได้ ก็ใช้วิชาลับฝ่ายมารไปแย่งชิงรากฐานของผู้อื่น ฝืนทะลวงเข้าสู่ระดับนี้ ถึงแม้ศักยภาพในอนาคตจะกลายเป็นศูนย์ แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างอย่างเขาก็ยังน่าอิจฉาอยู่ดี! เพราะยังไงซะ การที่เขาจะสร้างรากฐานได้ก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน ทั้งยังมีความเสี่ยงสูงมากอีกด้วย
การที่หวังอี้ใช้ข้ออ้างชุดนี้ ล้วนผ่านการคิดไตร่ตรองมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว การมีสามคุณชายแห่งโลหิตผกผันคอยหนุนหลัง พวกมีชาติตระกูลย่อมไม่เห็นหวังอี้อยู่ในสายตา ส่วนพวกไร้เบื้องหลังอย่างมากก็แค่หมายตามองมหาเวทชิงรากฐานเท่านั้น พวกที่อยากได้วิชาลับที่มีผลข้างเคียงร้ายแรงขนาดนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกระดับหลอมปราณ สร้างความเดือดร้อนอะไรให้ไม่ได้หรอก
ส่วนสามคุณชายแห่งโลหิตผกผันที่รู้ตื้นลึกหนาบางเป็นอย่างดี ก็จะเป็นฝ่ายช่วยเขาปกปิดเอง เพราะยังไงซะการฝึกคาถาลับครรภ์มารเสวียนหยวนจนสำเร็จก็ถือว่ามีอนาคตไกลไร้ขีดจำกัด ในเมื่อมีความสัมพันธ์และการลงทุนกันอยู่แล้ว การเพิ่มการลงทุนย่อมเป็นเรื่องแน่นอน เหตุใดจะต้องไปแบ่งปันให้คนอื่นด้วยเล่า
ภูเขาคุ้มหัวลูกนี้สร้างสำเร็จแล้ว หนทางข้างหน้าไร้กังวล!
วันนี้จึงสามารถยืมปากของผู้ดูแลหลิ่ว นำข้ออ้างชุดนี้กระจายออกไป เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม หากมีใครคิดจะยอมเสี่ยงตาย นั่นก็ช่วยไม่ได้ มันเป็นปัญหาที่ต้องเผชิญหน้าอยู่แล้ว ซ่อนอยู่ในที่มืดสู้เป็นฝ่ายล่อมันออกมาเองยังจะดีเสียกว่า
ตลอดทางไม่มีใครเอ่ยคำใด หลังจากลงทะเบียนเสร็จสิ้นอย่างราบรื่น เขาก็หันหลังเดินออกจากยอดเขาโลหิตเยือกแข็ง ทิ้งให้ผู้ดูแลหลิ่วยืนเหม่อลอยอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง
…………
ย่านพหุตำหนัก หอนามกิจ
ผู้ที่ดูแลจัดการธุระของที่นี่คือผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นเจ็ดผู้หนึ่ง หวังอี้ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน เขาถือป้ายคำสั่งสร้างรากฐานที่ยอดเขาโลหิตเยือกแข็งมอบให้ก้าวไปข้างหน้า ก่อนจะเอ่ยด้วยความเคารพว่า
“ศิษย์สายในยอดเขาโลหิตเยือกแข็ง หวังอี้ เพิ่งจะทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานเมื่อไม่นานมานี้ จึงมาเพื่อลงทะเบียนและรับสวัสดิการสำหรับระดับสร้างรากฐานขอรับ”
“ระดับสร้างรากฐานคนใหม่ของยอดเขาโลหิตเยือกแข็งงั้นหรือ?” ชายผู้นี้สวมกวานดอกฝูหรง สวมเสื้อคลุมยาวทอลายกระเรียนสีเขียวเข้ม ท่วงท่าการเดินหรูหรา กลิ่นอายดูผอมบางบริสุทธิ์ ไม่เหมือนคนในวิถีมาร แต่กลับดูเหมือนผู้บรรลุธรรมจากฝ่ายธรรมะเสียมากกว่า
“ใช่ขอรับ”
หวังอี้ก้มศีรษะลง รักษามารยาทอย่างเคร่งครัด ผู้ที่สามารถดำรงตำแหน่งหัวหน้าหอในย่านพหุตำหนักได้ ไม่ต้องพูดถึงระดับการฝึกตนและความแข็งแกร่งเลย ฐานะย่อมต้องสูงส่งเป็นพิเศษอย่างแน่นอน
“เงยหน้าขึ้นเถิด รอสักครู่”
ไม่นานนัก ชายผู้นั้นก็หายไปชั่วครู่ ก่อนจะเดินกลับออกมาจากตำหนักด้านใน โยนถุงเก็บของใบหนึ่งให้หวังอี้แล้วเอ่ยขึ้น “เจ้าเลื่อนขั้นมาจากศิษย์สายใน มีทางเลือกอยู่สองทาง”
“ทางแรกคือคงสถานะศิษย์เอาไว้ เมื่อถึงการคัดเลือกศิษย์สายตรงในรอบหน้า ก็จะสามารถรับภารกิจทดสอบศิษย์สายตรง เพื่อแย่งชิงตำแหน่งศิษย์สายตรงได้หนึ่งที่นั่ง”
“ทางที่สองคือกลายเป็นผู้ดูแล จะได้รับจวนชั้นดีในย่านเยือกแข็งหนึ่งแห่ง และสามารถเลือกเข้าทำงานในย่านพหุตำหนักได้หนึ่งแห่ง โดยจะได้รับเบี้ยหวัดห้าพันหินวิญญาณต่อปี”
หวังอี้ไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ข้าเลือกทางที่สองขอรับ”
จะว่าไป เขาก็เคยมีความคิดอยากได้ตำแหน่งศิษย์สายตรงอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากตัดสินใจจะลงหลักปักฐานพัฒนาตัวเองในวิถีมารแล้ว สถานะศิษย์สายตรงจะสามารถมอบความช่วยเหลือให้เขาได้มากมาย
การที่ไม่เลือกในตอนนี้ ความจริงแล้วเป็นเพราะปัญหาความเป็นจริง บทเรียนราคาแพงของเว่ยจงก็เห็นอยู่ทนโท่ เขาไม่มั่นใจเลยว่าตนเองจะมีจุดจบแบบเดียวกันหรือไม่ พูดง่ายๆ ก็คือความเสี่ยงสูงเกินไป ต่อให้ผลตอบแทนจะสูงแค่ไหนก็เป็นแค่การวาดรูปขนมเปี๊ยะแก้หิว(1) ไร้ประโยชน์สิ้นดี
ประการที่สอง การคัดเลือกศิษย์สายตรงจัดขึ้นทุกสองร้อยปี กว่าเหยียนหลิงในรุ่นนี้จะรู้ผลแพ้ชนะ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาอีกยี่สิบถึงสามสิบปี ส่วนการประลองใหญ่ของศิษย์สายในรอบถัดไปก็คืออีกร้อยปีให้หลัง ต้องคัดให้เหลือสิบอันดับแรกถึงจะมีคุณสมบัติในการแข่งขัน
หากไม่มีอะไรผิดพลาด ถึงตอนนั้นเขาก็น่าจะบรรลุระดับแก่นทองคำแล้ว สามารถรับตำแหน่งผู้อาวุโสประจำยอดเขาได้ และยังสามารถเรียนรู้มรดกสืบทอดหลักของนิกายโลหิตวิญญาณผกผันได้อีกด้วย การไปแย่งชิงตำแหน่งศิษย์สายตรงเพื่อเอาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์อันตราย ออกจะไม่คุ้มค่าไปสักหน่อย
ยิ่งไปกว่านั้น เขาใช้มหาเวทชิงรากฐานเป็นข้ออ้าง หากกลายเป็นศิษย์สายตรงจริงๆ ก็ง่ายมากที่จะถูกคนอื่นมองออกถึงข้อพิรุธในช่วงระดับสร้างรากฐาน รอให้ทะลวงสู่ระดับแก่นทองคำแล้วค่อยก้าวออกมาอยู่เบื้องหน้า ถึงตอนนั้นจะเปิดเผยเรื่องคาถาลับครรภ์มารเสวียนหยวน ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรแล้ว
“ในเมื่อเลือกได้แล้ว มีตำแหน่งที่ถูกใจไว้หรือยัง?”
“หอลงทัณฑ์ในย่านเทพอสูรขอรับ ก่อนหน้านี้ข้าเคยเป็นศิษย์ฝ่ายบังคับใช้กฎที่นั่นมาก่อน”
พอคำพูดนี้หลุดออกไป หัวหน้าหอผู้มีกลิ่นอายพิเศษท่านนี้ก็ประหลาดใจไปวูบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า “เจ้ารู้จักลูกเศรษฐีเสเพลสามคนนั้นด้วยหรือ... ก็ดี ก็ดีเหมือนกัน”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็อธิบายต่อ “ในถุงเก็บของที่ให้เจ้าไปมีสวัสดิการของนิกายในระดับที่สูงขึ้น ประกอบไปด้วยชุดเวทระดับหนึ่งขั้นสูงหนึ่งชุด ถุงเก็บของระดับสูง (ห้าสิบลูกบาศก์เมตร) และป้ายคำสั่งแลกเปลี่ยนเคล็ดวิชาระดับสอง”
“ในเมื่อเจ้าเลือกเส้นทางที่สอง ข้าก็จะมอบป้ายคำสั่งบังคับใช้กฎระดับสองให้เจ้าอีกหนึ่งชิ้น พร้อมกับเครื่องประดับที่เข้ากับสถานะ เมื่อมีป้ายนี้ก็จะสามารถสั่งการศิษย์ฝ่ายบังคับใช้กฎได้ทั้งย่าน ไปเถอะ”
“ขอรับ”
หวังอี้ไม่ได้ถามอะไรให้มากความ ในเมื่อได้สิ่งที่ต้องการมาแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรั้งอยู่นาน เวลาของเขาก็ค่อนข้างจำกัดเหมือนกัน
ส่วนเรื่องการออกไปตั้งจวนนอกนิกายนั้น ไม่ใช่ว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานทุกคนจะมีคุณสมบัติ จำเป็นต้องยื่นเรื่องขอกับทางนิกาย ซึ่งเรื่องนี้ส่วนใหญ่ก็ตกเป็นหน้าที่ของสามคุณชายแห่งโลหิตผกผัน รอจัดการธุระทางนี้เสร็จเมื่อไหร่ ค่อยแวะไปหาสักหน่อยก็แล้วกัน
ตอนนี้ สมควรไปที่หอถ่ายทอดวิชาเพื่อเอาเคล็ดวิชาระดับสองของเคล็ดโลหิตเยือกแข็งได้แล้ว อย่าเห็นว่าเขานำไปจัดวางจนได้เคล็ดเคลื่อนวิญญาณโลหิตเยือกแข็ง ออกมาเชียว เพราะในนิกายมีเคล็ดวิชาเลื่อนขั้นแบบเป็นกิจจะลักษณะอยู่
อีกทั้งทิศทางการอนุมานก็ยังแตกต่างจากการจัดวางของเขา คาถาอาคม วิชาลับ อาวุธวิเศษ และตำรับโอสถที่มาคู่กันข้างใน ล้วนเป็นสิ่งที่สามารถไขว่คว้ามาได้ทั้งสิ้น นับว่ามีมูลค่าล้ำเลิศ
เส้นทางไปยังหอถ่ายทอดวิชานั้นคุ้นเคยยิ่งกว่า ใช้เวลาไม่นานก็มาถึง หลังจากส่งมอบป้ายคำสั่งแล้ว หยกมรดกสืบทอดหนึ่งชิ้นก็ถูกส่งมาถึงมือเขา
สัมผัสเทวะตรวจสอบดู :
เคล็ดวิชาระดับสร้างรากฐานขั้นสูง วิชาโลหิตหยินเหมันต์สวรรค์ สามารถฝึกฝนไปจนถึงระดับแก่นทองคำได้อย่างราบรื่น แต่ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับพรสวรรค์ข้างในนั้นหายไปอย่างสิ้นเชิง มีเพียงผลลัพธ์ในการเสริมความแข็งแกร่งของธาตุน้ำแข็งเท่านั้น
มาพร้อมตำรับโอสถระดับสอง·โอสถวิญญาณน้ำแข็ง (เพิ่มระดับการฝึกตน), โอสถจันทร์เยือกแข็ง (จำเป็นสำหรับการฝึกวิชาหลบหนี)
วิธีหลอมอาวุธวิเศษระดับสอง·หอกเหมันต์สวรรค์, กระบี่โลหิตหยิน, เข็มน้ำแข็งเร้นหิมะ (ระดับชั้นขึ้นอยู่กับวัสดุและฝีมือของนักหลอมศัสตรา)
คาถาอาคมระดับสองขั้นต่ำ·วิชาฝนเยือกแข็ง, ปราณกระบี่น้ำแข็ง
คาถาอาคมระดับสองขั้นกลาง·หอกไล่จันทร์, กระบี่โลหิตหยินเก้ากระบวน
คาถาอาคมระดับสองขั้นสูง·ปีกจันทร์น้ำค้างแข็ง (วิชาหลบหนี), วิชาจักรน้ำแข็ง, น้ำแข็งสังหารสุดขั้วสับสน
วิชาลับระดับสร้างรากฐาน·ผนึกโลงน้ำแข็ง, วิชาดูดซับความหนาวเย็น, คาถาไร้ลมหายใจ
นี่คือวิชาทั้งหมดที่ถูกบันทึกไว้ในหยกมรดกสืบทอด หวังอี้ไม่มีทางเรียนรู้ทั้งหมดได้ เขาไม่มีเวลามากขนาดนั้น แต่ข้างในก็ยังมีลูกไม้ดีๆ อยู่อีกหลายอย่าง
สมแล้วที่เป็นมรดกสืบทอดระดับสองที่สมบูรณ์แบบ
ด้านโอสถทั้งสองชนิดก็ถือว่าไม่เลว ส่วนด้านอาวุธวิเศษเขาไม่สนใจเลยแม้แต่ชิ้นเดียว เทียบกับคาถาอาคมไม่ได้เลยสักนิด
วิชาฝนเยือกแข็ง การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมสามารถทำให้เขากุมความได้เปรียบเอาไว้ได้ทั้งหมด เรียน! ปีกจันทร์น้ำค้างแข็งน่าจะเป็นวิชาหลบหนีที่ต้องฝึกควบคู่กับโอสถจันทร์เยือกแข็ง ก็ต้องเรียนเหมือนกัน สายตาของเขามองการณ์ไกลมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว คาถาระดับสูงทั้งสามวิชาและวิชาลับอีกสามวิชา ล้วนต้องเรียนให้หมด
วิชาดูดซับความหนาวเย็นที่เป็นหนึ่งในวิชาลับ เป็นวิชาที่ช่วยในการฝึกฝนภายใต้สภาพแวดล้อมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณธาตุน้ำแข็ง ถือว่ามีมูลค่าสูงสุด คาถาไร้ลมหายใจ ความหมายก็ตามชื่อนั่นแหละ เอาไว้ใช้ซ่อนกลิ่นอาย พอดีเลยที่คาถาเร้นราตรีถูกปลดระวางไปแล้ว ต่อไปก็ใช้คู่กับคาถาพรางตัวเอา ส่วนผนึกโลงน้ำแข็งคงไม่ต้องพูดอะไรให้มากความแล้ว
(1) วาดรูปขนมเปี๊ยะแก้หิว หมายถึง การหลอกตัวเองด้วยจินตนาการ หรือการให้สัญญาเลื่อนลอยที่ไม่สามารถเป็นจริงได้