- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 146 ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ นิกายศักดิ์สิทธิ์!
บทที่ 146 ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ นิกายศักดิ์สิทธิ์!
บทที่ 146 ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ นิกายศักดิ์สิทธิ์!
บทที่ 146 ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ นิกายศักดิ์สิทธิ์!
“คารวะศิษย์พี่”
“อืม”
หวังอี้โบกมือเป็นเชิงบอกให้ศิษย์เฝ้าประตูถอยไป
เขาสวมชุดของศิษย์สายใน ป้ายศิษย์โลหิตม่วงถูกห้อยไว้ที่เอวด้านหน้าอย่างเรียบร้อย บ่งบอกถึงฐานะอันเป็นทางการ
ในเมื่อกลับมาแล้ว ก็ต้องไปที่ยอดเขาโลหิตเยือกแข็งเพื่อส่งมอบภารกิจจับทาสวิญญาณเสียก่อน ถึงแม้เขาจะเหลือตัวคนเดียว แต่งานก็ต้องส่งอยู่ดี
น่าเสียดายที่ไม่ได้รางวัลสักก้อนโตๆ
อะไรนะ? คนก็อยู่ในถุงเก็บของข้าหมดแล้ว นี่แหละคือรางวัล!
ปลาตัวเดียวจะกินรวบสองทางไม่ได้ ไว้คราวหน้ามีโอกาสค่อยหาช่องเล่นแร่แปรธาตุใหม่ก็แล้วกัน
ขณะที่กำลังจะมุ่งหน้าไปยังยอดเขาโลหิตเยือกแข็ง หวังอี้ก็ตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่ อยู่ข้างนอกนานเกินไปจนเกือบลืมเรื่องชิงดีชิงเด่นภายในนิกายไปเสียสนิท
เขาสวมเสื้อคลุมสีดำ แล้วเข้าไปในเขตของย่านเบญจหยิน ใช้ยันต์สื่อสารติดต่อซือถูหงเพื่อสืบข่าวเสียก่อน!
ไม่นานนัก
น้องซือถูที่ยังคงอยู่ระดับหลอมปราณขั้นเก้า ทว่ากลิ่นอายกลับทรงพลังยิ่งกว่าเดิมก็มาตามนัด คนยังไม่ทันถึง เสียงก็นำมาก่อนแล้ว
“ข้าบอกเลยนะพี่หวัง ท่านหายหัวไปทีก็ปาไปห้าปีกว่า ศิษย์น้องนึกว่าท่านตายไปแล้วเสียอีก ตกลงว่าท่าน...”
แอ๊ดดด
เมื่อประตูหอสุราถูกผลักออก เสียงทุกอย่างก็พลันเงียบกริบ ในเมื่อมาเพื่อสืบข่าว หวังอี้ย่อมต้องงัดเอาความก้าวหน้าของระดับการฝึกตนออกมาวางแสดงให้เห็นกันชัดๆ อยู่แล้ว
ทำเช่นนี้ อีกฝ่ายย่อมต้องทุ่มเทช่วยเหลืออย่างสุดกำลังแน่นอน
“ท่าน...”
ซือถูหงคอแห้งผากขณะมองบุรุษที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าตรงหน้า เรือนผมสีเงินสวมกวานสีดำ มีปิ่นหยกเล่มหนึ่งเสียบทะลุ ปอยผมสองปอยที่ปรกลงมาตรงหางคิ้วยิ่งขับให้ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูมีเสน่ห์บาดใจยิ่งขึ้น
เขารีบปรับอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว แถมยังมีกะจิตกะใจปล่อยมุกตลก “ไม่ได้เจอศิษย์พี่เสียนาน ขนาดข้าที่เป็นบุรุษหน้าขาวยังแอบหวั่นไหวเลยนะเนี่ย”
“โอ้? น้องซือถูไม่กลัวภัยจะถึงตัวหรือไง”
“หึๆ ซือถูผู้นี้ก็มีแค่ใบหน้านี้แหละที่พอจะมีค่าอยู่บ้าง หากศิษย์พี่ถูกใจ จะถลกไปก็ได้เลย เรื่องเล็กน้อย”
เมื่อเห็นหวังอี้พูดหยอกล้อด้วย ซือถูหงก็รู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย ทว่าในหัวกลับกำลังขบคิดอย่างบ้าคลั่ง เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าหวังอี้ที่ตอนเจอกันคราวที่แล้วเพิ่งจะอยู่ระดับหลอมปราณขั้นแปด มาเจอกันอีกทีจะขึ้นระดับสร้างรากฐานเสียแล้ว
แถมกลิ่นอายยังมั่นคง ความแข็งแกร่งลึกล้ำ และที่สำคัญที่สุดคือเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่มีชีวิตชีวา นั่นหมายความว่าอายุขัยของอีกฝ่ายได้รับการเติมเต็มอย่างมหาศาล
นี่มันท่อนขาใหญ่ยักษ์ชัดๆ เวลานี้ไม่รีบเกาะไว้แล้วจะรอไปเกาะตอนไหน?!!
บางทีหากรอไปอีกสักร้อยปี การดิ้นหลุดจากการขูดรีดของมารดรผีเถาฮวาอาจจะพอมีแสงสว่างรำไร
“นั่งเถอะ หลายปีมานี้ในนิกายมีเรื่องใหญ่ใดเกิดขึ้นบ้างหรือไม่?”
เมื่อนั่งลงฝั่งตรงข้ามหวังอี้ ซือถูหงก็เข้าใจจุดประสงค์ที่อีกฝ่ายมาหาทันที แถมดูจากชุดศิษย์สายในนั่นแล้ว เจ้าตัวคงยังไม่ได้ไปลงทะเบียนกับนิกายเป็นแน่
หลังจากเดาได้ว่าหวังอี้ต้องการข้อมูลอะไร ซือถูหงก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยขึ้น
“มีเรื่องเกิดขึ้นไม่น้อย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ทว่าหากพูดถึงยอดเขาโลหิตเยือกแข็ง ก็มีเรื่องใหญ่อยู่สองสามเรื่องจริงๆ”
“เรื่องแรก เมื่อหลายวันก่อนศิษย์สายตรงรากวิญญาณสวรรค์ เหยียนหลิง ได้ทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานขั้นเก้าแล้ว นางประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะเข้าร่วมการแย่งชิงสิทธิเมล็ดพันธุ์วิญญาณแรกกำเนิด ช่วงหลายวันนี้กำลังท้าประลองกับศิษย์สายตรงโลหิตเยือกแข็งอีกเจ็ดคนที่เหลือ สองวันสี่ศึก ล้วนคว้าชัยมาด้วยพลังที่บดขยี้อย่างสมบูรณ์”
“เรื่องที่สอง ศิษย์สายตรงของยอดเขาโลหิตเยือกแข็งรุ่นนี้ที่ถูกถอดชื่ออย่าง ซูอวี้หลง และ เว่ยจง ออกจากการกักบริเวณที่ผามารศักดิ์สิทธิ์แล้ว ซูอวี้หลงไปกักบริเวณต่อที่ตระกูลต้วนแห่งเซี่ยงซาน ส่วนเว่ยจง... เขาเข้าไปในเหวโลหิตแล้ว”
เมื่อหวังอี้ได้ยินเช่นนั้น แววตาก็หดเกร็ง
ซูอวี้หลงที่บอกว่าเปลี่ยนที่กักบริเวณ ความจริงก็คือพ้นโทษปล่อยตัวแล้วนั่นแหละ เส้นสายมันมี พอพ้นช่วงกระแสแรงๆ ก็ออกมาได้ คนที่รู้ๆ กันอยู่ก็เข้าใจดี
ส่วนการที่เว่ยจงเข้าไปในเหวโลหิต ดูเหมือนจะใจกล้าบ้าบิ่นมุ่งมั่นก้าวหน้า แต่ความจริงคือหมดหนทาง ทำได้เพียงหลับหูหลับตาสู้ตายแบบหลังชนฝาเท่านั้น
ตระกูลเว่ยแห่งเขาผูซาน ตระกูลระดับสร้างรากฐานที่รุ่งเรืองถึงขีดสุดตระกูลหนึ่ง ในตระกูลมีระดับสร้างรากฐานเกินกว่าสิบคน ตามหลักแล้วเมื่อมีเว่ยจงที่เป็นระดับแก่นทองคำโผล่มา ก็ควรจะเลื่อนขั้นเป็นตระกูลระดับแก่นทองคำได้แล้ว
แต่ดันมาถูกซูอวี้หลงยัดข้อหาให้อย่างหน้าด้านๆ จนโดนฆ่าล้างตระกูล เบื้องหลังก็ไม่มีใครหนุนหลัง แล้วจะให้ทำยังไงได้?
[เหวโลหิต] คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในการบำเพ็ญเพียรของนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน หลังจากศิษย์สายในบรรลุถึงระดับสร้างรากฐานแล้ว สามารถใช้คะแนนผลงานหนึ่งแสนคะแนนแลกเปลี่ยนเป็นสิทธิในการเข้าไปได้
ข้อมูลเฉพาะทางนิกายสั่งห้ามเปิดเผย แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เมื่อพันปีก่อน เจ้าแห่งนิกายโลหิตคนปัจจุบัน ผู้ซึ่งเป็นผู้ปกครองนิกายมารโลหิตในเวลานี้ ตอนที่อยู่ระดับสร้างรากฐานขั้นต้น เคยเข้าไปในเหวโลหิตเป็นเวลาร้อยปี
ตอนออกมาก็กลายเป็นระดับแก่นทองคำขั้นสูงสุดไปแล้ว ทั้งอาวุธวิเศษ ฤทธิ์เทวะ และคาถาลับบนตัวล้วนมาจากเหวโลหิตทั้งสิ้น จนเป็นที่โปรดปรานของสายตำหนักมารโลหิต ได้รับการถ่ายทอดคัมภีร์มารโลหิตโบราณ
เวลาสั้นๆ เพียงห้าสิบปีก็ทะลวงด่านควบแน่นวิญญาณแรกกำเนิดได้ เห็นได้ชัดว่า 'เหวโลหิต' มีข้อดีต่อการฝึกตนมากเพียงใด ดูเหมือนว่าข้างในนั้นจะมีวาสนาทุกรูปแบบเลยก็ว่าได้
การเข้าไปในเหวโลหิต คือโอกาสเดียวที่เว่ยจงจะพลิกกระดานได้
หากหวังอี้จำไม่ผิด จ้าวซ่างที่มีจุดอ่อนของกันและกันกับเขาในปีนั้น ก็ใช้ยันต์หลบหนีมิติระดับสาม ฝืนหนีเข้าไปในเขตเหวโลหิตเช่นกัน แถมยังเข้าไปด้วยระดับการฝึกตนเพียงแค่หลอมปราณอีกต่างหาก
ผ่านมาหลายปีก็ยังไร้ข่าวคราว โอกาสตายมีสูงมาก แต่เขากลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนบุ่มบ่าม เป็นคนคิดหน้าคิดหลังรอบคอบ ไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลยแม้แต่น้อย
ต้องเป็นเพราะล่วงรู้ความลับอะไรบางอย่าง และมีความมั่นใจว่าจะรอดชีวิต หรือถึงขั้นได้รับผลประโยชน์มหาศาล ถึงได้ตัดสินใจเลือกเช่นนั้น
สองเรื่องที่ซือถูหงพูดมา ล้วนมีประโยชน์ต่อเขามาก
อาศัยเส้นสายของถานไถฉาน ตอนนี้เขาคือผู้สนับสนุน "ตัวยง" ของศิษย์สายตรงเหยียนหลิง เรื่องภารกิจทาสวิญญาณที่ล้มเหลว ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกตำหนิ
ยอดเขาโลหิตเยือกแข็งในยามนี้ ศิษย์สายตรงเหยียนหลิงก้าวขึ้นมาอยู่แนวหน้า แข่งขันกับศิษย์สายตรงคนอื่นๆ อย่างเปิดเผยสง่างาม ทั้งยังครองความได้เปรียบอย่างมหาศาล
นี่ทำให้เขาไม่ต้องกังวลว่าจะถูกคิดบัญชี ยิ่งบวกกับการที่ซูอวี้หลงก็กลับตระกูลต้วนแห่งเซี่ยงซานไปแล้ว อนาคตสดใสไร้กังวลแล้ว!
“เช่นนี้ก็ดีเยี่ยม แล้วยังมีข่าวอื่นที่น่าสนใจอีกหรือไม่?”
ซือถูหงคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“หลิ่วจินเซียนสร้างรากฐานแล้ว นับหรือเปล่าขอรับ?”
พอลองคำนวณเวลาดู ตั้งแต่ตอนอยู่ภูเขากระดูกดำหลิ่วจินเซียนก็อยู่ระดับหลอมปราณขั้นเก้าแล้ว ก็สมควรแก่เวลาสร้างรากฐานจริงๆ
ทว่าหวังอี้ไม่คิดจะไปเสวนากับนังบ้าคนนี้ต่อหรอก เขาเตรียมจะอยู่แต่ในนิกายสักพัก รอจัดการของมาตรฐานสำหรับระดับสร้างรากฐานให้ครบถ้วนเสียก่อน แล้วค่อยออกไปตั้งจวนนอกนิกาย
หากเป็นไปได้ เขาอยากจะหาแขนศพระดับสามสักข้างหนึ่ง
“แล้วกู่เจิ้งซุ่นล่ะ? ช่วงนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง ยังอยู่ในนิกายหรือไม่”
“อยู่ขอรับ แต่สถานการณ์ไม่สู้ดีนัก ได้ยินมาว่าเอาดอกเสวียนจิงไปขายชุดใหญ่เลยโดนศิษย์สายตรงที่เป็นเจ้านายอัดเอา หลังจากนั้นก็อาการไม่ค่อยดีมาตลอด”
“เอ่อ...”
หวังอี้มีสีหน้าพิลึกพิลั่น เขาจำได้ว่าตัวเองขายดอกเสวียนจิงชุดใหญ่ไปให้กู่เจิ้งซุ่นจัดการ คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีเรื่องราวภาคต่อด้วย
ถามไถ่เรื่องราวได้พอสมควรแล้ว ก็ถึงเวลาต้องไปรายงานตัวที่ยอดเขาโลหิตเยือกแข็งเสียที หวังอี้ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะโยนขวดโอสถไปให้ขวดหนึ่ง
“ของข้างในคือวาสนาที่หวังผู้นี้ได้มาในครั้งนี้ หลังจากใช้ไปแล้วยังเหลือโอสถใจปรโลกอีกสามเม็ด ถือเสียว่าเป็นค่าข่าวสารในครั้งนี้ก็แล้วกัน ลาก่อน”
พูดจบ เขาก็บินพุ่งออกไปทางหน้าต่างโดยตรง
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานมีคุณสมบัติในการบินไปมาในสิบย่านโลหิตผกผันได้แล้ว ไม่ต้องมาทนวิ่งมาราธอนตกระกำลำบากอยู่บนพื้นดินอีกต่อไป แน่นอนว่าเขาก็เป็นหนึ่งในผู้มีอภิสิทธิ์นั้นเช่นกัน
ซือถูหงมองส่งหวังอี้จากไปอย่างเหม่อลอย ของที่อยู่ในขวดหยกในมือกลับเป็นถึงโอสถใจปรโลกคุณภาพระดับสุดยอด แถมยังเป็นโอสถประเภทช่วยในการฝึกตนอีกด้วย
“มิน่าล่ะระดับการฝึกตนถึงได้เพิ่มขึ้นเร็วขนาดนี้ ที่แท้ก็ได้รับวาสนาทางด้านโอสถนี่เอง แถมยังเป็นของชั้นยอดที่ไม่ถูกผลกระทบจากพรสวรรค์รากวิญญาณอีก... บุญคุณอันยิ่งใหญ่ไม่ต้องเอ่ยคำขอบคุณ หงผู้นี้จะจดจำเอาไว้”
มีโอสถนี้คอยช่วยเหลือ เขาก็มั่นใจว่าอีกสามปีให้หลังจะก้าวเข้าสู่ระดับสร้างรากฐานได้ ถึงตอนนั้นโลกทั้งใบก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!
อีกด้านหนึ่ง บินได้ย่อมต้องเร็วกว่าวิ่งอยู่แล้ว
เพียงครึ่งชั่วยาม ยอดเขาโลหิตเยือกแข็งก็ปรากฏให้เห็นอยู่ลิบๆ