เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 145 ข้ามหนองน้ำ

บทที่ 145 ข้ามหนองน้ำ

บทที่ 145 ข้ามหนองน้ำ


บทที่ 145 ข้ามหนองน้ำ

ตอนนี้นี่แหละ

หวังอี้ไม่แม้แต่จะชายตามองว่าจุดจบของมังกรจระเข้จะเป็นเช่นไร เขาเพียงแค่ทุ่มกำลังทั้งหมดใช้ออกด้วยฝ่ามือเสวียนหยิน พุ่งเข้าใส่หลานป๋อถิงที่กำลังหน้าซีดเผือด

เมื่อเทียบกับตอนอยู่ระดับหลอมปราณที่ฝ่ามือยักษ์สีเทาดำใหญ่สุดเพียงหนึ่งจั้ง แต่เมื่อร่ายโดยหวังอี้ที่อยู่ระดับสร้างรากฐาน ภายใต้การหนุนเสริมของปราณแท้ ฝ่ามือเสวียนหยินขั้นสมบูรณ์จึงมีขนาดใหญ่ถึงสิบจั้ง!

ฝ่ามือเสวียนหยินขนาดสามสิบสามเมตร ราวกับท่อนแขนของยักษ์ปักหลั่น

มันคว้าจับหลานป๋อถิงที่กำลังอ่อนแอเอาไว้อย่างแรง อีกฝ่ายมีสีหน้าตกตะลึงจนสุดขีด อวัยวะบนใบหน้าบิดเบี้ยวไปหมดแล้ว

“นี่มัน... การสืบทอดของอารามหวงเฉวียน เจ้าคือศิษย์สายตรงของอารามหวงเฉวียนรึ? เป็นไปได้อย่างไร! แถม... เจ้าควรจะอยู่ตรงตำแหน่งนั้นสิถึงจะถูก”

เมื่อเห็นศัตรูที่กำลังแตกตื่นลนลาน หวังอี้ก็ยิ้มออกมา

“ไม่ผิด หวังผู้นี้คือว่าที่ศิษย์สายตรงของอารามหวงเฉวียน เป็นไงล่ะ? เหนือความคาดหมายล่ะสิ”

ฝ่ามือเสวียนหยินในยามนี้ได้ปลดปล่อยอานุภาพที่แท้จริงของวิชาระดับสองขั้นสูงออกมาแล้ว ทว่าด้วยปราณแท้ที่ยังมีน้อย หวังอี้จึงควบแน่นฝ่ามือเสวียนหยินได้เพียงข้างเดียวเท่านั้น

แต่แค่นี้ ก็เพียงพอแล้ว!

“ไม่... สหายเต๋าหวัง ข้ารู้จักผู้อาวุโสตี้จ้างแห่งอารามหวงเฉวียน เขาเคยมีความสัมพันธ์กับสำนักกระบี่...”

หืม?

วินาทีที่หวังอี้กำลังนึกสงสัย หลานป๋อถิงในกำมือของเขาก็ระเบิดกลายเป็นก้อนเลือดไปเสียแล้ว เขาไม่ได้ออกแรงบีบเลยนะเว้ย เขาอยากได้ศพของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นกลางนี่ต่างหาก

มูลค่ามันมหาศาลเลยนะ!

ระหว่างที่ในใจกำลังนึกกังขา เขาก็หันไปมองสหายร่วมรบอย่างมังกรจระเข้อีกด้านหนึ่ง

กลับเห็นว่าลำคอของมันถูกฟันขาดไปกว่าครึ่ง กระดูกสันหลังหักสะบั้น เหลือเพียงเศษเนื้อด้านล่างที่ยังคงติดอยู่ เกือบจะทำให้หัวหลุดออกจากบ่าไปแล้ว

ช่างเป็นกระบี่ปราณโลหิตที่ดุดันเสียจริง

ทว่านั่นก็ทำให้หวังอี้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก วิกฤตคลี่คลายลงแล้ว

ดูท่าแล้ววันหลังยังไงก็ต้องไปทะลวงระดับในนิกาย มีชีพจรวิญญาณคอยเกื้อหนุน ไม่จำเป็นต้องผลาญหินวิญญาณของตัวเอง แถมยังปลอดภัยกว่าด้วย

หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ต้องทะลวงระดับในป่าเขา ก็ต้องเตรียมธงค่ายกลที่สามารถปกปิดความเคลื่อนไหวเอาไว้ล่วงหน้า

ผิดเป็นครู จะได้อยู่รอดปลอดภัย

ตอนนี้ก็ถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว

ซากศพของมังกรจระเข้มีมูลค่าไม่ธรรมดา แต่หวังอี้ไม่คิดจะนำไปขาย หยดเลือดแก่นแท้เอาไว้ใช้หลอมยาพิสดาร เลือดเนื้อเอาไว้หลอมโอสถเลี้ยงอสูร กระดูก เส้นเอ็น และเกล็ดล้วนเป็นวัตถุดิบชั้นยอดในการสร้างอาวุธวิเศษ

และที่สำคัญ... มังกรจระเข้ตัวนี้มีแก่นอสูรด้วย!

สิ่งที่เรียกว่าแก่นอสูร ไม่ใช่แก่นทองคำของผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความเข้มข้นทางสายเลือด ในหมู่สัตว์อสูร ต่อให้เป็นระดับหนึ่งก็มีความเป็นไปได้ที่จะควบแน่นแก่นอสูรขึ้นมาได้

มันเป็นตัวแทนของพรสวรรค์อันแข็งแกร่ง

สัตว์อสูรที่ยิ่งควบแน่นแก่นอสูรได้เร็ว ศักยภาพก็ยิ่งมีมาก มังกรจระเข้ตัวนี้มีศักยภาพที่จะทะลวงสู่ระดับสามได้อย่างแน่นอน เช่นนี้มูลค่าของมันก็ยิ่งมหาศาล

หวังอี้รู้จักโอสถชนิดหนึ่งนามว่า [โอสถเสวียนมังกรปฐพี] ซึ่งต้องนำมาหลอมคู่กับ <กล้วยไม้ศิลาวิญญาณปฐพี> ที่เก็บเกี่ยวได้ก่อนหน้านี้พอดี มันสามารถเสริมความแข็งแกร่งให้กับเรือนกายของผู้บำเพ็ญเพียรสายกายาได้อย่างมาก

เมื่อนำมาใช้คู่กับวิชา [กระดูกสันหลังมังกร] ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดความมหัศจรรย์ทางกายเนื้อบางอย่างได้อีกด้วย พอกลับไปแล้วค่อยพิจารณาเรียนรู้ดูก็ได้

พอเขาเดินมาถึงบริเวณกองเลือดของหลานป๋อถิง ก็จัดการเก็บถุงเก็บของไปก่อน แววตาของเขาดูเคร่งเครียดอย่างยิ่ง

“หากการคาดเดาเป็นจริง นี่น่าจะเป็นอาคมต้องห้ามบางอย่าง หรือไม่ก็เป็นพันธสัญญาที่มีพลังผูกมัดขั้นสุดยอด”

“เขาละเมิดพันธสัญญา เลยถูกลงทัณฑ์จนกลายเป็นกองเลือด แม้แต่จิตวิญญาณก็ไม่เหลือ...”

อารามหวงเฉวียน ผู้อาวุโสตี้จ้าง

หวังอี้ลูบปลายคาง เขาสวมรอยเป็นว่าที่ศิษย์สายตรงของอารามหวงเฉวียน ทั้งยังมีวิชาสืบทอดอย่างฝ่ามือเสวียนหยินติดตัว ฐานะนี้ถือว่าสูงส่งพอแล้ว จึงอนุมานได้ว่าน่าจะล่วงรู้ความลับบางอย่างของนิกาย

การที่หลานป๋อถิงผลีผลามพูดออกไปจนถูกพันธสัญญาลงทัณฑ์ ก็ถือเป็นเรื่องปกติ

“แต่ว่า สำนักกระบี่กับอารามหวงเฉวียนมีส่วนเกี่ยวข้องกันรึ?”

เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงแหล่งที่มาของวิชาฝ่ามือเสวียนหยิน... ซูชิงซาน! หรือว่าหมอนั่นจะเป็นสายลับจริงๆ? แต่การให้สายลับพกพาวิชาสืบทอดหลักติดตัวไปด้วย คิดยังไงมันก็ไม่สมเหตุสมผล

ปวดหัวชะมัด!

“ช่างเถอะๆ ไม่คิดแล้ว ยังไงก็ไม่เกี่ยวอะไรกับข้าอยู่แล้ว”

มาดูของรางวัลกันดีกว่า

เชือกมัดมารระดับสองขั้นสูง, กระบี่วารีมรกตระดับสองขั้นสูง นอกจากอาวุธวิเศษสองชิ้นนี้ อาวุธวิเศษที่เหลือล้วนธรรมดาดาดๆ เทียบกับกระถางปฐพีที่ได้มาก่อนหน้านี้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

ได้หินวิญญาณมาถึงสามหมื่นสองพันก้อน รวยอื้อซ่าเลยทีเดียว

ยังมีโอสถวิญญาณระดับสองอีกห้าขวด ของเบ็ดเตล็ดอีกจำนวนหนึ่ง ในนั้นมีข้อมูลและแผนที่ที่เกี่ยวข้องกับเขตแดนวิญญาณไท่หูอยู่มากมาย รวมถึงข้อมูลภายในของสำนักกระบี่เทียนซูเกี่ยวกับหนองน้ำใบไม้แห้งด้วย

โดยเฉพาะอย่างหลังสุดนี้ มีประโยชน์ต่อหวังอี้ในยามนี้มากเหลือเกิน เขากำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าจะข้ามหนองน้ำไปอย่างปลอดภัยได้อย่างไร พอมีข้อมูลภายในชุดนี้ ระดับความยากก็ลดลงไปเยอะเลยทีเดียว

นอกเหนือจากนี้ ในถุงเก็บของยังมีป้ายคำสั่งอีกหลายอัน น่าจะเอาไว้ใช้เดินทางภายในสำนักกระบี่ ส่วนของอย่างอื่นก็ไม่มีแล้ว

ส่วนพวกเคล็ดวิชาหรือคาถาอาคมนั้น ไม่มีเลยสักเล่มเดียว

นี่ก็สมกับเป็นสถานการณ์ของผู้บำเพ็ญเพียรจากขุมอำนาจใหญ่ วิชาความรู้ล้วนร่ำเรียนมาจากสำนัก ไม่เหมือนพวกผู้ฝึกตนอิสระที่พกติดตัวไปไหนมาไหนด้วย

ต่อให้ได้อะไรติดไม้ติดมือมาจากข้างนอก ส่วนใหญ่ก็สู้การสืบทอดที่สำนักมอบให้ไม่ได้อยู่ดี พวกเขาจึงไม่คิดจะลดตัวลงไปฝึกฝนวิชาจากภายนอกเลยด้วยซ้ำ

“มีของพวกนี้ก็พอแล้ว รอจัดการปล่อยของเบ็ดเตล็ด อาวุธวิเศษ แล้วก็โอสถพวกนั้นไป ก็จะได้กลับไปเป็นเศรษฐีที่มีหินวิญญาณนับแสนก้อนอีกครั้ง”

ตอนมามีทรัพย์สินแสนก้อน ตอนกลับก็มีแสนก้อนเหมือนเดิม

ทั้งๆ ที่ผลาญไปไม่น้อย ความแข็งแกร่งก็ก้าวหน้าขึ้นตั้งเยอะ เขตแดนวิญญาณไท่หูนี่คนดีเยอะจริงๆ ไม่เหมือนดินแดนมารฉื่อเหวียน แต่ละคนยาจกกันทั้งนั้น

หลังจากหาที่เปลี่ยวๆ ฟื้นฟูปราณแท้กลับมาแล้ว เขาก็ใช้เวลาอีกหลายวันในการหลอมสกัดอาวุธวิเศษระดับสองทั้งสี่ชิ้น ได้แก่ โคมวิญญาณหลากสี กระถางปฐพี เชือกมัดมาร และกระบี่วารีมรกต

ความแข็งแกร่งย่อมยกระดับขึ้นไปอีกขั้น แถมเมื่อถึงระดับสร้างรากฐาน สัมผัสเทวะอันแข็งแกร่งของผู้บำเพ็ญเพียรก็เพียงพอที่จะหนุนให้พวกเขาควบคุมอาวุธวิเศษสองชิ้นพร้อมกันได้ ระดับสร้างรากฐานขั้นปลายยิ่งสามารถควบคุมได้ถึงสามชิ้น

หากจับคู่ประสานกันอย่างลงตัว ก็มากพอที่จะสร้างความได้เปรียบอย่างเบ็ดเสร็จ

เมื่อหยิบเอาแผนที่ที่หลานป๋อถิงอุตส่าห์ไปหาซื้อมาได้ หวังอี้ก็เลือกทิศทางเรียบร้อย แล้วจึงมุ่งหน้าสู่ดินแดนมารฉื่อเหวียนทันที!

มีข้อมูลกับไม่มีข้อมูลมันต่างกันคนละเรื่องเลย

ถึงกระนั้น ตลอดทางก็ยังเจออันตรายมากมาย ยิ่งบุกเข้าไปลึกก็ยิ่งร้ายแรง โดยเฉพาะหลังจากเข้าสู่อาณาเขตของสัตว์อสูรระดับแก่นทองคำ ต่อให้หวังอี้มีวิชาพรางตัว ก็ไม่อาจเล็ดลอดสายตาตัวตนระดับนี้ไปได้

ทำได้เพียงอ้อมหลบไปทางริมๆ เท่านั้น และเส้นทางที่ค่อนข้างปลอดภัยเหล่านี้ หลายปีที่ผ่านมาล้วนถูกทั้งฝ่ายธรรมะและฝ่ายมารวางข้อห้ามและค่ายกลเอาไว้มากมาย

ถึงขนาดยังมีค่ายกลลวงตาเอาไว้หลอกคนอีกด้วย

หวังอี้ออกเดินทางมาได้แค่สามวัน ก็เห็นโสมวิญญาณระดับสี่ขึ้นอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง หากแผนที่ไม่ได้ระบุไว้ว่านั่นคือค่ายกลลวงตาผสมกับค่ายกลสังหาร ไม่แน่ว่าเขาอาจจะโดนหลอกไปแล้วก็ได้

สองเขตแดนสู้รบประชันวิชากันมานานหลายปีแล้ว กลยุทธ์ต่างๆ ล้วนถูกงัดมาใช้หมด การลักลอบข้ามเขตแดนอันตรายเพื่อบุกเข้าสู่ใจกลางศัตรู ถือเป็นลูกไม้ที่ใช้กันจนเอียนแล้ว

เห็นได้ชัดเลยว่า "เส้นทางปลอดภัย" พวกนี้ซุกซ่อนกับดักเอาไว้มากขนาดไหน

บางแห่ง จุดที่สามารถลงเท้าได้มีกว้างไม่ถึงสามฉื่อด้วยซ้ำ แถมยังต้องเดินตะแคงข้างไปอีก

“ตาเฒ่าหลานเอ๋ยตาเฒ่าหลาน หวังผู้นี้เข้าใจเจ้าผิดไป เจ้าเป็นคนดีจริงๆ”

สองเดือนต่อมา

เพิ่งจะสลัดหลุดจากการไล่ล่าของฝูงหมาป่าอสูร หวังอี้ก็พบว่าความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรกำลังค่อยๆ ลดลง นั่นหมายความว่าเขาข้ามผ่านเขตแกนกลางที่อันตรายที่สุดของหนองน้ำใบไม้แห้งมาได้แล้ว

ตอนนี้เขากำลังมุ่งหน้าไปยังเขตรอบนอกที่ใกล้กับดินแดนมารฉื่อเหวียนแล้ว

สภาพจิตใจก็พลันปลอดโปร่งขึ้นมาทันที ช่วงที่อันตรายที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว

วันเวลาล่วงเลยไปท่ามกลางการเร่งเดินทาง

ต้นเดือนที่หนึ่ง ปีที่ห้าของชีวิตศิษย์สายในของหวังอี้ ในค่ำคืนที่หิมะตกไร้สรรพเสียง ยอดเขาบิดเบี้ยวเก้ายอดที่คุ้นตาก็ปรากฏสู่สายตา พลังวิญญาณในสภาพแวดล้อมล้วนมีกลิ่นหอมหวานลอยอบอวลอยู่

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ นิกายศักดิ์สิทธิ์ของข้า!”

จบบทที่ บทที่ 145 ข้ามหนองน้ำ

คัดลอกลิงก์แล้ว