- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 120 ฆ่า ฆ่า ฆ่า!
บทที่ 120 ฆ่า ฆ่า ฆ่า!
บทที่ 120 ฆ่า ฆ่า ฆ่า!
บทที่ 120 ฆ่า ฆ่า ฆ่า!
สะสางไปหนึ่งเรื่อง กลับมีเรื่องเพิ่มขึ้นมาอีกสอง
เรื่องแรกคือการส่งส่วยหญิงสาว ซึ่งเกี่ยวพันกับเบื้องหลังที่ลึกล้ำเกินไป หวังอี้จึงยังไม่คิดจะสืบสาวราวเรื่องในตอนนี้
เรื่องที่สอง เขาคือสินค้าชุดแรกนับตั้งแต่เมืองสือหูเริ่มทำธุรกิจค้าทาสวิญญาณ นั่นก็หมายความว่า... เรื่องนี้ตาเฒ่าหนิงเป็นคนบงการอยู่เบื้องหลังทั้งหมด
สมควรตาย! ต้องฆ่าทิ้ง!
ยามนี้มันอยู่ในเมืองเพียงลำพัง ส่วนลูกน้องที่พามาด้วยล้วนกบดานอยู่ก้นทะเลสาบสือหู เพื่อรอวันทดสอบรากวิญญาณแล้วค่อยมาสมทบ
เรียกได้ว่านี่คือช่วงเวลาที่เหมาะเหม็งที่สุดในการชำระแค้น ไม่มีอะไรให้ต้องลังเลอีก หวังอี้แผ่รังสีฆ่าฟันพุ่งตรงไปยังแหล่งกบดานของตาเฒ่าหนิงในเมืองสือหูทันที
ลงมือรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ คือคำนิยามของคนประเภทเขานี่แหละ
ในเมื่อมีความสามารถมากพอ จะรอให้แค้นข้ามคืนไปทำไม? ใจจริงเขาแทบอยากจะฉีกเนื้อบดกระดูกมันให้แหลกคามือในวินาทีถัดไปด้วยซ้ำ
ยามนี้ไม่เหมือนวันวานอีกแล้ว
การออกมาอยู่ข้างนอก ต่อให้จะฆ่าล้างโคตรพวกมันทั้งหมดเขาก็ทำได้ ในเมื่อรู้ความจริงแล้ว แถมศัตรูก็อยู่ตรงหน้า จะยอมกล้ำกลืนฝืนทนไปเพื่ออะไร?!!
ฆ่า ฆ่า ฆ่า!
เมืองสือหู ใกล้กับจวนเจ้าเมือง หลังจากตกลงธุรกิจค้าทาสวิญญาณของปีนี้เสร็จสิ้นไปได้ไม่นาน ตาเฒ่าหนิงก็กำลังกบดานอยู่ในจุดซ่อนตัวลับ พลางขบคิดถึงเรื่องของหวังอี้
มันกำลังชั่งใจว่าควรจะลงมือจัดการทิ้งหวังอี้ไว้ที่นี่ตลอดกาลดีหรือไม่ ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมารส่วนใหญ่มักจะเป็นพวกใจแคบผูกใจเจ็บ ซึ่งมันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เพียงแต่ว่ารู้จักอดทนและฉลาดหลักแหลมกว่าคนอื่นๆ ก็เท่านั้นเอง
ครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดมันก็ส่ายหน้าช้าๆ
พลางคิดในใจ ‘เขตแดนวิญญาณไท่หูมันอันตรายเกินไป หากลากแผนการอีกแผนหนึ่งเข้ามาพัวพันด้วย ต่อให้รอดกลับไปได้ก็ต้องถูกโทษประหารอยู่ดี เสี่ยงเกินไป ไม่คุ้มเลยสักนิด’
‘อดีตเจ้าเมืองนั่นก็ทะลวงระดับสร้างรากฐานล้มเหลว เจ้าอ้วนต้วนก็เหลวไม่เป็นท่า อายุอานามของข้าเองก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว ขอเพียงทำงานขั้นตอนนี้ให้สำเร็จ โอสถสร้างรากฐานระดับสูงจะต้องช่วยให้ข้าก้าวข้ามอุปสรรคนี้ไปได้อย่างแน่นอน’
‘ข้าต้องทำสำเร็จแน่...’
ขณะที่กำลังจมอยู่ในภวังค์ความหวัง ตาเฒ่าหนิงก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นร่างสวมชุดเกราะที่ปกคลุมไปด้วยควันสีดำทะมึนพุ่งชนกำแพงจนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
มือใหญ่ราวกับคีมเหล็กพุ่งตรงมาที่มัน
“ไอ้บ้าที่ไหนวะเนี่ย!”
ตาเฒ่าหนิงทั้งตกใจทั้งโกรธจัด หลุดปากด่าออกไปตามสัญชาตญาณ ร่างของมันพลิกตัวกระโดดขึ้นไปเกาะอยู่บนขื่อหลังคาเรียบร้อยแล้ว
ในมือปรากฏดาบหน้ากว้างของวิเศษขึ้นมา เมื่อเพ่งมองจนรับรู้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคย มันก็ยิ่งประหลาดใจมากขึ้น “หวังอี้? นี่แกบ้าไปแล้วหรือไง ถึงกล้ามาลงมือกับข้าที่นี่ แกไม่กลัวจะดึงดูดยอดฝีมือฝ่ายธรรมะมาหรือไง”
“ข้าไม่ใช่หวังอี้”
น้ำเสียงของหวังอี้อู้อี้ผิดเพี้ยนไปจากการถูกเกราะมารดำบดบัง เขาเอ่ยปฏิเสธอย่างข้างๆ คูๆ ขณะที่มือก็ไม่ได้หยุดนิ่ง เขางัดเอาบาตรของวิเศษขั้นยอดเยี่ยมออกมาเป็นโล่กำบัง แล้วพุ่งเข้าใส่ตาเฒ่าหนิงอย่างต่อเนื่อง
“ยังจะมาปากแข็งอีก ของวิเศษขั้นยอดเยี่ยมชิ้นนี้ ข้าเห็นกับตาว่าแกยึดมาจากเจ้าอ้วนต้วน”
“ก็บอกว่าไม่ใช่ไงเล่า”
ตู้มม!
กำแพงอีกด้านหนึ่งถูกพุ่งชนจนแหลกละเอียด ดูเหมือนว่านี่จะเป็นกำแพงรับน้ำหนัก ส่งผลให้บ้านหินทั้งหลังพังครืนลงมา ท่ามกลางฝุ่นควันคละคลุ้ง หวังอี้เบิกเนตรทมิฬไท่หยิน
เขาตรึงเป้าหมายไปที่ดวงไฟวิญญาณที่วูบวาบของตาเฒ่าหนิง ก่อนจะซัดหมัดพุ่งตรงเข้าใส่ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน เสียงหมัดแหวกอากาศดังสนั่นหวั่นไหว พละกำลังอันน่าสะพรึงกลัวก่อให้เกิดคลื่นอากาศรูปวงแหวนสีขาวแผ่กระจายออกไป
ตาเฒ่าหนิงที่รู้ตัวว่าใช้วิชาตัวเบาหลบหลีกไม่ทันแล้ว จึงทำได้เพียงใช้ดาบหน้ากว้างรับการโจมตี เปลี่ยนการบุกเป็นการตั้งรับ
เมื่อพลังทั้งสองสายปะทะกัน บ้านเรือนโดยรอบก็พังถล่มเป็นวงกว้าง ร่างของตาเฒ่าหนิงปลิวละลิ่วกระเด็นออกไป มันกระอักเลือดคำโต ก่อนจะร่วงลงไปฝังรากลึกอยู่ในพื้นกระเบื้องหินสีคราม
“หวังอี้! แกกล้าฆ่าข้า แกไม่กลัวความผิดจากนิกายหรือไง!”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย ข้าก็แค่คนผ่านมาทำภารกิจเท่านั้น”
“แกยอมรับแล้ว! แกก็คือหวังอี้นั่นแหละ”
ในขณะที่ตาเฒ่าหนิงกำลังดีใจที่หลอกถามจนอีกฝ่ายหลุดปากยอมรับ ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำก็โถมเข้าใส่อีกครั้ง ทำเอามันถึงกับร้อนรน
หวังอี้อดไม่ได้ที่จะแค่นยิ้ม “เออ ข้าคือหวังอี้ แล้วจะทำไม? ในปีนั้นแกขายข้าไปเป็นทาสในนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน วันนี้ข้าจะฆ่าแกทิ้งแล้วมันจะทำไม?”
เรียกได้ว่าตลอดหนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดวันที่ต้องทนทุกข์ทรมานเป็นทาสวิญญาณอยู่ในเขตเรือนหิน ล้วนเป็นฝีมือของมันทั้งสิ้น หากไม่ได้ฆ่าตาแก่นี่ ปมในใจเขาก็คงไม่มีวันคลี่คลาย
“แต่ถ้าไม่มีข้า แกก็คงไม่มีวาสนาได้ดิบได้ดีอย่างทุกวันนี้หรอกนะ”
“ตลกสิ้นดี นี่ยังอยากจะให้ข้ากล่าวคำขอบคุณแกอีกงั้นหรือ? ไปลงนรกซะ!”
วิชาฝ่ามือเสวียนหยินระดับสองขั้นสูง เผาผลาญพลังวิญญาณไปกว่าครึ่ง ผสานเข้ากับพลังอันบ้าคลั่งของแขนศพพลังเทวะ โจมตีเข้าใส่อย่างรุนแรง ทำเอาตาเฒ่าหนิงถึงกับขวัญหนีดีฝ่อ
ด้วยขีดจำกัดสัมผัสเทวะของผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณ ที่สามารถควบคุมของวิเศษได้เต็มที่เพียงชิ้นเดียว ในช่วงเวลาความเป็นความตาย มันจึงต้องยอมทิ้งดาบหน้ากว้าง แล้วเรียกโล่ของวิเศษขั้นสูงออกมาต้านรับสุดกำลัง
จากนั้นมันก็ได้แต่เบิกตาโพลง มองดูฝ่ามือยักษ์สีเทาดำฉีกกระชากม่านพลังวิญญาณของโล่จนขาดวิ่น แล้วกระแทกโล่จนยุบเป็นหลุมลึก ก่อนที่แขนศพของจริงที่ตามมาติดๆ จะทะลวงของวิเศษจนพังพินาศ
ทะลวงเข้าสู่หน้าอกของมัน และกำแน่นที่กระดูกสันหลัง
วินาทีต่อมา พลังมหาศาลก็ปะทุขึ้น
กระดูกสันหลังที่ยังคงมีหัวมนุษย์ติดอยู่ ถูกหวังอี้กระชากหลุดออกมาทั้งยวง การสังหารด้วยมือเปล่าช่างเหี้ยมโหดและดุดันถึงเพียงนี้
ยอดฝีมือระดับหลอมปราณขั้นที่เก้าผู้น่าเกรงขาม ผู้ซึ่งอยู่ห่างจากระดับสมบูรณ์เพื่อเตรียมทะลวงขึ้นสู่ระดับสร้างรากฐานเพียงแค่ก้าวเดียว กลับถูกหวังอี้ปลิดชีพลงอย่างง่ายดายในไม่กี่กระบวนท่า
จะว่าไปก็ต้องขอบคุณแขนที่ถูกตัดขาดไปเมื่อปีนั้น หากไม่ได้เสียแขนไป เขาก็คงไม่ตัดสินใจเด็ดขาดที่จะฝึกฝน <<วิชาลับมารศพ>> และก็คงไม่มีพลังรบที่ก้าวข้ามขีดจำกัดขนาดนี้
อย่างน้อยก็คงอ่อนแอกว่านี้อีกขั้น และคงไม่สามารถบดขยี้ตาเฒ่าหนิงได้อย่างราบคาบขนาดนี้
การได้ชำระความแค้นฝังลึกถึงสองครั้งซ้อนภายในวันเดียว ช่วยบรรเทาความเศร้าหมองในใจจากข่าวร้ายที่บ้านตระกูลหวังไปได้มากโข
ตอนนี้ก็เหลือแค่หวังอู่คนเดียวแล้วที่เขาต้องจัดการ หลังจากสะสางเรื่องราวทางฝั่งทะเลสาบสือหูเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เพิ่งมาถึงเมืองสือหูได้ไม่ถึงวัน กลับลงมือได้อย่างมีประสิทธิภาพถึงเพียงนี้ ก็ถือว่าสะใจอยู่ไม่น้อย
เขาเก็บซากศพและถุงเก็บของไป ยังไม่มีเวลามานั่งตรวจสอบของที่ปล้นมาได้ เขาจึงรีบกระตุ้นคาถาเร้นราตรี แล้วลอบหลบหนีออกจากเมืองไปซ่อนตัวทันที
การต่อสู้เมื่อครู่สร้างแรงสั่นสะเทือนรุนแรงเกินไป ปลุกชาวบ้านในละแวกนั้นจนตื่นกันหมด ทางฝั่งจวนเจ้าเมืองก็ต้องรู้เรื่องนี้เข้าแน่ๆ ซึ่งเขายังไม่ได้สืบข้อมูลทางนั้นให้ลึกซึ้งพอ
เพื่อความปลอดภัย ถอยไปตั้งหลักก่อนย่อมดีที่สุด
หนึ่งชั่วยามให้หลัง บริเวณใกล้กับทะเลสาบสือหู หวังอี้ตรวจสอบถุงเก็บของหลายใบของตาเฒ่าหนิงจนครบทุกใบ รอยยิ้มก็พลันปรากฏขึ้นบนมุมปาก
รวย โคตรรวย!
ลำพังแค่หินวิญญาณระดับต่ำก็มีมากถึงสองหมื่นสามพันก้อนแล้ว ในจำนวนนี้คงมีเงินทุนส่วนกลางของยอดเขาโลหิตเยือกแข็งรวมอยู่ด้วยแน่ๆ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นของเขาหมดแล้ว
ของวิเศษขั้นสูงหนึ่งชุด ธงค่ายกลขั้นสูงหนึ่งชุด
โอสถวิญญาณอีกจำนวนหนึ่ง ที่มีมูลค่าสูงสุดคือโอสถช่วยชีวิตเม็ดหนึ่ง ตีราคาต่ำๆ ก็น่าจะสักห้าร้อยก้อนหินวิญญาณ ของจิปาถะอีกเล็กน้อย และถุงสัตว์วิญญาณระดับหนึ่งอีกหนึ่งใบ ข้างในมีม้าบินเกล็ดมังกรที่ใช้สำหรับลากรถม้า และมีความสามารถในการบินได้
นอกจากนี้ สิ่งที่มีค่ามากที่สุดก็คือป้ายสองอัน
อันหนึ่งคือป้ายผ่านด่านภูเขาดำ ซึ่งมีตราประทับของนิกายเมฆามรกตอยู่บนนั้น
ส่วนอีกอันหนึ่ง ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับความลับเบื้องหลังของมัน
มันคือป้ายที่มีตัวอักษรคำว่า [อวี้]* สลักเอาไว้ ส่วนจะนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างนั้น หวังอี้ยังคิดไม่ออก แน่นอนว่าเขาจะไม่มีทางเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงเด็ดขาด ข้อดีที่สุดของเขาคือเป็นคนหัวอ่อนเชื่อฟังคนง่าย
ในเมื่ออดีตเจ้าเมืองอุตส่าห์ใช้ชีวิตเป็นบทเรียนสอนเขาแล้ว จะไปทำตัวเนรคุณความหวังดีของคนตายก็ใช่เรื่อง
ถึงเวลาถอยก็ต้องถอย
ทรัพย์สินที่ตาเฒ่าหนิงสะสมมา ขนาดคนที่รวยล้นฟ้าอย่างหวังอี้ยังอดพึงพอใจไม่ได้ แสดงให้เห็นว่ามันกอบโกยผลประโยชน์ไปได้มหาศาลเพียงใด นับว่าเป็นเศรษฐีระดับแถวหน้าในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณเลยทีเดียว
หลังจากกลืนโอสถฟื้นพลังขั้นยอดเยี่ยมลงไปหนึ่งเม็ด หวังอี้ก็วิ่งต่อไปอีกไม่กี่นาที ในที่สุดก็มาถึงทะเลสาบสือหู!
หน่วยจับทาสวิญญาณในตอนขามา มีสมาชิกรวมทั้งหมดแค่สิบกว่าคนเท่านั้น
---
*อวี้ (欲) แปลว่า ความปรารถนา, กิเลส, ตัณหา