- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 119 อดีตเจ้าเมือง
บทที่ 119 อดีตเจ้าเมือง
บทที่ 119 อดีตเจ้าเมือง
บทที่ 119 อดีตเจ้าเมือง
การจากลากันในครั้งนั้น ไม่คาดคิดเลยว่าจะเป็นการพรากจากกันชั่วนิรันดร์
ความสัมพันธ์ระหว่างหวังอี้กับบิดาไม่ได้แน่นแฟ้นนัก ออกจะห่างเหินและเต็มไปด้วยความเกรงใจเสียมากกว่า สาเหตุหลักก็มาจากเรื่องที่ 'มารดาตายตั้งแต่เขาเกิด' ซึ่งกลายเป็นปมในใจของบิดามาโดยตลอด
เขาเข้าใจในจุดนี้ดี ความสัมพันธ์ฉันพ่อลูกจึงราบเรียบจืดชืด ไม่มีความลึกซึ้งใดๆ อีกอย่างเขายังเป็นผู้ที่กลับชาติมาเกิดพร้อมกับความทรงจำในชาติก่อน
ในเมื่อเขาพึ่งพาตนเองได้ จึงไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยว กลับมองว่าการรักษาระยะห่างไว้บ้าง เป็นวิธีการแสดงความสัมพันธ์ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกสบายใจที่สุด
ทว่า มนุษย์มิใช่ต้นไม้ใบหญ้า จะไร้ซึ่งความรู้สึกได้อย่างไร? หลังจากอยู่ร่วมกันมาหลายปี ความผูกพันทางสายเลือดที่ดูง่อนแง่นแทบจะพังทลาย กลับฝังรากลึกลงไปอย่างมั่นคง
เมื่อได้รับรู้ข่าวการตายของบิดา เขายังคงรู้สึกโศกเศร้าเสียใจอย่างยิ่ง ยามนี้เมื่อมายืนอยู่หน้าป้ายวิญญาณ คำพูดนับพันนับหมื่นที่อัดอั้นกลายเป็นความคิดถึง ทว่าเมื่อเปล่งออกมา
กลับไร้ซึ่งสุ้มเสียงใดๆ
หวังอี้คุกเข่าลง โขกศีรษะคำนับสามครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นหมุนตัวเดินจากไป
ถึงเวลาต้องไปชำระแค้นแล้ว
หวังอี้ออกเดินทางเพียงลำพังตามที่อยู่ที่ตาเฒ่าหนิงให้ไว้ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวัน เขาก็มาถึงที่พำนักในบั้นปลายชีวิตของอดีตเจ้าเมืองสือหู
มันตั้งอยู่บนภูเขาลูกเล็กๆ สูงประมาณเจ็ดร้อยกว่าเมตรนอกเมือง ที่นี่ดูเหมือนจะมีชีพจรวิญญาณที่ยังก่อตัวไม่สมบูรณ์อยู่ สภาพแวดล้อมมีพลังวิญญาณเบาบาง พอจะใช้ประทังการบำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณขั้นต้นไปได้แบบถูๆไถๆ
นี่ก็คือคนที่ทะลวงระดับสร้างรากฐานล้มเหลวอีกคนหนึ่ง ชะตากรรมเดียวกับต้วนผิงเป๊ะ แต่ตาแก่นี่ไม่มีสายป่านยาวเท่าเจ้าอ้วนต้วน หลังจากล้มเหลว ตบะไม่เพียงร่วงหล่นลงมาอยู่ที่ระดับหลอมปราณขั้นที่ห้า แต่ยังเข้าใกล้บั้นปลายของชีวิตเข้าไปทุกที
ทุ่มเททรัพย์สินทั้งหมดที่มีเพื่อเดิมพันในครั้งเดียว แต่กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า
เฉกเช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ในแวดวงผู้บำเพ็ญเพียร
อายุยังไม่ถึงร้อยยี่สิบปี แต่ทั่วร่างกลับแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย เขาใกล้จะลงโลงเต็มที อย่างมากก็คงอยู่ต่อได้อีกไม่เกินสองปี
เอี๊ยด...
“ใครน่ะ?”
หวังอี้จงใจเหยียบพื้นไม้ไผ่ให้เกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด อดีตเจ้าเมืองที่กำลังนั่งม้วนสายเบ็ดอยู่บนม้านั่งพลันหันขวับกลับมามอง
เขาเห็นหวังอี้แล้ว ทั้งที่อยู่ในระยะประชิดขนาดนี้ เขากลับสัมผัสไม่ได้ถึงกลิ่นอายใดๆ เลย สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะผ่อนคลายลง
“สหายนักพรตมาหาข้า มีธุระอันใดหรือ?”
“มีแน่”
หวังอี้ลากม้านั่งมาตัวหนึ่งแล้วนั่งลงตรงหน้าอดีตเจ้าเมือง จ้องมองชายชราผู้มีใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความเมตตาปรานีผู้นี้ ตาแก่นี่แหละที่เป็นคนขายเขาให้พวกนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน
“สหายนักพรตมีเรื่องอันใดก็เชิญว่ามาได้เลย ข้าคืออดีตเจ้าเมืองสือหู หากเป็นเรื่องในอาณาเขตนี้ ข้ายินดีตอบทุกคำถามอย่างไม่ปิดบัง”
หวังอี้พยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจนัก พลางเอ่ยหยอกล้อ
“เจ้าใกล้จะตายอยู่รอมร่อ แต่ดูเหมือนจะกลัวข้ามากเลยนะ เพราะเหตุใดกัน?”
อดีตเจ้าเมืองฝืนยิ้ม
“สหายนักพรตมีระดับตบะลึกล้ำยากหยั่งถึง สามารถเข้ามาประชิดตัวข้าได้โดยไม่มีสุ้มไม่มีเสียง ข้าย่อมไม่ใช่คู่มือท่านอย่างแน่นอน ข้าใกล้จะตายก็จริง... แต่ยังไงเสียก็ยังพอมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกสักสองสามปี”
“อย่างนั้นหรือ นั่นนับว่าเป็นข่าวดีนะ”
ตายดียังไม่สู้มีชีวิตอยู่ต่อไปแบบทุลักทุเล มันก็เป็นสัจธรรมเช่นนี้แล หวังอี้จึงเอ่ยถามต่อ
“ข้าอยากรู้ว่าธุรกิจค้าทาสวิญญาณเนี่ย เจ้าเป็นฝ่ายติดต่อไปหานิกายโลหิตวิญญาณผกผันเอง หรือว่าตาเฒ่าแซ่หนิงเป็นคนติดต่อมาหาเจ้า”
อดีตเจ้าเมืองสะดุ้งเฮือก ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างไม่ยี่หระ
“ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง เรื่องนี้ในแวดวงเบื้องบนไม่ได้ถือเป็นความลับอะไร ขุมอำนาจระดับวิญญาณแรกกำเนิดทั้งสามแห่งที่อยู่ติดกับเทือกเขาขาดสะบั้น ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งสิ้น พวกเขาส่งเด็กที่ไม่มีแววจะปั้นได้ไปเป็นทาสในดินแดนมาร”
“แถมยังได้กอบโกยหินวิญญาณก้อนโตกลับมาอีกด้วย ช่วงแรกๆ ก็มีแค่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำที่ทำกัน พอทำไปทำมาจนเครือข่ายขยายใหญ่โต ก็ไปเข้าหูบรรดาบรรพบุรุษระดับวิญญาณแรกกำเนิดเข้า จนลุกลามกลายเป็นชนวนสงครามระหว่างฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรมเมื่อสามร้อยปีก่อน”
“หลังสงครามยุติ ธุรกิจมืดนี้ก็ยังคงดำเนินต่อไป เมืองสือหูเป็นแค่เมืองเล็กๆ เพิ่งจะเข้าร่วมขบวนการนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อนนี่เอง ในเมื่อสหายนักพรตรู้จักตาเฒ่าหนิง ก็น่าจะรู้วิถีการทำงานของเขาดี”
“ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณต่ำต้อยอย่างข้า จะเอาสิทธิ์ที่ไหนไปติดต่อกับเขา เขาต่างหากที่เป็นคนมาหาข้า ตอนที่ทำการซื้อขายกันครั้งแรก พวกเขาก็เป็นคนเตรียมรายชื่อมาให้เบ็ดเสร็จ”
"ก็แหม... ตอนนั้นข้าเพิ่งจะรู้เรื่องนี้เป็นครั้งแรก ยังไม่ทันได้ตั้งตัวเลยด้วยซ้ำ”
คิ้วของหวังอี้ขมวดเข้าหากันแน่น
“งั้นชุดเมื่อสิบหกปีก่อนก็คือชุดแรกสินะ?”
“สิบหกปีก่อน... ใช่ ถูกต้องแล้วล่ะ”
อดีตเจ้าเมืองรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ทว่ายังไม่ทันได้คิดให้ถี่ถ้วน คำถามที่สองของหวังอี้ก็ถูกยิงสวนมาอีก
“สำนักแร้งวิญญาณต้องการหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันไปมากมายขนาดนั้นเพื่ออะไร? แถมยังเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา แทบจะไม่มีแววเป็นผู้บำเพ็ญเพียรเลยด้วยซ้ำ”
คำถามนี้ทำเอาอดีตเจ้าเมืองถึงกับเงียบกริบ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความลำบากใจ อ้าปากพะงาบๆ พลางยกมือขึ้นกุมตำแหน่งหัวใจของตัวเอง
“เรื่องนี้... สหายนักพรตอย่าสืบต่อเลยดีกว่า ข้าถูกวางข้อห้ามอาคมเอาไว้ หากหลุดปากพูดออกไปก็มีแต่ตายสถานเดียว ข้ายังอยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกสักสองปี ยังอยากตกปลาไปอีกสักพัก”
“หึ!”
สีหน้าของหวังอี้เย็นชาลงทันที
“พูดออกมา แล้วเจ้าจะยังมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าไม่พูด ก็เตรียมตัวตายซะเดี๋ยวนี้เลย”
พลิกหน้ามือเป็นหลังมือได้ไวแท้ อดีตเจ้าเมืองนึกไม่ถึงเลยว่าอุตส่าห์ให้ความร่วมมือถึงเพียงนี้แล้ว หวังอี้ก็ยังจะฆ่าเขาให้ได้ ดูท่าแล้วคงจะมีความแค้นส่วนตัวฝังลึก เป็นการเจาะจงมาเพื่อคิดบัญชีกับเขาโดยเฉพาะ
ไม่ใช่แค่มาสืบข่าวเพราะเขาเคยเป็นเจ้าเมืองอย่างที่คิดไว้แต่แรก
ซวยแล้ว!
ลางสังหรณ์มรณะแล่นปลาบเข้ามาในหัว อดีตเจ้าเมืองฝืนฉีกยิ้ม ก่อนจะก้าวถอยหลังไปหลายก้าวพลางกล่าว
“สหายนักพรต ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากบอก แต่เรื่องนี้เบื้องหลังมันลึกล้ำเกินไป ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานก็เป็นได้แค่เบี้ยล่างเท่านั้น ข้าเองก็รู้เรื่องไม่มาก หลายปีมานี้มีหน้าที่แค่ส่งตัวมนุษย์ธรรมดาที่เป็นผู้หญิงไปให้สำนักแร้งวิญญาณเท่านั้น”
"หากท่านดึงดันจะสืบสาวราวเรื่องต่อไป ไม่ใช่แค่ข้าที่จะต้องตาย ท่านเองก็คงหนีไม่พ้นเช่นกัน นี่มันลางร้ายชัดๆ...”
ตู้มม!
จู่ๆ ยันต์แผ่นหนึ่งก็ระเบิดขึ้นที่ด้านหลังหวังอี้ ลูกไฟลาวาสีแดงฉานลุกโชนเผาผลาญกระท่อมไม้ไผ่จนวอดวายในพริบตา อดีตเจ้าเมืองฉวยโอกาสหนีเอาชีวิตรอดออกมาจากกองเพลิง
ขณะที่เขากำลังรีบร้อนควักอาวุธวิเศษประเภทโบยบินออกมาเพื่อจะเหินฟ้าหนี เสียงเย็นยะเยือกก็ดังก้องอยู่ข้างหู
“เจ้าจะหนีไปไหน?”
หวังอี้ในชุดเกราะสีดำทะมึนยืนประจันหน้าอยู่ข้างกายอดีตเจ้าเมืองอย่างไร้รอยขีดข่วน มือแกร่งบีบเข้าที่หลังคอของอีกฝ่ายแน่น พลังอันเย็นเยียบและไม่อาจต้านทานได้แผ่ซ่านออกมา
ทำให้เขารู้สึกราวกับว่าเลือดในกายกำลังจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง
อดีตเจ้าเมืองหน้าถอดสี เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แทบจะกลายเป็นคำวิงวอน “สหายนักพรต ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากบอก แต่ข้าพูดออกไปไม่ได้จริงๆ!”
“ถ้าเช่นนั้นขอยืมวิญญาณของเจ้ามาใช้หน่อยก็แล้วกัน”
เมื่อกระตุ้นคุณสมบัติพิเศษ ‘กลืนวิญญาณ’ ของเกราะมารดำ สีหน้าของอดีตเจ้าเมืองก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
“ข้าจะบอก! ข้าจะบอกแล้ว!”
“เป็นความต้องการของอวี้...”
โพละ!
เพิ่งจะหลุดชื่อออกมาได้พยางค์เดียว หัวของอดีตเจ้าเมืองก็ระเบิดเป็นจุณต่อหน้าต่อตาหวังอี้ เหลือเพียงเศษเสี้ยววิญญาณที่ถูกเกราะมารดำดูดกลืนเข้าไป
“อวี้? อวี้อะไรวะ...”
หวังอี้สบถด้วยความเสียดาย ดูเหมือนว่าตาแก่นี่จะถูกวางข้อห้ามอาคมไว้จริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะควบคุมกันเข้มงวดขนาดนี้ น่าเสียดายที่เขาไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำ และยังไม่รู้วิชาค้นวิญญาณอีกด้วย
เมื่อมองดูใบหน้าของภูตผีที่เพิ่มขึ้นมาบนเกราะมารดำ ความคิดของเขาก็ล่องลอยไปไกล
“ไม่รู้เหมือนกันว่าเศษเสี้ยววิญญาณแบบนี้ จะสามารถดึงออกมาใช้ค้นวิญญาณได้อีกหรือเปล่า”
แต่ก็น่าเสียดาย ตอนนี้พูดอะไรไปก็สายไปเสียแล้ว
ไม่ว่าจะรับมืออย่างไร อดีตเจ้าเมืองก็ต้องตายอยู่ดี เบื้องหลังเรื่องนี้มีเครือข่ายโยงใยซับซ้อนยิ่งกว่าที่เขาคาดคิดไว้มาก ดูท่าทางแล้ว การเข้าไปพัวพันให้ลึกกว่านี้คงไม่ใช่เรื่องดีแน่
และหวังอู่ก็ต้องรู้เรื่องนี้ด้วยอย่างแน่นอน
ในเมื่อมันเป็นคนเสนอตัวเป็นธุระจัดหาหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันไปบรรณาการให้พวกนั้น แถมยังใจกว้างยอมส่งน้องสาวแท้ๆ ของตัวเองไปอีก ผ่านมาห้าปีแล้ว เมืองสือหูคงถูกสูบเลือดสูบเนื้อไปไม่น้อยเลยทีเดียว
เพียงแต่ยังไม่แน่ชัดว่า ภารกิจของตาเฒ่าหนิงจะมีความเชื่อมโยงกับเรื่องนี้หรือไม่
“อวี้... หรือว่าจะเป็นชื่อฉายาของใครสักคน”
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เขาก็ลงมือยึดทรัพย์สินทั้งหมดของอดีตเจ้าเมืองมาเป็นของตน อันที่จริงตาแก่นี่ก็ไม่ได้มีหินวิญญาณเหลืออยู่เท่าไหร่หรอก เงินเก็บแทบทั้งหมดถูกนำไปละลายกับโอสถโลหิตผกผันจนหมดเกลี้ยงแล้ว
เทียบไม่ได้เลยกับฐานะความร่ำรวยระดับมหาเศรษฐีในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณอย่างหวังอี้