- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 116 เชือดหมู
บทที่ 116 เชือดหมู
บทที่ 116 เชือดหมู
บทที่ 116 เชือดหมู
หวังอี้อยากจะเชือดมันทิ้งมานานแล้ว ไม่ใช่แค่หนหรือสองหน
ทำตัวเป็นตัวถ่วงราวกับหมูอ้วนตัวหนึ่ง พอได้ดิบได้ดีก็กลับมาฉกฉวยความดีความชอบของเขาไปอีก ในปีนั้นเขาต้องยอมสละแขนไปข้างหนึ่งเพื่อแลกกับการได้สิทธิ์เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอก
แล้วต้วนผิงล่ะ? มันไม่ได้ทำอะไรเลย หนำซ้ำยังเคยเล่นตุกติกลอบกัดเขาลับหลังตั้งหลายครั้ง แต่กลับได้รับผลประโยชน์ชิ้นโตที่สุดไป ซูอวี้หลงตกรางวัลให้มันถึงสามพันแต้มคุณูปการ เรื่องนี้หวังอี้แอบสืบจนรู้แจ้งเห็นจริงมาหมดแล้ว
สมควรตายนัก!
ตลอดเส้นทางตอนออกจากนิกาย หวังอี้แอบจับตาดูต้วนผิงอยู่ตลอด แกล้งทำให้มันตกใจเล่นไปหลายหน พอแอบประทับตราสัมผัสเทวะไว้ที่ตัวมันได้ เขาก็เลิกกลั่นแกล้งเล่นสนุกอีก
จะว่าไป นี่นับว่าเป็นครั้งแรกที่เขาออกเดินทางโดยไม่มีอาวุธวิเศษประเภทโบยบินดีๆ ใช้ ไม่ว่าจะเป็นเรือกระดูกตอนไปภูเขากระดูกดำ หรือเรือบกตอนไปภูเขาแมงมุม
ล้วนเป็นของดีระดับยอดเยี่ยมทั้งสิ้น
แต่ครั้งนี้ที่ต้องเดินทางไกลที่สุดไปยังเขตแดนวิญญาณไท่หู กลับไม่มีของพวกนั้นให้ใช้เสียอย่างนั้น หากคำนวณจากประสบการณ์คราวก่อน ระหว่างทางจะต้องแวะพักหลายจุด อย่างช้าที่สุดก็น่าจะใช้เวลาประมาณสามเดือน
ตอนขากลับคราวก่อนต้องลากขบวนรถเข็นทาสวิญญาณกลับมาด้วย แต่ครั้งนี้เดินทางตัวเปล่า ความเร็วน่าจะเพิ่มขึ้นอีกโข
พอพ้นเขตนิกาย หวังอี้ก็เป็นฝ่ายเข้าไปตีสนิทชวนตาเฒ่าหนิงคุยก่อน บางทีอาจเป็นเพราะอีกฝ่ายกังวลว่าเขาจะผูกใจเจ็บ จึงชิงเอ่ยขึ้นมาก่อนที่หวังอี้จะได้อ้าปากพูด
“ไม่ได้พบกันเสียนาน สหายนักพรตหวังได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายในแล้วสินะ เรื่องที่ลักพาตัวเจ้ามาเมื่อปีนั้น ไม่ใช่ความตั้งใจของหนิงผู้นี้เลยแม้แต่น้อย ข้าต้องขออภัยเจ้าไว้ ณ ที่นี้ด้วย”
“หากในใจยังรู้สึกไม่เป็นธรรม รอให้กลับไปถึงนิกายก่อน เจ้าจะตบหน้าข้าสักหลายฉาด หรือจะแทงข้าสักหลายกระบี่ก็ไม่ว่ากัน ขอเพียงช่วยระบายความแค้นในใจ แล้วไว้ชีวิตหมาๆ ของตาเฒ่าคนนี้ก็พอ”
อีกฝ่ายเล่นพูดซะขนาดนี้ เขาก็ชักจะเอาเรื่องต่อไม่ลงเสียแล้ว
แต่จะให้เลิกรากันไปง่ายๆ ก็ไม่ได้เช่นกัน ระหว่างที่ความคิดกำลังตีกันวุ่นวาย หวังอี้ก็ซ่อนรังสีฆ่าฟันเอาไว้ลึกๆ ใบหน้าดูผ่อนคลายลงมาก ราวกับว่าถูกความจริงใจของอีกฝ่ายทำให้ซาบซึ้งใจจนยอมให้อภัยจริงๆ
อย่างไรก็ตาม ในคำพูดของตาเฒ่าหนิงดูเหมือนจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังซ่อนอยู่ เขาจึงเอ่ยถามต่อ
“สหายนักพรตหนิงหมายความว่าอย่างไรขอรับ ที่ว่าไม่ใช่ความตั้งใจของท่านน่ะ?”
“เฮ้อ...”
ตาเฒ่าหนิงถอนหายใจยาว
“ออกมาทำงานข้างนอก ยิ่งเป็นสถานที่อย่างเขตแดนวิญญาณไท่หูด้วยแล้ว อะไรที่เลี่ยงการปะทะได้ก็ควรเลี่ยง การรักษาสภาพร่างกายให้สมบูรณ์พร้อมอยู่เสมอ ถือเป็นกลยุทธ์เอาชีวิตรอดที่ดีที่สุด”
“ในปีนั้น วันที่เจ้าทดสอบรากวิญญาณ ข้าได้ทำข้อตกลงกับเจ้าเมืองสือหูเอาไว้ ให้เขารับหน้าที่ไปจับกุมเด็กที่มีรากวิญญาณสี่หรือห้าสายมาขายให้ข้าในราคาถูก”
ที่แท้ต้นสายปลายเหตุก็เป็นเช่นนี้เอง หวังอี้ถึงกับยืนอึ้งไปชั่วขณะ นึกไม่ถึงเลยว่าคนที่ขายเขาให้พวกมารก็คือเจ้าเมืองสือหูนั่นเอง ทั้งๆ ที่ตระกูลหวังของพวกเขาส่งส่วยเป็นเงินทองของมีค่าให้ทุกปี แถมยังมีสมุนไพรเก่าแก่อายุหลายร้อยปีด้วย
หากใช้ความรู้ในปัจจุบันมาประเมิน สมุนไพรพวกนั้นก็คือสมุนไพรวิญญาณระดับต่ำที่จัดว่ามีระดับขั้นแล้วนั่นแหละ ต้นหนึ่งอย่างน้อยก็ต้องมีราคาเจ็ดแปดก้อนหินวิญญาณ
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เอง...”
ใบหน้าของหวังอี้เย็นชาลง ถือคติโกรธแต่ไม่แสดงออก
ตาเฒ่าหนิงเห็นสีหน้าเขาไม่สู้ดี ก็รีบเอ่ยเสริมทันที
“ในปีนั้นเขาเคยขอร้องให้ข้าช่วยหาโอสถโลหิตผกผันมาให้เขาลองใช้ทะลวงระดับในการค้าขายครั้งถัดไป แต่สุดท้ายเขาก็ทำไม่สำเร็จ ตอนนี้ก็ปลดระวางตัวเองอยู่ที่เมืองสือหู ตบะก็ตกลงมาเหลือแค่ระดับหลอมปราณขั้นที่ห้า คงอยู่ได้อีกไม่กี่ปีแล้วล่ะ”
“หากสหายนักพรตอยากจะแก้แค้น ข้าจะนำทางให้เจ้าเอง”
“ตกลง ถ้าเช่นนั้นก็รบกวนสหายนักพรตหนิงด้วยนะขอรับ”
“เรื่องเล็กน้อย”
หลังจากคุยกันจบ หวังอี้ก็แอบลอบมองตาเฒ่าหนิงอยู่ห่างๆ ชายชราผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ไร้ซึ่งภูมิหลังอันแข็งแกร่ง ทั้งยังทำงานในหน่วยจับทาสวิญญาณที่แสนอันตราย แต่กลับสามารถเอาชีวิตรอดในวิถีมารมาได้จนถึงป่านนี้
จะต้องไม่ใช่พวกขี้ขลาดตาขาวอย่างที่แสดงออกให้เห็นอย่างแน่นอน
หนึ่งเดือนต่อมา ขบวนนักเดินทางก็ก้าวพ้นเขต [แคว้นเหยียน] ออกจากอาณาเขตของนิกายโลหิตวิญญาณผกผันอย่างเป็นทางการ เส้นทางข้างหน้าเริ่มเต็มไปด้วยอันตราย และในที่สุดก็ถึงเวลาที่หวังอี้จะสะสางบัญชีแค้นเสียที
“ต้วนผิง!”
ร่างอวบอ้วนสะดุ้งเฮือก ก่อนจะทิ้งดิ่งลงไปเบื้องล่างทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ซึ่งเบื้องล่างนั้นคือผืนป่าทึบสูงชัน
หวังอี้ย่อมไม่ปล่อยให้มันหนีรอดไปได้ เขากระตุ้นอักขระวิญญาณวายุบนเสื้อคลุมทันที ความเร็วของกระบี่ผีเสื้อครามพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วอึดใจก็ตามมาจนทัน
เหตุการณ์พลิกผันกะทันหัน
ทุกคนในขบวนต่างพากันหยุดชะงัก มีบางคนหันไปมองตาเฒ่าหนิง
“ลูกพี่ เอาไงดี...”
“ไม่ต้องไปสนใจ เบื้องหลังของหวังอี้คือศิษย์สายตรงเหยียนหลิง พวกเราล่วงเกินไม่ได้ รอเขาจัดการธุระเสร็จเดี๋ยวก็กลับมาเองแหละ”
“ขอรับ”
จากการเป็นผู้นำหน่วยจับทาสวิญญาณที่มีสมาชิกเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณขั้นปลายกว่าสิบคนมายาวนานหลายปี เห็นได้ชัดว่าคำพูดของตาเฒ่าหนิงนั้นศักดิ์สิทธิ์และถือเป็นเด็ดขาด หากหวังอี้ดึงดันจะฆ่าตาเฒ่าหนิงให้ได้ คนเหล่านี้ก็คงจะกลายเป็นเสี้ยนหนามชิ้นโตเลยทีเดียว
อีกด้านหนึ่ง
ต้วนผิงทิ้งตัวลงมาจากกลางอากาศ พอเท้าแตะยอดไม้ ก็เห็นกระบี่น้ำแข็งนับสิบเล่มพุ่งทะยานเข้าใส่ มันจึงรีบควักของวิเศษรูปร่างคล้ายบาตรออกมาทันที
ของวิเศษชิ้นนั้นลอยขึ้นไปเหนือหัว ปลดปล่อยแสงสีทองแดงลงมาคล้ายกับม่านพลังวิญญาณ คอยปัดป้องกระบี่น้ำแข็งเหล่านั้นเอาไว้ได้อย่างหมดจด
“ของวิเศษระดับหนึ่งขั้นยอดเยี่ยมงั้นหรือ?”
หวังอี้หรี่ตาลง ในวงการผู้บำเพ็ญเพียร ไม่ว่าจะเป็นของวิเศษขั้นยอดเยี่ยมระดับไหนก็ล้วนหาได้ยากยิ่ง ซึ่งก็เกี่ยวเนื่องกับเงื่อนไขในการหลอมสร้างมันขึ้นมานั่นเอง
ขั้นยอดเยี่ยม หมายความว่าผู้หลอมสามารถดึงเอาประสิทธิภาพของวัตถุดิบออกมาใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ซึ่งหากไม่ใช่ปรมาจารย์ด้านการหลอมศัสตราก็ยากจะทำได้ จำเป็นต้องมีทักษะความรู้ที่ลึกซึ้งแตกฉานในวิถีนี้เป็นอย่างมาก
เหมือนกับวิชาหลอมโอสถนั่นแหละ การที่หวังอี้สามารถหลอมโอสถขั้นยอดเยี่ยมออกมาได้อย่างสม่ำเสมอ ก็เป็นเพราะเขามีความรู้และทักษะในวิถีการหลอมโอสถที่บรรลุถึงระดับสมบูรณ์แล้ว ซึ่งเงื่อนไขข้อนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับคนทั่วไป
วิชาแพทย์นั้นสลับซับซ้อนและยากจะทำความเข้าใจ ทั้งยังพัวพันไปถึงหลักปรัชญาหยินหยางและธาตุทั้งห้า เรียกได้ว่าซับซ้อนจนถึงขีดสุด
เท่าที่เขารู้ นิกายโลหิตวิญญาณผกผันไม่มีปรมาจารย์ด้านการหลอมศัสตราเลยสักคน ไม่รู้ว่าเจ้าอ้วนต้วนไปได้ของชิ้นนี้มาจากไหน
แต่ตอนนี้ มันกำลังจะตกเป็นของเขาแล้ว!
ฟิ้ววว
ต้วนผิงเพิ่งจะปัดป้องห่ากระบี่น้ำแข็งไปได้หมาดๆ ก็พลันสัมผัสได้ถึงแส้ยาวสีทองลักษณะคล้ายใบมีดตวัดรัดร่างของตนเอาไว้แน่น โดยที่ปลายอีกด้านหนึ่งอยู่ในมือของหวังอี้
สีหน้าของมันบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ขึ้นมาทันที
“แกอย่ามารังแกกันให้มากนักนะ ต้วนผู้นี้ก็มีของดีเหมือนกัน”
“งั้นหรือ?”
หวังอี้ไม่พูดพร่ำทำเพลง เพียงแค่สะบัดข้อมือเบาๆ ร่างอ้วนฉุของต้วนผิงก็ถูกเหวี่ยงเป็นวงโค้งกลางอากาศ ก่อนจะถูกกระชากกลับมาอย่างรุนแรง
แขนซ้ายของหวังอี้ขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่าตัว พลังมหาศาลระเบิดออกมาอย่างดุดัน ต่อให้เป็นพลังป้องกันของของวิเศษขั้นยอดเยี่ยม ก็สามารถต้านทานได้เพียงแค่สามลมหายใจ ก่อนจะแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ
แสงของบาตรทองแดงหม่นแสงลงในพริบตา หวังอี้ใช้สัมผัสเทวะดึงมันมาไว้ในมือ แล้วยัดใส่ถุงเก็บของไปอย่างรวดเร็ว
“กะ... แก... ไม่นะ ปล่อยข้าไปเถอะ”
“ข้าเป็นคนของตระกูลต้วนแห่งเซี่ยงซานนะ ข้ามีหินวิญญาณ มีทรัพยากร ข้ายกให้แกได้ทั้งหมดเลย! หวังอี้…”
“โง่เง่าเต่าตุ่น ฆ่าแกทิ้งเสีย ของพวกนั้นก็ตกเป็นของข้าอยู่ดี”
วินาทีต่อมา
หัวของเจ้าอ้วนต้วนก็ถูกบีบจนแหลกเละราวกับแตงโมที่ถูกทุบ เลือดสาดกระเซ็นมาโดนตัวเขาเล็กน้อย แต่เขากลับไม่ได้ใช้พลังวิญญาณปัดป้อง ปล่อยให้มันเปรอะเปื้อนแก้มไปเสียอย่างนั้น
เลือดอุ่นๆ ทำให้เขานึกถึงเรื่องราวเมื่อสิบกว่าปีก่อน
สะใจ โคตรสะใจ!
ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานมลายหายไปในพริบตา ความรู้สึกสะใจจนแทบคลั่งแล่นพล่านไปทั่วร่าง
น่าเสียดายที่เจ้าอ้วนต้วนคนนี้ทะลวงระดับสร้างรากฐานล้มเหลว การลงมือสังหารมันจึงไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก ก็แหงล่ะ ทะลวงระดับไม่สำเร็จก็ต้องถูกพลังตีกลับ ระดับตบะของมันย่อมไม่ใช่ระดับหลอมปราณขั้นที่เก้าอีกต่อไป
แน่นอนว่า หากซูอวี้หลงเป็นฝ่ายชนะ ต้วนผิงก็อาจจะได้รับโอสถสร้างรากฐานระดับสูงเป็นรางวัล ถึงตอนนั้นสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ยากจะคาดเดา
หวังอี้เก็บศพของมันไป ส่วนถุงเก็บของนั้น เขาเพียงแค่สำรวจดูคร่าวๆ
จน!
เดาว่าคงเอาไปใช้ติดสินบนจนหมดตัวแล้วกระมัง หากไม่นับของวิเศษขั้นยอดเยี่ยมชิ้นนี้ ของที่เหลือในถุงคงมีมูลค่ารวมกันไม่เกินหนึ่งพันก้อนหินวิญญาณเท่านั้น
ยังดีที่ได้ของวิเศษขั้นยอดเยี่ยมมาครอง
ไม่นานนัก
ตาเฒ่าหนิงก็เป็นผู้นำขบวนบินกลับมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“จัดการธุระเสร็จแล้วรึ?”
“เรื่องบาดหมางส่วนตัวนิดหน่อยน่ะขอรับ ขออภัยด้วยที่ทำให้ทุกคนต้องเสียเวลา เดินทางกันต่อเถอะ”
“ดีเลย อีกไม่กี่วันก็จะถึงด่านภูเขาดำแล้ว”