- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 114 เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายใน
บทที่ 114 เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายใน
บทที่ 114 เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายใน
บทที่ 114 เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายใน
พูดกันตามตรง นี่ก็คือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันนั่นแหละ
ลองนึกย้อนไปสมัยที่ยังเป็นทาสวิญญาณอยู่ในเขตเรือนหิน ผู้ดูแลหลิวเป็นคนแรกที่วางอำนาจบาตรใหญ่ สุดท้ายก็ต้องซมซานหนีเตลิดออกจากนิกายไป จนป่านนี้ก็ยังไร้ข่าวคราว
พอถึงคราวผู้ดูแลต้วนได้ผงาดขึ้นมาบ้าง เบ่งอำนาจได้ไม่ทันไร เรื่องที่ซูอวี้หลงวางแผนเล่นงานเว่ยจงก็แดงขึ้นมาเสียก่อน ผลคือร่วงจากอำนาจไปพร้อมกันทั้งเจ้านายลูกน้อง
กลับกลายเป็นผู้ดูแลหลิ่วที่คอยทำตัวเป็นมิตรประนีประนอมกับทุกฝ่ายได้ก้าวขึ้นมาผงาดแทน ซึ่งเบื้องหลังของเขาก็คือศิษย์สายตรงเหยียนหลิงนั่นเอง
เรื่องนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ในวิถีมารขอเพียงรักษาชีวิตรอดไว้ได้ ย่อมต้องมีวันพลิกสถานการณ์ได้อย่างแน่นอน เพราะศัตรูของเจ้าอาจจะทำตัวเองฉิบหายไปเองโดยไม่รู้ตัวเลยก็ได้
การรอคอยก็ถือเป็นวาสนาอย่างหนึ่งเช่นกัน
สิ่งแรกที่เหยียนหลิงต้องทำหลังจากกลับมา ย่อมหนีไม่พ้นการฮุบเขตเรือนหินเอาไว้ในกำมืออย่างแน่นอน สถานที่แห่งนี้ผลิตทรายวิญญาณได้ไม่ใช่น้อยๆ มันสามารถช่วยนางขยายขุมกำลังใต้สังกัดให้ยิ่งใหญ่ขึ้น พร้อมทั้งเป็นแหล่งเงินทุนชั้นดีอีกด้วย
ส่วนนักหลอมโอสถระดับสองขั้นกลางอย่างถานไถฉาน ก็ถือว่ามีเส้นสายกว้างขวางไม่เบาในแวดวงผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐาน การดึงนางมาเป็นพวกได้ จึงเทียบเท่ากับการมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้แก่ศิษย์สายตรงเหยียนหลิงที่กำลังกระหายบุคลากรผู้มีความสามารถ
ภายใต้การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์นี้ การจัดแจงให้เขาเข้าไปอยู่ในหน่วยจับทาสวิญญาณก็เป็นแค่เรื่องขี้ปะติ๋ว ยิ่งไปกว่านั้น หากในอนาคตเหยียนหลิงเป็นฝ่ายคว้าชัยในการแย่งชิงตำแหน่ง ถานไถฉานเองก็จะได้รับผลประโยชน์ก้อนโตตามไปด้วย
เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การช่วยหวังอี้ แต่เป็นการปูทางช่วยตัวนางเองด้วย
ใครจะไปรู้ ไม่แน่นางอาจจะหาทางสลัดสถานะทาสมนุษย์ทิ้งไปได้เลยก็ได้? มีความหวังริบหรี่ ก็ยังดีกว่ามืดแปดด้านไร้หนทาง
ระหว่างที่ความคิดกำลังตีกันยุ่งเหยิง เพียงหวังอี้เอ่ยชี้แนะไม่กี่ประโยค ถานไถฉานก็คิดตามได้ทันที จริงๆ แล้วการจะเลือกลงทุนฝั่งไหนนั้น นางไม่ได้มีสิทธิ์เลือกเลยด้วยซ้ำ เพราะถูกคำสั่งของอวี๋ถังถังบีบบังคับมาแต่แรกแล้วว่าต้องจัดการธุระของหวังอี้ให้สำเร็จ
“นี่เจ้าวางแผนเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วงั้นหรือ?”
หวังอี้ไม่ได้เอ่ยตอบ ทำเพียงจ้องมองนางนิ่งๆ
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบงันไปอีกระลอก
“ข้าตกลง”
“ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรบกวนผู้อาวุโสถานไถแล้วขอรับ นี่คือยันต์หยกส่งเสียงของข้า หากเรื่องเสนอชื่อจัดการเรียบร้อยแล้ว ก็รบกวนแจ้งให้หวังผู้นี้ทราบด้วยนะขอรับ”
กล่าวจบ เขาก็หยัดกายลุกขึ้นเดินจากไปทันที เขาอยู่ที่สวนสมุนไพรแห่งนี้มานานพอสมควรแล้ว ถึงเวลาต้องกลับเสียที
ทว่าถานไถฉานที่อยู่เบื้องหลังกลับโพล่งขึ้นมาเสียก่อน
“เจ้าอยากใช้ภารกิจจับทาสวิญญาณเป็นข้ออ้างในการกลับไปยังเขตแดนวิญญาณไท่หูงั้นหรือ? เจ้าอยากกลับบ้าน? เจ้าอยากจะหนีไปจากนิกายโลหิตวิญญาณผกผันใช่ไหม?”
“ก็ไม่แน่ขอรับ”
หวังอี้ให้คำตอบแบบกำกวม ครั้นถานไถฉานคิดจะเอ่ยปากถามต่อ ร่างของชายหนุ่มก็อันตรธานหายไปลับตาแล้ว
นางจึงทำได้เพียงทอดถอนใจอยู่ลำพัง ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังถอนหายใจให้กับเรื่องใด บางที... อาจจะถอนหายใจให้กับชะตากรรมของตนเองกระมัง
หลังจากกลับมาถึงที่พักในย่านศพสวรรค์ หวังอี้ก็ลงมือบำเพ็ญเพียรต่อทันที
โดยหลักๆ แล้วเขาจะทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกฝน <<พลังมังกรเจียว>> ในฐานะที่เป็นเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรสายกายาระดับหนึ่งขั้นสูงสุด มันย่อมสามารถรองรับการทะลวงเข้าสู่ระดับสองของหวังอี้ได้
ยามนี้เพิ่งจะบรรลุถึงขั้นที่เจ็ดเท่านั้น หากเขาสามารถสร้างรากฐานสายกายาได้สำเร็จก่อน เมื่อถึงเวลานั้น พลังโลหิตย่อมมีมากพอที่จะช่วยให้เขาก้าวผ่านสามด่านสำคัญของการสร้างรากฐานได้อย่างแน่นอน
เขาค่อนข้างกังวลมาโดยตลอดว่าร่างกายที่ไม่สมประกอบจะส่งผลกระทบใดๆ หรือไม่
เรียกได้ว่า 'สำเร็จก็เพราะสิ่งนี้ กังวลก็เพราะสิ่งนี้!'
แขนที่ขาดสะบั้นไปสร้างความเสียเปรียบให้เขาอย่างใหญ่หลวง ทว่ามันก็เป็นแรงผลักดันให้เขาตัดสินใจฝึกฝน <<วิชาลับมารศพ>> เพื่อชดเชยสิ่งที่ขาดหาย และการตัดสินใจในครั้งนี้นี่เอง ที่ทำให้เขาได้รับความแข็งแกร่งอันก้าวล้ำเกินกว่าระดับตบะของตนเองไปมากโข
พลังรบที่ผิดมนุษย์มนาของเขาในตอนที่อยู่ระดับหลอมปราณขั้นที่ห้า ความดีความชอบส่วนใหญ่ต้องยกให้แขนศพท่อนนี้ ทว่าเมื่อเขาสะสมเคล็ดวิชาระดับสมบูรณ์ได้มากขึ้นเรื่อยๆ ความก้าวหน้าในวิถีอาคมก็เริ่มจะแซงหน้าแขนศพไปเสียแล้ว
ด้วยเหตุนี้ ประโยชน์จากแขนศพจึงไม่ค่อยชัดเจนเหมือนแต่ก่อน รอให้เขาทะลวงเข้าสู่ระดับสร้างรากฐานได้เมื่อใด ทางที่ดีที่สุดคือใช้วิชาลับงอกแขนใหม่ขึ้นมาแทน
ในเรื่องนี้ วิถีการบำเพ็ญเพียรสายกายาสามารถช่วยเหลือเขาได้ หากใช้พลังของ 'โอสถโลหิตหยิน' จากวิชาลับมารศพเข้าเสริม โอกาสที่จะงอกแขนใหม่ได้ก่อนกำหนดก็มีความเป็นไปได้อยู่บ้าง
หากจนปัญญาจริงๆ การดั้นด้นไปหาโอสถรักษากระดูกต่อเส้นเอ็นที่เมืองเทียนเป่าก็ถือเป็นทางออกอีกทางหนึ่ง
“วิชาลับมารศพเพิ่งจะนำเข้าช่องจัดวางไปได้แค่ห้าปีกว่าๆ เกือบหกปี หากรอให้มันสมบูรณ์ก็ต้องใช้เวลาอีกสิบกว่าปี หากต้องการเร่งรัดให้สมบูรณ์ในระยะสั้นก็คงต้องพึ่งพาโอสถอย่างเดียว”
ปวดหัวชะมัด!
เมื่อลองพิจารณาช่องจัดวางทั้งสี่ช่องดูแล้ว หวังอี้รู้สึกว่ามันยังห่างไกลจากคำว่าพอใช้ หากอิงตามกฎเกณฑ์ที่ผ่านมา เขาคงต้องรอให้ทะลวงเข้าสู่ระดับสร้างรากฐานเสียก่อน ช่องที่ห้าถึงจะปรากฏขึ้น
ไม่รู้เหมือนกันว่าจำนวนของช่องจัดวางมีขีดจำกัดสูงสุดหรือไม่
............
............
หนึ่งเดือนต่อมา
ขณะที่หวังอี้กำลังนั่งแช่ตัวอยู่ในถังไม้ใบใหญ่เพื่อดูดซับโอสถลับเสริมกายา จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวจากยันต์หยกส่งเสียง เมื่อหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นข้อความจากถานไถฉานตามคาด
เรื่องเสนอชื่อเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายในได้รับการจัดการเรียบร้อยแล้ว โดยที่นางไม่ได้เรียกเก็บหินวิญญาณจากหวังอี้เลยสักก้อน ทั้งยังเป็นธุระจัดการให้เบ็ดเสร็จ
เขาเพียงแค่แวะไปที่ตำหนักปรมาจารย์ในย่านพหุตำหนักสักรอบก็พอแล้ว
ส่วนเรื่องภารกิจจับทาสวิญญาณนั้น คงต้องรอไปก่อน
ในถังอาบน้ำ หวังอี้รอจนกระทั่งร่างกายดูดซับโอสถลับชุดนี้จนหมดจด ถึงค่อยหยัดกายลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า เมื่อขาดพลังสนับสนุนจากแก่นในมังกรเจียวระดับสาม ประสิทธิภาพของโอสถลับก็ลดฮวบลงไปมาก
ทว่านั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะหวังอี้มักจะเตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้าอยู่เสมอ
อุตส่าห์ดั้นด้นออกไปขอแลกเปลี่ยนของล้ำค่าขนาดนั้น เขาย่อมต้องตระเตรียมโอสถลับสูตรปรับปรุงเอาไว้ล่วงหน้าชุดหนึ่ง ซึ่งมันก็เพียงพอให้เขาใช้ฝึกฝนไปจนถึงระดับปลุกเส้นเอ็นมังกรทั้งเก้าได้อย่างแน่นอน
หนึ่งชั่วยามให้หลัง
ย่านพหุตำหนัก ณ ตำหนักปรมาจารย์
สวัสดิการของศิษย์สายในนั้นเหนือชั้นกว่าศิษย์สายนอกอย่างลิบลับ ผู้ดูแลสถานที่แห่งนี้ก็คือผู้อาวุโสระดับแก่นทองคำท่านหนึ่ง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่หาดูได้ยากยิ่งในสิบย่านโลหิตผกผัน
เพราะถึงอย่างไร สภาพแวดล้อมและปราณวิญญาณของที่นี่ก็อยู่ในระดับสองขั้นสูงเท่านั้น ยังไม่เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำได้ บรรดาผู้อาวุโสที่ไปมาไร้ร่องรอยเหล่านั้น ล้วนแต่ปลีกวิเวกบำเพ็ญเพียรอยู่บนยอดเขาทั้งเก้า หรือไม่ก็ออกไปร่อนเร่อยู่นอกนิกายกันหมด
“หวังอี้ ดำรงตำแหน่งศิษย์สายนอกมาสิบห้า... สิบหกปี แต้มคุณูปการที่มีต่อนิกายกลับมีไม่ถึงสองพัน เจ้านี่ดวงดีไม่เบาที่มีถานไถฉานออกหน้ามารับรองให้”
“ผู้อาวุโสกล่าวหนักเกินไปแล้วขอรับ” หวังอี้รีบก้มหน้าหลบตา จะให้เขากล้าบอกออกไปได้อย่างไรว่าตนเองเพิ่งจะเคยรับภารกิจแค่สองครั้งถ้วน? แถมยังเป็นภารกิจประเภทรับทรัพย์เข้ากระเป๋าตัวเอง ไม่ใช่ภารกิจสะสมแต้มคุณูปการเสียด้วยซ้ำ
ผู้อาวุโสระดับแก่นทองคำปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะคร้านที่จะต่อความยาวสาวความยืด
“เอาป้ายประจำตัวของเจ้าคืนมา แล้วต่อไปก็ใช้ป้ายนี้แทน”
ป้ายศิษย์โลหิตดำถูกเปลี่ยนเป็นป้ายศิษย์โลหิตม่วง หรือก็คือป้ายประจำตัวของศิษย์สายใน ข้อมูลทุกอย่างที่บันทึกไว้ถูกถ่ายโอนมาจนครบถ้วน
ลำดับถัดไปคือการรับสวัสดิการของศิษย์สายใน
ชุดเครื่องแบบศิษย์สายในหนึ่งชุด เสื้อตัวในสีขาวคลุมทับด้วยเสื้อตัวนอกสีน้ำเงินเข้ม ปักดิ้นลวดลายสีโลหิตเป็นรูปทรงของยอดเขาทั้งเก้า
แถมยังเป็นของวิเศษที่จัดอยู่ในระดับอาภรณ์วิเศษระดับหนึ่งขั้นสูง คุณสมบัติพื้นฐานคืออบอุ่นในหน้าหนาว เย็นสบายในหน้าร้อน และทำความสะอาดตัวเองได้ ทั้งยังสามารถกระตุ้นการทำงานของอักขระวิญญาณบนตัวเสื้อได้อีกด้วย
เพียงอัดฉีดพลังวิญญาณเข้าไป มันก็จะสร้างม่านพลังวิญญาณทรงรีคุ้มกันรอบตัวแบบสามร้อยหกสิบองศาไร้จุดบอด หรือจะเลือกกระตุ้นอักขระวิญญาณวายุเพื่อเร่งความเร็วในการเคลื่อนที่ขึ้นไปอีกระดับก็ย่อมได้
ได้ทั้งประโยชน์ใช้สอยแถมยังดูดีมีระดับ อาภรณ์วิเศษเพียงชุดเดียวนี้ก็มีมูลค่าเทียบเท่ากับทรัพย์สินค่อนตัวของผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณขั้นกลางเข้าไปแล้ว ต่อให้เป็นหวังอี้เองก็ยังคาดไม่ถึงว่าสวัสดิการของศิษย์สายในจะหรูหราอู้ฟู่ถึงเพียงนี้
นอกเหนือจากนี้
ยังมีอาวุธวิเศษประเภทโบยบินระดับหนึ่งขั้นสูง 'กระบี่ผีเสื้อคราม' รูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับกระบี่ที่เขาเคยยึดมาได้จากหุบเขาใกล้ๆ ภูเขาแมงมุม ทว่ากระบี่เล่มนี้มีระดับขั้นสูงกว่าและเป็นของใหม่แกะกล่อง
โกร่งกระบี่สลักเสลาเป็นรูปผีเสื้อ ดูเผินๆ ก็รู้ว่าเป็นกระบี่เหาะที่เอาไว้ใช้เดินทางโดยเฉพาะ
และถุงเก็บของระดับกลางอีกหนึ่งใบ ภายในมีพื้นที่จัดเก็บกว้างขวางเทียบเท่ากับห้องพักหนึ่งห้องเต็มๆ
สวัสดิการที่เป็นสิ่งของก็มีเพียงเท่านี้ ส่วนที่เหลือคือสิทธิพิเศษต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้น อย่างเช่น สถานที่พิเศษหลายแห่งในนิกายที่ต้องใช้แต้มคุณูปการในการเข้าใช้บริการ ยามนี้เขาสามารถรับส่วนลดในการเข้าไปใช้งานได้ถึงสองส่วน
หอคัมภีร์เปิดพื้นที่ชั้นสองให้เขาสามารถเข้าไปศึกษาได้ ส่วนบันทึกเรื่องราวแปลกประหลาดในดินแดนบำเพ็ญเพียร ไปจนถึงตำราอธิบายระดับการบำเพ็ญเพียรในหอธรรมบรรยาย เขาก็สามารถเข้าไปอ่านได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
ในสถานที่พิเศษอย่างหอศัสตรา หอโอสถ ตำหนักค่ายกล... และอื่นๆ ขอเพียงแค่จ่ายหินวิญญาณเพิ่มอีกเล็กน้อย เขาก็สามารถแทรกแซงและสั่งให้พวกเขาจัดการความต้องการของตนเองเป็นลำดับแรกได้ทันที
ซึ่งคำว่าเพิ่มเงินอีกเล็กน้อยที่ว่านี้ มักจะเป็นการสู้ราคาระหว่างศิษย์สายในด้วยกันเอง ใครจ่ายหนักกว่าก็จะได้ไปก่อน ซึ่งสิทธิพิเศษข้อนี้ ศิษย์สายนอกไม่มีทางทำได้อย่างแน่นอน
สวัสดิการที่กล่าวมาทั้งหมด ล้วนเป็นเพียงสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการเลื่อนฐานะต่างหากล่ะ!