- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 112 อวี๋ถังถังผู้เกิดมาพร้อมกระดูกขบถ
บทที่ 112 อวี๋ถังถังผู้เกิดมาพร้อมกระดูกขบถ
บทที่ 112 อวี๋ถังถังผู้เกิดมาพร้อมกระดูกขบถ
บทที่ 112 อวี๋ถังถังผู้เกิดมาพร้อมกระดูกขบถ
หากสามารถร่นเวลาในการบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ให้เร็วขึ้นได้ ย่อมไม่ขาดทุนอย่างแน่นอน หรือแม้แต่กับอวี๋ถังถังเองก็ถือว่าได้รับผลประโยชน์เช่นกัน นับว่าได้กำไรกันทั้งสองฝ่าย
ทว่าปัญหาที่ยากก็คือ จะทำข้อตกลงที่เท่าเทียมกันได้อย่างไร
เรื่องนี้คงต้องเปลืองน้ำลายกันสักหน่อย ตราบใดที่ยังไม่บรรลุเป้าหมาย เขาย่อมไม่มีทางนำแก่นในมังกรเจียวออกมาเด็ดขาด ซึ่งจุดนี้อวี๋ถังถังเองก็คงตรวจสอบได้ยากเช่นกัน
แค่เรื่องกลิ่นอาย ย่อมหาข้ออ้างปัดให้พ้นตัวได้ง่าย
กลับมาที่ปัจจุบัน
บรรยากาศพลันเงียบงันลงทันตา เมื่ออวี๋ถังถังเอ่ยปาก ถานไถฉานย่อมไม่กล้าขัดใจเจ้านาย เมื่อถูกยัยหนูตัวเปี๊ยกหักหน้าตรงๆ เช่นนี้ ต่อให้แข็งกร้าวแค่ไหนก็แสร้งทำต่อไปไม่ไหวแล้ว
นางเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะกล่าวขึ้น
“ข้าจะคุยกับถังถัง เจ้าก็นั่งรออยู่ตรงนี้สักครู่ก็แล้วกัน”
หวังอี้ส่ายหน้า
“ข้าขอคุยกับท่านพี่ถังถังก่อน รบกวนผู้อาวุโสถานไถช่วยหลบไปก่อนขอรับ”
“เจ้า!”
“หลบไป!” ยัยหนูตัวเปี๊ยกถลึงตาใส่ถานไถฉานด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ถานไถฉานถึงกับสะอึก ลมหายใจหอบหนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะก้าวเท้าอย่างแข็งทื่อเดินเข้าไปในเรือนด้านใน
หวังอี้ถึงได้ยิ้มตาหยีพลางกล่าว “ท่านพี่ถังถัง พวกเรามาคุยกันเถอะขอรับ”
ยัยหนูตัวเปี๊ยกขยับก้นไปนั่งบนม้านั่งแปดเหลี่ยมที่ยังคงหลงเหลือไออุ่นจากถานไถฉานเมื่อครู่ ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มเชิดขึ้น เผยให้เห็นบารมีของความเป็นลูกพี่ใหญ่อย่างชัดเจน
ทว่าน้ำเสียงที่เปล่งออกมากลับใสกังวาน เจือไปด้วยความไร้เดียงสาของเด็กและเสียงขึ้นจมูก “ว่ามาสิ กลิ่นอายบนตัวเจ้านี่มันยังไงกัน”
ท่าทางแก่แดดแก่ลมนั้นทำให้หวังอี้อดรนทนไม่ไหวจนต้องหลุดขำออกมา ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ
เขาหยิบเม็ดยาสีเกรียมส่งกลิ่นหอมไหม้ออกมาหนึ่งเม็ด
มันก็คือผลงานที่ล้มเหลวจากการใช้หม้อต้มหลอม [โอสถคงความงาม] ของอวี๋ถังถังเมื่อตอนที่พบกันครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อน คราวนั้นสิ้นเปลืองผลแสงจันทร์ระดับสองไปไม่น้อยเลยทีเดียว
ส่วนหนึ่งที่หวังอี้อยากทำข้อตกลงกับนาง ก็เป็นเพราะความ ‘ป๋า’ ของนางนั่นแหละ สีหน้าที่ไม่เห็นสมุนไพรวิญญาณอยู่ในสายตานั้นช่างมีเสน่ห์ดึงดูดใจเหลือเกิน
จะว่าไปก็แปลกดี เวลาผ่านไปสิบกว่าปี อวี๋ถังถังก็อายุใกล้จะยี่สิบแล้ว ระดับตบะก็ทะลวงถึงระดับสร้างรากฐานขั้นที่หนึ่งแล้วด้วยซ้ำ ทว่ารูปร่างหน้าตากลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย
เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าการบำเพ็ญเพียรของสัตว์อสูรจะทำให้รักษาสภาพความเป็นเด็กเอาไว้ได้ ในทางกลับกัน สัตว์อสูรระดับวิญญาณแรกกำเนิดต่างหากถึงจะสามารถจำแลงกายเป็นมนุษย์ได้ แต่อวี๋ถังถังกลับมีรูปลักษณ์เป็นเด็กหญิงเผ่ามนุษย์ตั้งแต่ตอนที่อยู่แค่ระดับหลอมปราณเท่านั้น
จากจุดนี้ก็เห็นได้ชัดถึงความพิเศษของนาง มังกรคลื่นเนตรโลหิตผู้เป็นบิดาคงจะรู้สาเหตุดี ทว่าเขาก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะถาม และยิ่งไม่กล้าถาม
เมื่อหวังอี้หยิบโอสถคงความงามออกมา ปฏิกิริยาแรกของอวี๋ถังถังเมื่อได้เห็นกลับเป็นความขัดเขิน
ดวงตากลมโตแสนสวยกลอกไปมา นางแสร้งทำเป็นโมโหพลางกล่าว “เจ้าเอามันออกมาทำไม บอกแล้วไงว่าให้เจ้าไปแล้ว ทำไมยังไม่รีบกินเข้าไปอีก”
หวังอี้กุมขมับอย่างจนใจ “ท่านพี่ถังถัง ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นขอรับ เผ่ามนุษย์มีคำกล่าวโบราณไว้ว่า ‘มอบผลท้อให้มา ตอบแทนกลับด้วยหยกงาม’” (เมื่อได้รับน้ำใจ ย่อมตอบแทนด้วยสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่า)
“ในปีนั้น ท่านสามารถมอบโอสถคงความงามระดับสองให้กับผู้บำเพ็ญเพียรตัวน้อยระดับหลอมปราณขั้นต้นอย่างข้าได้ มาบัดนี้ในมือข้ามีของล้ำค่าที่ท่านต้องการ ข้าย่อมนึกถึงท่านเป็นคนแรก”
“เพียงแต่ของชิ้นนี้ได้มาไม่ง่ายเลย หวังผู้นี้เกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งเสียแล้ว หากจะยกให้เปล่าๆ ก็ออกจะดูถูกชีวิตของข้าเกินไปสักหน่อย”
“ข้าเข้าใจ ข้าเข้าใจน่า” อวี๋ถังถังยืนขึ้นบนม้านั่งแปดเหลี่ยม สองมือเท้าเอว กล่าวด้วยท่าทางห้าวหาญดุดัน
“ว่ามาสิ มันคือของล้ำค่าอะไร เดี๋ยวข้าจะไปหยิบของในคลังสมบัติของท่านพ่อมาแลกกับเจ้า สองชิ้นแลกหนึ่งชิ้น ใจป๋าพอไหมล่ะ?”
หนังตาของหวังอี้กระตุกยิกๆ ลางสังหรณ์ไม่ดีเริ่มบังเกิด จึงรีบละล่ำละลักกล่าว
“แก่นในมังกรเจียวระดับสามหนึ่งเม็ดขอรับ ไม่ต้องใช้สองแลกหนึ่งหรอก ข้าแค่ต้องการทรัพยากรวิญญาณฟ้าระดับสองจำนวนสองชิ้นก็พอแล้ว หากชิ้นหนึ่งเป็นของที่ใช้ทะลวงระดับสร้างรากฐานสายกายาได้ก็จะดีมากขอรับ”
“นอกจากเรื่องนี้แล้ว ยังมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อีกสองเรื่องที่อยากขอให้ผู้อาวุโสถานไถช่วยจัดการให้หน่อยขอรับ”
หลังจากรีบเสนอเงื่อนไขออกไปอย่างรวดเร็ว ลางสังหรณ์อันเลวร้ายที่หวังอี้สัมผัสได้ก็ค่อยๆ จางหายไป เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยความคลางแคลงใจอย่างสุดซึ้ง
“เรื่องกล้วยๆ สำหรับเรื่องของเสี่ยวฉานข้าตัดสินใจเองได้ ข้ารับปากแทนก็แล้วกัน”
“ถ้าเช่นนั้น... ก็ตกลงตามนี้ขอรับ”
อวี๋ถังถังกระโดดลงจากม้านั่ง แบมือเล็กๆ ยื่นมาตรงหน้า มุมปากโค้งขึ้น เผยให้เห็นเขี้ยวเล็กๆ สองซี่
“เอามาสิ”
“เอ่อ...”
หวังอี้ส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด
“เรื่องไหนก็ส่วนเรื่องนั้น ท่านคือท่านพี่ถังถังของข้าก็จริง แต่ของล้ำค่าชิ้นนี้สำคัญกับข้ามากเกินไป ข้าจะรอท่านอยู่ที่นี่ก็แล้วกันขอรับ”
“ฮึ…”
“เจ้าไม่ไว้ใจข้า”
อวี๋ถังถังเบะปาก ดวงตากลมโตเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจแทบจะทะลักล้นออกมา
“มันคนละเรื่องกันขอรับ การค้าก็คือการค้า มิตรภาพก็คือมิตรภาพ”
“ได้ ได้ ได้ หวังอี้สินะ ข้าจะจำเจ้าเอาไว้”
“คนอย่างอวี๋ถังถังพูดคำไหนคำนั้น!”
กล่าวจบ อวี๋ถังถังก็หยิบกระดิ่งใบเล็กออกมาด้วยท่าทีฟึดฟัด เมื่อสั่นกระดิ่งเบาๆ หมู่เมฆบนท้องฟ้าก็เกิดการสั่นไหว นกกระจอกมังกรสามสีตัวหนึ่งชะโงกหัวออกมา กลิ่นอายของมันอยู่ในระดับแก่นทองคำขั้นกลางอย่างเห็นได้ชัด
“ไฉ่เชวี่ย ส่งข้ากลับไปที่ถ้ำของท่านพ่อที”
“มาแล้วเจ้าค่ะ คุณหนู”
นกกระจอกมังกรสามสีร่อนลงมาอย่างรวดเร็ว หวังอี้รู้สึกได้ว่าสายตาที่จ้องมองเขาเมื่อครู่ก็คือสัตว์อสูรตนนี้ มิน่าล่ะถึงได้รู้สึกใจคอไม่ดี เดาว่ากระบวนการตกลงแลกเปลี่ยนเมื่อครู่นี้ นางคงจะเห็นจนหมดสิ้นแล้ว
ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเอาไปรายงานมังกรคลื่นเนตรโลหิตหรือเปล่า อวี๋ถังถังอายุยังน้อย จิตใจก็ยังเป็นเด็ก จึงหลอกล่อได้ง่ายมาก
ไม่สิ เขาไม่ได้เรียกว่าหลอกล่อเสียหน่อย หากว่ากันด้วยเรื่องมูลค่า อวี๋ถังถังได้กำไรมหาศาลอย่างแน่นอน นี่คงเป็นเหตุผลที่แท้จริงที่นกกระจอกมังกรสามสีไม่ได้เข้ามาขัดขวาง
แต่สำหรับพวกมารเฒ่าที่อยู่มานาน การลงมือแย่งชิงดื้อๆ ต่างหากถึงจะเป็นทางเลือกที่ได้ผลประโยชน์สูงสุด ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณอย่างเขา ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะทำข้อตกลงอย่างเท่าเทียมได้เลยแม้แต่น้อย
นี่ก็คือจุดที่เขากังวลมากที่สุดตอนที่เดินทางมาที่นี่ คงต้องดูแล้วว่าท่านพี่ถังถังจะได้รับความสำคัญจากท่านพ่อของนางมากพอหรือไม่
ในตอนนั้นเอง อวี๋ถังถังก็หันกลับมากล่าวกับหวังอี้อีกครั้ง
“รอข้าอยู่ที่นี่ ไม่เกินครึ่งวันข้าจะกลับมา”
“ขอรับ”
คงไม่ต้องกล่าวถึงความกังวลใจที่มีอยู่บ้าง เมื่อเห็นอวี๋ถังถังขึ้นขี่หลังนกกระจอกมังกรสามสีจากไป เขาก็ทำได้เพียงปล่อยวางและรอคอยอย่างสงบ
ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร อย่างน้อยการได้ลองเสี่ยงดูก็ไม่เสียหายอะไร
แอ๊ดดด
พออวี๋ถังถังจากไป แม้ถานไถฉานจะไม่ได้ใช้สัมผัสเทวะแอบฟัง แต่ก็คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวภายนอกอยู่ตลอดเวลา นางเดินออกมาพร้อมกับจ้องมองหวังอี้ด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
“เจ้านี่มันหาเรื่องใส่ตัวเก่งจริงๆ แล้วถังถังล่ะ?”
“กลับไปที่ถ้ำบำเพ็ญเพียร ไปเอาของมาให้ข้าสักหน่อย เดี๋ยวก็กลับมาแล้วขอรับ”
“เหอะ เจ้าเสียสติไปแล้วแน่ๆ รู้หรือเปล่าว่าอวี๋ถังถังคือใคร?”
“รู้ขอรับ”
“รู้แล้วเจ้ายังจะ...”
ถานไถฉานโกรธจนหน้าดำหน้าแดง แต่พอเห็นสีหน้าเรียบเฉยของหวังอี้ นางก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะต่อว่าอะไรเขาได้อีก ทำได้เพียงถอนหายใจยาวๆ อยู่ในใจ
ในปีนั้น นางได้พบกับอวี๋ถังถังด้วยความบังเอิญ
หลังจากล่วงรู้ถึงฐานะที่แท้จริง นางก็คิดว่านี่คือวาสนาครั้งใหญ่ที่จะช่วยกรุยทางให้เจริญก้าวหน้า ประกอบกับนิสัยที่ไร้เดียงสาและหลอกให้ไว้ใจได้ง่าย นางจึงตั้งใจจะสานสัมพันธ์อันดีไว้ก่อน แล้วค่อยหาทางใช้ประโยชน์ในภายหลัง
ทว่าหลังจากคบหากันได้หนึ่งปี ผลตอบแทนก็ยังไม่เห็นวี่แวว หนำซ้ำทรัพย์สินของนางยังถูกผลาญไปเสียเยอะ แถมในตอนนั้นนางยังกำลังเผชิญกับปัญหา ต้องรีบหาหินวิญญาณก้อนโตมาชดใช้ความผิด
นางจึงตัดสินใจเสี่ยงหลอกลวงอวี๋ถังถังไปครั้งหนึ่ง ผลก็คือถูกนกกระจอกมังกรสามสีจับตัวได้คาหนังคาเขา และถูกบังคับให้ทำพันธสัญญาโลหิต กลายเป็นทาสมนุษย์ของอวี๋ถังถังในที่สุด
พันธสัญญาโลหิต เป็นวิธีการขั้นสูงที่เผ่ามนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้ควบคุมทาสสัตว์อสูร แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดก็ยังยากที่จะลบล้างมันได้
นับตั้งแต่วันนั้น นางก็กลายเป็นเสี่ยวฉาน ฉานเอ๋อร์ แม่นม ทาสมนุษย์... ของอวี๋ถังถัง ทั้งที่ยังเป็นเพียงหญิงสาว แต่กลับต้องไปฝึกฝนคาถาพิเศษเพื่อเร่งการสร้างน้ำนม... เอาไว้ใช้กล่อมให้อวี๋ถังถังนอนหลับ
ชะตาชีวิตพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ