- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 111 สัตว์อสูรหน้าเก่า
บทที่ 111 สัตว์อสูรหน้าเก่า
บทที่ 111 สัตว์อสูรหน้าเก่า
บทที่ 111 สัตว์อสูรหน้าเก่า
อันที่จริงเรื่องนี้เขาสามารถไปที่หอลงทัณฑ์แห่งย่านเทพอสูรได้ คุณชายระดับสร้างรากฐานทั้งสามคนนั้น ต่างก็เป็นตัวแทนของสามตระกูลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน
หากผูกมิตรด้วยไว้ ย่อมได้รับผลประโยชน์อย่างไม่สิ้นสุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขามีจุดเริ่มต้นปูทางมาเป็นอย่างดี ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องอื่น จัวโส่วชิ่งต้องยินดีช่วยผลักดันเขาขึ้นมาอย่างแน่นอน ส่วนจั่วชิวหมิงที่ช่วยหาคาถาลับครรภ์มารมาให้ ก็แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ในการลงทุนในตัวเขาแล้ว
ยามนี้ซูอวี้หลงหมดอำนาจวาสนา ตัวเกะกะที่คอยขัดขวางการย้ายค่ายของเขาได้มลายหายไปแล้ว หากปล่อยเลยตามเลย เขาย่อมสามารถเข้าไปอยู่ใต้สังกัดของจั่วชิวหมิงได้อย่างแน่นอน
ทว่าปัญหาก็อยู่ตรงนี้เช่นกัน ในบรรดาคุณชายทั้งสาม เขาทำตัวเป็นลูกสมุนของจัวโส่วชิ่งมาโดยตลอด จะเที่ยวไปสวามิภักดิ์มั่วซั่วไม่ได้
อีกทั้งก่อนที่วิชาลับครรภ์มารจะฝึกสำเร็จ การลงทุนของจั่วชิวหมิงก็คงยุติลงเพียงเท่านี้ วิธีการที่ถูกต้องคือรอให้ทะลวงเข้าสู่ระดับสร้างรากฐานได้เสียก่อนแล้วค่อยไปหาเขา ถึงตอนนั้นรับรองว่าต้องได้ตำแหน่งดีๆ แน่นอน
เส้นสายนี้ หากต้องการตักตวงผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด เก็บไว้ใช้ในอนาคตย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ส่วนตอนนี้น่ะหรือ... ก็คงต้องยอมเหนื่อยหน่อย วิ่งเต้นให้มากขึ้น สืบข่าวให้เยอะขึ้น จะได้ช่วยให้เขาประเมินสถานการณ์ภายในนิกายได้กระจ่างชัดยิ่งขึ้น
การวิ่งเต้นครั้งนี้ กินเวลาไปถึงครึ่งเดือน
ในขณะเดียวกัน เขาต้องการรับภารกิจจับทาสวิญญาณของยอดเขาโลหิตเยือกแข็ง จึงไม่อาจหลุดพ้นจากสถานะศิษย์ของยอดเขาแห่งนี้ได้ ดังนั้นผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานที่สมควรเลือกมาเป็นผู้รับรองที่สุด ก็ควรจะเป็นคนของยอดเขาแห่งนี้เช่นกัน
ค้นหาไปค้นมา หวังอี้ลองนับนิ้วดูแล้ว คนที่เขาพอจะไว้วางใจและเหมาะสมมีเพียงสองคนเท่านั้น
หนึ่งคือเหยียนหลิง นางเพิ่งกลับมาที่นิกาย เป็นช่วงที่กำลังซ่องสุมกำลังคน การไปสวามิภักดิ์ในตอนนี้ถือว่าเหมาะสมยิ่ง ทว่าหากมองเผื่ออนาคตที่เขาอาจจะต้องย้ายไปอยู่ใต้สังกัดของจั่วชิวหมิง การเลือกนางก็ดูจะไม่ค่อยเข้าทีนัก
สองคือถานไถฉาน นางเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานคนแรกที่หวังอี้รู้จัก การติดต่อกันทั้งสองครั้งล้วนราบรื่นชื่นมื่น นับว่าน่าไว้วางใจ แต่สถานะ ‘ทาสมนุษย์’ ของนางนั้นค่อนข้างละเอียดอ่อน อีกทั้งนางยังเคยออกคำสั่งเด็ดขาดไม่ให้เขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยอีก
หากไม่เลือกสองคนนี้มาเป็นผู้รับรอง แล้วหันไปหาผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานคนอื่น พูดกันตามตรง... เขากลัวว่าหินวิญญาณจะถูกสูบหายไปเปล่าๆ โดยไม่ได้อะไรกลับมาเลยเสียมากกว่า
ค่ารับรองนั้นสูงถึงหนึ่งหมื่นก้อนหินวิญญาณ นับว่าเป็นการใช้หินวิญญาณซื้อแต้มคุณูปการทางอ้อม โดยทั่วไปมักจะมีแต่ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระจากภายนอกที่อยู่ระดับหลอมปราณขั้นปลายเท่านั้นที่จะเลือกเดินเส้นทางนี้
แต่เขาขี้เกียจไปทำภารกิจเก็บแต้มคุณูปการให้เสียเวลา จึงมีเพียงหนทางนี้เท่านั้น
“ปวดหัวชะมัด...”
ภายในถ้ำบำเพ็ญเพียร หวังอี้เอนกายพิงตั่ง สองขาพาดก่ายอยู่บนโต๊ะเตี้ย ในอ้อมแขนกำลังอุ้มจิ้งจอกน้อยขนขาวนวลราวหิมะที่กำลังหรี่ดวงตาสีชมพูพริ้มหลับอยู่
ขนาดตัวของมันยาวพอกับท่อนแขนเท่านั้น ใบหูตกห้อย มุมปากโค้งมน ดูน่ารักน่าชังปนขบขันนิดๆ จนเขาอดไม่ได้ที่จะยกมันขึ้นมาฟัดแล้วสูดดมกลิ่นหอมฟุ้งเข้าปอดไปเฮือกใหญ่
จิ้งจอกน้อยตัวนี้ก็คือจิ้งจอกหิมะหยกนั่นเอง สัตว์อสูรก็แบบนี้แหละ หากไม่ใช่สายพันธุ์พิเศษ ตอนอยู่ระดับหนึ่ง สติปัญญาก็คงเทียบเท่าเด็กน้อยวัยสามขวบ ยังไม่ประสีประสาอะไรนัก
ต่อเมื่อแข็งแกร่งขึ้นในอนาคต ถึงจะมีสติปัญญาเทียบเท่ากับมนุษย์
และหากบำเพ็ญเพียรจนถึงระดับสี่ เทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดของเผ่ามนุษย์ จึงจะสามารถจำแลงกายเป็นมนุษย์ได้
ดังนั้นยามอยู่ต่อหน้าจิ้งจอกหิมะหยก หวังอี้จึงไม่ตะขิดตะขวงใจเลยสักนิดที่จะแสดงด้านความเป็นเด็กของตัวเองออกมา กล่าวกันว่าบุรุษชาตรียันตายก็ยังคงเป็นเด็กหนุ่ม ชาติก่อนเขาก็เป็นแค่ชายหนุ่มอนาคตไกลที่ใช้ชีวิตอยู่ในยุคสมัยอันสงบสุข
พอทะลุมิติมาเกิดใหม่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ก็ได้ใช้ชีวิตเยี่ยงคุณชายมาถึงสิบหกปี จนกระทั่งถูกลักพาตัวมายังนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน ตัวเขาถึงได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างแท้จริง
ก็นะ... การได้มีชีวิตจนถึงอายุสามสิบปีสองครั้ง กับการมีชีวิตลากยาวจนถึงหกสิบปีรวดเดียว สภาพจิตใจมันต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เมื่อร่างกายยังหนุ่มแน่น สภาพจิตใจก็ย่อมหนุ่มแน่นตามไปด้วย
เปรียบได้กับหวังอี้ในตอนนี้ แม้อายุจะปาเข้าไปสามสิบสองปีแล้ว ทว่ารูปลักษณ์ภายนอกกลับไม่ต่างอะไรกับชายหนุ่มวัยยี่สิบปีเลยสักนิด ต่อให้ไม่ได้กินโอสถคงความงาม ก็ต้องรอจนอายุเจ็ดสิบปีโน่นแหละร่างกายถึงจะเริ่มแก่ชรา
เวลานี้
เขาเอาพุงนุ่มนิ่มของจิ้งจอกหิมะหยกมาแนบถูไถกับใบหน้าอย่างเมามัน ท่ามกลางเสียงร้องอี๋ๆ และการดิ้นรนขัดขืนของมัน ความหงุดหงิดงุ่นง่านในใจของเขาก็ค่อยๆ มลายหายไป ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นจากอาการขี้เกียจทันที
“ถานไถฉาน... เลือกท่านก็แล้วกัน”
หวังอี้ยัดจิ้งจอกหิมะหยกกลับเข้าไปในถุงสัตว์วิญญาณ แล้วรีบออกเดินทางทันที
............
............
เกือบครึ่งชั่วยามให้หลัง
ย่านเทพอสูร ณ สวนสมุนไพรถานไถ
ปัง ปัง ปัง!
มือหนาเคาะห่วงประตูรูปค้างคาวคาบห่วง เขาสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายระดับสร้างรากฐานอันคุ้นเคยที่แผ่ออกมาจากด้านใน ทว่าดูเหมือนจะมีกลิ่นอายอีกสายหนึ่งที่อ่อนด้อยกว่าเพียงเล็กน้อยปะปนอยู่ด้วย
“เป็นเจ้างั้นหรือ?”
น้ำเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นที่ข้างหูเจือแววประหลาดใจอยู่ลึกๆ เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายสัมผัสได้ถึงตบะที่แท้จริงของเขาแล้ว สมกับที่เป็นนักหลอมโอสถ สัมผัสเทวะช่างแข็งแกร่งกว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานทั่วไปมากนัก
ต้องรู้ก่อนว่าคาถาเร้นราตรีนั้น ต่อให้ไม่ได้กระตุ้นการทำงาน มันก็ยังสามารถช่วยปกปิดกลิ่นอาย สุ้มเสียง และระดับตบะของเขาได้
หวังอี้ยืนรออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อไม่เห็นอีกฝ่ายกล่าวอันใดต่อ จึงสูดหายใจรวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยขึ้น
“หวังผู้นี้มีเรื่องอยากขอเข้าพบผู้อาวุโสถานไถขอรับ”
ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบไปพักใหญ่
ทันใดนั้น ประตูบานเล็กที่อยู่ข้างประตูใหญ่ก็ถูกแง้มออก เมื่อหวังอี้ได้ยินเสียง เขาก็รีบสาวเท้าเดินเข้าไปทันที
ในเมื่อมีโอกาสได้เจอหน้า เขาก็มั่นใจว่าเป้าหมายในครั้งนี้ต้องบรรลุผลอย่างแน่นอน
หลังจากเดินเข้ามาในสวนสมุนไพรที่คุ้นเคย ภายใต้ผ้าม่านโปร่งบางที่พริ้วไหวและเสียงกระดิ่งลมตรงทางเดิน ปรากฏร่างสตรีผู้หนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้น นางมีหน้าอกหน้าใจที่อวบอิ่ม รูปโฉมงดงามหาใดเปรียบ ทว่าแววตากลับเย็นเยียบประดุจภูเขาน้ำแข็ง
บนต้นขาอวบอิ่ม ชายกระโปรงสีขาวฉลุลายใบบัวทิ้งตัวลงทั้งสองข้าง เผยให้เห็นเรียวขายาวขาวผ่องราวกับหยกเนื้อดีที่กำลังรวบชิดติดกันอยู่
บริเวณน่องยังมีปลอกโลหะพันเป็นวงไล่ขึ้นไปจนถึงใต้เข่า สลักเสลาด้วยลวดลายดอกเยว่จี้อันวิจิตรบรรจง
นอกจากนี้ยังมีเด็กหญิงผมขาวตัวน้อยคนหนึ่ง นั่งอยู่บนตักของถานไถฉาน ดวงตากลมโตกำลังกะพริบปริบๆ จ้องมองมาทางเขา พร้อมกับโบกไม้โบกมือทักทาย
“ยังจำข้าได้หรือเปล่า? อวี๋ถังถังไง!”
ที่แท้ก็คือนางนี่เอง หวังอี้ย่อมจำได้อย่างแน่นอน เมื่อหลายปีก่อนเขาเคยพบเจอกับอวี๋ถังถังที่อยู่ในรูปลักษณ์ของเด็กหญิงวัยห้าหกขวบผู้นี้มาก่อน ตามที่นางอ้าง นางคือสายเลือดของมังกรคลื่นเนตรโลหิต อสูรพิทักษ์นิกายนั่นเอง
และท่าทีที่เปลี่ยนไปของถานไถฉาน ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะอวี๋ถังถัง
เมื่อคิดได้เช่นนั้น หวังอี้ก็รีบเอ่ยทักทายทันที
“ท่านพี่ถังถัง ข้าน้อยหวังอี้ ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะขอรับ”
“ฮี่ๆ”
อวี๋ถังถังดิ้นหลุดจากอ้อมกอดของถานไถฉาน ก่อนจะวิ่งร่าเข้าหาเขาอย่างตื่นเต้น “เจ้ายังจำข้าได้จริงๆ ด้วย”
ทว่าด้วยความหูตาไว หวังอี้กลับสังเกตเห็นว่า ยามที่อวี๋ถังถังแสดงท่าทีสนิทสนมด้วยนั้น แววตาของถานไถฉานกลับทวีความเย็นเยียบจนแทบจะแผ่รังสีอำมหิตออกมา นางจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งร้าย
ดูจากรูปการณ์แล้ว สิ่งที่เขาเคยคาดเดาไว้ก่อนหน้านี้คงไม่ผิดเพี้ยนไปแน่
ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองก็คือ... ทาสมนุษย์กับเจ้านาย!
“นี่ หวังอี้ เจ้ามาทำอะไรที่นี่งั้นหรือ? มารับภารกิจดูแลสวนสมุนไพรอีกแล้วหรือไง?”
“ไม่ใช่ขอรับ” หวังอี้ส่ายหน้าปฏิเสธ
“ข้าอยากจะขอรบกวนให้ผู้อาวุโสถานไถมาเป็นผู้รับรองให้ข้า เพื่อเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายในขอรับ”
เมื่อถานไถฉานได้ยินดังนั้น นางก็เอ่ยปฏิเสธอย่างเด็ดขาดในทันที
“ไม่มีทาง เจ้ากลับไปเสียเถอะ”
หวังอี้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“หนึ่งหมื่นก้อนหินวิญญาณ”
“ข้าบอกแล้วไง ว่าปฏิเสธ”
“ไม่มีพื้นที่ให้เจรจาต่อรองเลยงั้นหรือขอรับ?”
“ไม่มี”
“ถ้าเช่นนั้นก็ช่างเถอะ” หวังอี้ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะหมุนตัวเตรียมเดินจากไป
ทว่าอวี๋ถังถังกลับคว้าหมับเข้าที่มือของเขา น้ำเสียงของนางเจือความร้อนรน “ห้ามไปนะ”
หวังอี้ลอบยิ้มกริ่มในใจ อันที่จริงการมาหาถานไถฉานในครั้งนี้ เขามีจุดประสงค์แอบแฝงอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป้าหมายนั้นก็คืออวี๋ถังถังนั่นเอง! และสิ่งสำคัญที่สุดย่อมหนีไม่พ้นแก่นในมังกรเจียวระดับสามเม็ดนั้น
ของพรรค์นี้ย่อมมีประโยชน์มหาศาลต่ออวี๋ถังถังผู้ซึ่งมีสายเลือดมังกรเจียวเช่นเดียวกันอย่างแน่นอน มันมีค่าสำหรับนางมากกว่าการที่หวังอี้จะเก็บมันไว้ใช้เป็นทรัพยากรสร้างแก่นทองคำเสียอีก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาได้ดื่มกินยาลับเสริมกายาที่ปนเปื้อนขุมพลังจากแก่นในเม็ดนั้นมาโดยตลอด
บนร่างกายของเขาจึงพอจะมีกลิ่นอายชนิดนี้หลงเหลืออยู่บ้าง เมื่ออวี๋ถังถังดมกลิ่นจนจับสังเกตได้ เป้าหมายของเขาก็ถือว่าบรรลุผลแล้ว
หากสามารถนำมันออกมาเจรจาแลกเปลี่ยนกับนางได้ เพื่อขอเปลี่ยนเป็นทรัพยากรวิญญาณฟ้าระดับสอง พร้อมกับสมุนไพรล้ำค่าหายากอื่นๆ แถมยังพ่วงด้วยข้อเสนอให้ถานไถฉานช่วยเป็นผู้รับรองให้เขาเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายใน เพื่อไปรับภารกิจจับทาสวิญญาณของยอดเขาโลหิตเยือกแข็ง... และอื่นๆ อีกมากมาย
แม้ว่าหากมองข้ามมูลค่าที่แท้จริงของแก่นในเม็ดนี้ไป เขาอาจจะขาดทุนอยู่บ้าง ทว่าหากสามารถบรรลุแผนการทั้งหมดที่วางไว้ได้ตามเป้า... เอาเข้าจริงก็ถือว่ากำไรเห็นๆ!