- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 103 หอจินหม่าน
บทที่ 103 หอจินหม่าน
บทที่ 103 หอจินหม่าน
บทที่ 103 หอจินหม่าน
ไม่ว่าจะเป็นวิถีมารหรือวิถีธรรมะ แก่นแท้แล้วก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย
เขาจำได้อย่างฝังใจ ว่าตอนที่ผ่านด่านภูเขาดำเมื่อปีนั้น สีหน้าท่าทางของพวกผู้บำเพ็ญเพียรวิถีธรรมะตอนที่รีดไถหินวิญญาณเป็นอย่างไร
“เลวทรามไม่ต่างกัน”
เพราะเขาอ่อนแอ เขาจึงเข้าใจ
หากวันหน้าเขาได้เป็นถึงระดับวิญญาณแรกกำเนิด เขาจะยังรักษาจิตใจที่บริสุทธิ์เยี่ยงวันนี้ไว้ได้อีกหรือ?
หวังอี้ไม่รู้ และไม่กล้าแม้แต่จะถามตัวเอง!
“ศิษย์พี่ ถึงเขตของผู้บำเพ็ญเพียรหญิงแล้วขอรับ มีใครเข้าตาบ้างไหม?”
คำพูดของคนรอบข้าง ดึงหวังอี้ให้หลุดจากห้วงความคิด เขาหันไปมองสวนดอกไม้ทางขวามือ
หญิงงามรูปร่างหน้าตาหลากหลาย ท่วงท่าสง่างามแตกต่างกันไป บ้างก็ดีดพิณ บ้างก็ชงชาพัดโบก บ้างก็ร่ายรำร้องเพลงเสียงใส ต่างงัดเอาความสามารถของตนออกมาประชันกันอย่างเต็มที่
มีทั้งดรุณีแรกรุ่น บอบบางน่าทะนุถนอมราวกับกิ่งหลิวอ่อน
มีทั้งคุณหนูตระกูลผู้ดี ฟันขาวตาสวย เอวบางร่างน้อย
มีทั้งหญิงสาวเต็มตัว ทรวดทรงเย้ายวน มีเสน่ห์ดึงดูดใจ
มากมายเหลือเกิน... สาวงามละลานตาจนมองแทบไม่ทัน ยากที่จะถอนสายตา
แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่มาเยือน แต่หานเฟยและหยางซ่านก็ยังมองจนตาค้าง หลุดปากรำพึงออกมาอย่างลืมตัว
“หากได้พักอยู่ที่นี่สักวัน ต่อให้ต้องตายเดี๋ยวนี้ข้าก็ยอม”
“วันเดียวหรือ? ข้าขอเจ็ดวัน!”
“หึหึ ขอเพียงนายท่านทั้งหลายสนุกสนานก็พอแล้วขอรับ”
หวังอี้มองดูท่าทีน่าเกลียดของพวกเขา ภายในใจกลับสงบนิ่งดุจบ่อน้ำไร้คลื่น ก็แค่พวกหญิงชาวบ้านทาแป้งแต่งหน้าทั่วไปเท่านั้น
“ไม่มีอะไรน่าดู ไปกันเถอะ”
“จะไปแล้วหรือขอรับ?”
หานเฟยถามอย่างประหลาดใจ “ข้านึกว่าศิษย์พี่จะซื้อกลับไปสักสองสามคนเสียอีก”
“ในเมื่อใต้เท้าโจวคิดจะจัดงานประมูล ย่อมไม่มีทางปล่อยสินค้าชิ้นเอกมาให้พวกเราซื้อตัดหน้าไปก่อนหรอก ไม่อย่างนั้นเขาจะเอากำไรจากที่ไหน? ไว้รองานประมูลค่อยว่ากันเถอะ”
“ก็จริง งานประมูลต้องแข่งกันเสนอราคาถึงจะทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ”
บ่าวรับใช้เห็นพวกเขามีแต่ดูไม่ยอมซื้อ สีหน้าก็เริ่มบึ้งตึง ไม่นอบน้อมเจียมตัวเหมือนก่อนหน้านี้อีก
“ในเมื่อนายท่านทั้งสามไม่ซื้อ ก็รีบไปเถอะขอรับ ข้าน้อยยังต้องต้อนรับแขกคนอื่นอีก”
หานเฟยและหยางซ่านถลึงตาใส่ทันที แต่ก็ไม่กล้าอาละวาด อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ทำงานให้ใต้เท้าโจว ตราบใดที่ยังอยู่ในเมืองสือซิน ก็ต้องเชื่อฟังคำสั่ง
“ศิษย์พี่ พวกเราอย่าไปถือสาคนพรรค์นี้เลย ข้าพาท่านไปเดินเล่นที่อื่นดีกว่าขอรับ”
“ก็ดี”
ระหว่างที่เดินไป หวังอี้ก็หยุดชะงักกะทันหัน ชี้ไปยังเรือนที่มีกำแพงล้อมรอบแห่งหนึ่งพลางเอ่ยถาม “ที่นี่มีของประมูลหรือไม่?”
บ่าวรับใช้เริ่มหมดความอดทน
“ไม่มีๆ รีบไปเถอะ!”
“หึ...”
หวังอี้ปรายตามองอย่างเย็นชา กลิ่นอายระดับหลอมปราณขั้นแปดกดทับลงบนร่างของมัน มันสะดุ้งเฮือก ร่วงลงไปกองกับพื้น เหงื่อเย็นแตกพลั่ก
“จะ... จะทำอะไร? ที่นี่เป็นถิ่นของใต้เท้าโจวนะ!”
“ข้าถาม เจ้าก็ตอบ ขืนยังทำตัวแบบนี้ ต่อให้ข้าฆ่าเจ้าทิ้ง คนแซ่โจวนั่นก็ไม่กล้าทำอะไรข้าหรอก”
หวังอี้พูดขู่หน้าตาย แต่กลับทำให้มันกลัวจนหัวหด มันตอบกลับมาอย่างซื่อสัตย์ว่า
“เรือนหลังนี้เป็นที่พักของแม่นางหงซิ่ว นางเป็นสินค้าชิ้นเอกของการประมูลครั้งนี้ เป็นยอดหญิงคณิกาอันดับหนึ่งที่หอเซียนมนุษย์ใช้เวลาฝึกฝนมาถึงสิบปีเต็ม”
“ตบะระดับใด?”
“ระดับหลอมปราณขั้นสี่”
หวังอี้พยักหน้า ไม่ซักไซ้ต่อ ที่จู่ๆ เขาก็ทำเช่นนี้ ความจริงเป็นเพราะคนข้างในส่งเสียงผ่านปราณมาหาเขาอย่างกะทันหัน พลังสัมผัสเทวะสายนั้น ถึงกับอยู่ในระดับสร้างรากฐาน!
เนื้อหาที่ส่งมาก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าบอกว่าถูกคุมขังอยู่ และหวังให้หวังอี้ช่วยเหลือนาง
เขาแทบไม่ต้องคิด ก็ปฏิเสธไปทันที
พฤติกรรมเช่นนี้ หากไม่ใช่กับดัก ก็คงเป็นการหว่านแหขอความช่วยเหลือไปทั่ว ไม่มีเหตุผลอันใดต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว และหากเป็นเพราะความลุ่มหลงในสตรี ต่อให้มีใจ เขาก็ไร้น้ำยาอยู่ดี
“ไปกันเถอะ”
คนทั้งกลุ่มเดินออกจากหอเซียนมนุษย์ โดยมีหานเฟยเดินนำทางต่อไป
หวังอี้เดินเล่นในย่านชั้นในของเมืองสือซินก่อน ตบรางวัลให้ทั้งสองคนคนละยี่สิบหินวิญญาณเป็นค่าเหนื่อย แล้วก็ไล่ให้พวกเขากลับไป
เขาเดินค้นหาของในย่านชั้นในเพียงลำพัง
หาหอศัสตราเจอแห่งหนึ่ง ซื้อเตาหลอมโอสถระดับหนึ่งขั้นสูงที่ช่วยเสริมการหลอมโอสถมาหนึ่งใบ หมดหินวิญญาณไปสองพันก้อน
จากนั้นก็หาช่องทางปล่อยของโจรอย่างคุ้นเคย นำของที่ยึดมาได้ทั้งหมดรวมถึงซากศพไปเทขายเกลี้ยง ยอมให้ถูกกดราคาลงมาบ้าง แต่ก็กวาดหินวิญญาณมาได้ถึงสองหมื่นสามพันก้อน
กำไรส่วนหนึ่งถูกพ่อค้ารับซื้อของเถื่อนกินส่วนต่างไป เรื่องนี้เขาไม่ได้ใส่ใจ แบ่งผลประโยชน์ให้คนอื่นบ้างก็ไม่เป็นไร
นอกจากนี้
เนื่องจากเมืองสือซินตั้งอยู่ใกล้กับภูเขาแมงมุม ทรัพยากรที่ผลิตได้จากฝั่งนั้น มักจะถูกนำมาเทขายที่เมืองสือซินอยู่บ่อยครั้ง
ในนั้นมีโอสถสำหรับบำเพ็ญเพียรชนิดหนึ่งที่ใช้หญ้าใจแมงมุมเป็นสมุนไพรหลัก นามว่า [โอสถใจปรโลก] มีทั้งสูตรโอสถระดับหนึ่งและสูตรโอสถระดับสอง
เหมาะมากสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรธาตุหยินเยือกเย็น พอดีเลยที่ตอนนี้กินโอสถโลหิตเยือกแข็งจนใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว ถึงตอนนั้นเปลี่ยนมากินโอสถใจปรโลกแทนก็ไม่เลว
หวังอี้กว้านซื้อสูตรโอสถทั้งสองระดับ ซื้อวัตถุดิบ รวมไปถึงวัตถุดิบสำหรับหลอมโอสถฟื้นพลัง...ฯลฯ หมดหินวิญญาณไปร่วมหมื่นก้อน
หลักๆ เป็นเพราะสูตรโอสถระดับสองค่อนข้างแพง แถมยังมีวัตถุดิบหลอมโอสถใจปรโลกอีกยี่สิบชุด ล้วนเป็นรายจ่ายก้อนโตทั้งสิ้น
หลังจากการใช้จ่ายครั้งนี้ ก่อนที่จะทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐาน เขาก็ไม่ต้องเสียเงินไปกับเรื่องโอสถอีกแล้ว แค่นี้ก็เพียงพอ หากมากกว่านี้ก็ดูดซับไม่ไหวอยู่ดี
เช่นนั้นหินวิญญาณที่เหลือ เอาไปจัดโอสถสร้างรากฐานระดับสูงสักเม็ดน่าจะดีที่สุด วันหน้าขอเพียงพรสวรรค์ยกระดับขึ้นไปถึงระดับรากวิญญาณสามสายได้ โอสถเม็ดนี้ก็จะช่วยให้เขาก้าวข้ามคอขวดนี้ไปได้
ส่วนทรัพย์สินที่เหลือ เอาไปลงทุนกับพวกอาวุธวิเศษหรือวิชาลับก็เข้าท่าเหมือนกัน
“จริงสิ ยังมีแก่นแท้สายเลือดมังกรอีก”
เกือบลืมเป้าหมายสำคัญที่สุดในการมาเมืองสือซินไปเสียสนิท หวังอี้รีบเปลี่ยนทิศทาง เพียงไม่นานก็มาถึงร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดในย่านชั้นใน
[หอจินหม่าน]
ที่นี่ไม่ใช่ขุมกำลังท้องถิ่นของเมืองสือซิน แต่เป็นหอการค้ายักษ์ใหญ่ที่เคลื่อนไหวอยู่ทั่วทั้งดินแดนมารฉื่อเหวียน มีผู้ใช้ขุมกำลังระดับวิญญาณแรกกำเนิดคอยคุ้มครองอยู่หลายคน ตระกูลหลักคือตระกูลจิน เล่าลือกันว่าพวกเขามีเส้นสายระดับสูงอยู่ในเขตแดนวิญญาณไท่หูด้วยซ้ำ
ขุมกำลังที่ทัดเทียมกันก็คือ [หอเทียนเป่า] หอการค้าทั้งสองขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด ปกติแล้วเมืองหนึ่งจะมีแค่แห่งเดียวเท่านั้น ไม่มีทางยอมให้ทั้งสองหอมาเปิดแข่งกันในเมืองเดียวกันเด็ดขาด
หลายปีก่อน ถานไถฉานเคยเดินทางไปร่วมงานประมูลที่เมืองเทียนเป่า ที่นั่นคือฐานที่มั่นหลักของหอเทียนเป่า เป็นนครเซียนที่เจริญรุ่งเรืองเป็นอันดับต้นๆ ของดินแดนมารฉื่อเหวียน
สาขาหอจินหม่านในเมืองสือซินมีด้วยกันสามชั้น ตกแต่งได้หรูหราอลังการตระการตา แม้แต่เสาก็ยังสลักจากหยกวิญญาณ ประดับประดาด้วยทองคำวิญญาณเป็นจุดเด่น
ตู้กระจกหลิวหลีใสสว่าง แพรวพราวไปด้วยอัญมณี พลังวิญญาณอัดแน่น เป็นการอวดรวยให้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างเห็นอย่างตรงไปตรงมา
และราคาก็แพงหูฉี่เช่นกัน
จะว่าไป ยิ่งเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างที่ยากจน ก็ยิ่งเชื่อประโยคที่ว่า “ขายแพงขนาดนี้ ย่อมต้องมีเหตุผลของมัน”
ของถูกยังไม่ค่อยกล้าใช้เสียด้วยซ้ำ
เมื่อหวังอี้เดินเข้าไป ด้านในก็มีผู้บำเพ็ญเพียรหญิงหน้าตาสะสวยออกมาต้อนรับทันที นางจงใจเผยเนินอกขาวผ่องอย่างใจกว้าง ภายใต้แสงไฟ ผิวพรรณของนางดูเนียนละเอียดลื่นไหล ถึงขั้นสะท้อนแสงวับวาว
“แขกผู้มีเกียรติ ไม่ทราบว่าท่านมีของที่ถูกใจอยากเลือกซื้อในหอของเราหรือไม่เจ้าคะ”
“เลือดแก่นแท้สัตว์อสูร สายเลือดมังกร”
“เชิญตามข้าน้อยมาเจ้าค่ะ” ได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มของหญิงรับใช้ก็ดูจริงใจขึ้นมาทันที นางบิดสะโพกเย้ายวนเดินนำทางไปด้านหน้า กลิ่นหอมจางๆ ลอยมาเตะจมูก ชวนให้จิตใจเคลิบเคลิ้ม
ทว่าหวังอี้กลับไม่รู้สึกรู้สาอันใดเลย
ไม่นานนัก เขาก็ถูกพามาที่ตู้ฝั่งตะวันตกของชั้นหนึ่ง หญิงรับใช้ใช้พลังวิญญาณดึงเอาขวดหยกสิบกว่าใบออกมา อธิบายด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
“นี่คือเลือดแก่นแท้สัตว์อสูรสายเลือดมังกรชุดใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเข้ามา สกัดมาจากสัตว์อสูรระดับสาม [เต่ามังกรสมุทรคราม] เจ้าค่ะ แต่ละขวดบรรจุเลือดเต่ามังกรหนึ่งหมื่นชั่ง สามารถสกัดกลั่นออกมาเป็นเลือดแก่นแท้ได้หนึ่งหยด
“หากเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณหรือระดับสร้างรากฐานล่ะก็ ใช้เลือดธรรมดาก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ”
หวังอี้ได้ยินเช่นนั้นก็ใจเต้นตึกตัก ทว่ากลับเอ่ยออกมาอย่างจนใจ
“หอของท่านประเมินข้าสูงไปแล้ว เลือดล้ำค่าระดับสาม ข้าจะมีปัญญาซื้อได้อย่างไร”