เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 101 เก็บเกี่ยว เมืองสือซิน

บทที่ 101 เก็บเกี่ยว เมืองสือซิน

บทที่ 101 เก็บเกี่ยว เมืองสือซิน


บทที่ 101 เก็บเกี่ยว เมืองสือซิน

แท่งน้ำแข็งห้าหกแท่งพุ่งแทงออกมาจากกำแพงน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาก็เสียบร่างของมันจนพรุนเป็นรังผึ้งอาบไปด้วยเลือด

ที่นี่คือถิ่นของเขา!

กรงขังโลงน้ำแข็งที่ต้องสิ้นเปลืองพลังวิญญาณไปกว่าครึ่งในการสร้างขึ้นมา นอกจากจะปิดตายเส้นทางหนีของพวกมันแล้ว ย่อมมีส่วนช่วยอย่างมากในการดึงพลังฝีมือของหวังอี้ออกมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

“เจ้าเก้า!”

ชายฉกรรจ์เคราครึ้มถลึงตาจ้องมองมาอย่างดุร้าย แสงวิญญาณสองสายพุ่งออกมาจากเอวร่วงลงสู่มือ ที่แท้ก็เป็นค้อนแตงทองคำขนาดเท่าหัวคนคู่หนึ่ง

ดูจากรูปร่างของมัน บางทีอาจจะฝึกฝนวิชาลับหรือเคล็ดวิชาสายกายามาบ้าง มันพุ่งทะยานนำหน้าเข้ามาเป็นคนแรก

คนที่เหลือก็พากันประสานมุทราวิชาอาคม คาถาธาตุทั้งห้าสายพุ่งทะลักเข้ามาอย่างเกรี้ยวกราด ทั้งลูกไฟ หนามดิน ศรน้ำ เถาวัลย์ไม้ คมมีดทอง...

ธาตุของคนกลุ่มนี้ค่อนข้างซับซ้อนหลากหลายทีเดียว

ปลายเท้าของหวังอี้แตะลงบนพื้นน้ำแข็งอย่างต่อเนื่อง ทิ้งเงาร่างติดตาไว้เป็นสาย อาศัยความเร้นลับของวิชาย่างก้าวลวงตาหลบหลีกการโจมตีด้วยวิชาอาคมจำนวนมาก ร่างกายสั่นไหวเล็กน้อยก่อนแยกเงาร่างลวงตาออกมาถึงสิบดวง

ยืนแยกย้ายกันไปตามทิศทางต่างๆ ระหว่างที่มุทราเปลี่ยนแปลง

วิชากระบี่น้ำแข็ง-เข็มขนวัว!

ในฐานะวิชาอาคมขั้นสมบูรณ์แบบวิชาแรกที่เขาเชี่ยวชาญนับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร แม้ว่ามันจะเป็นเพียงวิชาระดับกลาง แต่ก็ถูกหวังอี้ดัดแปลงนำมาใช้งานได้อย่างพลิกแพลงพิสดารมานานแล้ว

จากเดิมที่มีเพียงสิบเล่ม กลายเป็นกระบี่สั้นนับร้อยเล่ม จากนั้นหลอมรวมเป็นกระบี่ยักษ์ขนาดสามจั้ง มาบัดนี้ได้พลิกแพลงสิ่งใหม่จากรากฐานเดิม กลายสภาพเป็นเข็มผลึกน้ำแข็งเส้นเล็กละเอียดประดุจขนวัวนับสิบล้านเล่ม

เงาร่างลวงตาทั้งสิบดวงได้ยกระดับจำนวนพื้นฐานนี้ขึ้นไปอีกสิบเท่า

เข็มน้ำแข็งจำนวนมืดฟ้ามัวดินพุ่งถาโถมเข้ามาพร้อมกัน แทบจะครอบคลุมทุกซอกทุกมุมของกรงขังโลงน้ำแข็ง กลุ่มนักฆ่าปล้นทรัพย์พากันหน้าถอดสี

นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าหวังอี้จะรับมือยากเยือกเย็นถึงเพียงนี้

ชายฉกรรจ์เคราครึ้มกวัดแกว่งค้อนแตงทองคำสองสามครั้ง เมื่อพบว่าเข็มน้ำแข็งส่วนใหญ่ล้วนเป็นภาพลวงตา ก็รีบตะโกนเสียงหลง

“ใช้วิชาป้องกันแบบวงกว้าง หรือจะเป็นอาวุธวิเศษก็ได้ ของพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นแค่ภาพลวงตา!”

“อย่างนั้นหรือ~”

หวังอี้หัวเราะเบาๆ เงาร่างลวงตาที่ห้อยหัวอยู่สี่มุมด้านบนของกรงขังโลงน้ำแข็งเปลี่ยนมุทรา ยกสองนิ้วขึ้นตั้งตรงหน้าริมฝีปาก

วิชาพ่นไฟ-เพลิงเหมันต์!

เปลวเพลิงพลุ่งพล่านขยายตัวสูงขึ้นหลายจั้งในฉับพลัน ลูกไฟน่าสะพรึงกลัวมีถึงสี่ลูก ครอบคลุมกรงขังทั้งใบไว้จนมิด อุณหภูมิในอากาศยิ่งลดต่ำลงไปอีก

ทว่ากลับมีสามคนที่ถูกเปลวเพลิงแผดเผาร่างกาย เปล่งเสียงกรีดร้องโหยหวนออกมา

“ตัวที่อยู่มุมซ้ายบนนั่นคือตัวจริง ลงมือ!”

ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณขั้นเก้าและขั้นแปดสองคนกระโดดขึ้นพร้อมกัน

“วิชาค้อนทองคำ!”

“วิชาวารีคมมีด!”

ค้อนแตงทองคำในมือของชายเคราครึ้มขยายใหญ่ขึ้นสองรอบ พุ่งเข้าทุบโจมตีร่างต้นของหวังอี้ด้วยพลังที่ดุดัน ส่วนอีกคนก็ซัดคมมีดวารีหมุนวนสามสายออกมาขณะลอยอยู่กลางอากาศ

ครั้งนี้หวังอี้ไม่ได้หลบหลีก เขาตบหน้าอกเบาๆ ลวดลายเกราะมารดำก็ถูกกระตุ้นการทำงาน

วิชาเกราะมารกลืนวิญญาณ!

ปราณผีมารดำที่คล้ายกับหมอกดำพวยพุ่งออกมาจากลวดลายเกราะ ครอบคลุมร่างของหวังอี้ไว้จนมิด แขนศพพลังเทวะข้างซ้ายชกสวนออกไป ปะทะเข้ากับค้อนทองคำ

วินาทีต่อมา ภายใต้สายตาที่ตื่นตระหนกตกใจของชายฉกรรจ์เคราครึ้ม หมัดนั้นก็ซัดเอาอาวุธวิเศษค้อนทองคำระดับสูงของมันจนกระเด็นปลิวไป ส่วนคมมีดวารีหมุนวนที่อีกคนร่ายออกมา กลับทิ้งไว้เพียงรอยขีดข่วนสีขาวบนเกราะมารดำก่อนจะถูกดีดกระเด็นออกไป

“เป็นไปได้อย่างไร!”

“หรือว่า... นี่คือวิชาป้องกันระดับสอง? แถมยังเป็นขั้นความสำเร็จขั้นสูงอีกด้วย?!”

ไม่ว่าพวกมันจะคิดอย่างไร กล้ามเนื้อแขนขวาของหวังอี้ก็ปูดโปนขึ้นมารอบหนึ่ง เส้นเอ็นมังกรทั้งสี่เส้นปรากฏขึ้น ทิ้งเงาร่างติดตาไว้กลางอากาศ

หมัดเดียวทะลวงแสงวิญญาณคุ้มกายของระดับหลอมปราณขั้นแปด ทะลวงลึกเข้าไปในทรวงอก

บีบหัวใจในมือจนแหลกเหลว จากนั้นก็ร่อนลงสู่พื้นน้ำแข็งเบื้องล่าง สองมือประกบเข้าหากัน แล้วตบลงบนพื้นอย่างแรง

ตามมาด้วยการสูญเสียพลังวิญญาณจำนวนมหาศาล กรงขังโลงน้ำแข็งทั้งใบสั่นสะเทือน แท่งน้ำแข็งงอกเงยแทงทะลุสลับซับซ้อน เพียงชั่วพริบตา กรงขังขนาดใหญ่ก็ไม่มีที่ให้หยั่งเท้าอีกต่อไป

ซากศพและแขนขาขาดเกลื่อนกลาดเต็มพื้น ยังมีอีกสองสามร่างที่ห้อยต่องแต่งอยู่กลางแท่งน้ำแข็ง เลือดซึมซาบเข้าไปในผลึกน้ำแข็ง ทำให้บริเวณนั้นกลายเป็นสีเลือด ราวกับดอกไม้เลือดที่กำลังเบ่งบาน เผยให้เห็นความงดงามอยู่หลายส่วน

ชายเคราครึ้มตาเบิกกว้างจนแทบถลน

“ไม่!!!”

คนสิบกว่าคน เหลือเพียงมันคนเดียว มันกัดฟันกรอดพลางคำราม “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าแกจะมีพลังวิญญาณมากมายให้ผลาญเล่นขนาดนั้น แกมันก็แค่ระดับหลอมปราณขั้นแปดเท่านั้น”

หวังอี้แค่นยิ้มเย้ยหยัน

สรรพคุณของโอสถระดับสูงสุด คนพรรค์นี้จะไปเข้าใจได้อย่างไร?

แม้มันจะเป็นถึงระดับหลอมปราณขั้นเก้า แต่ก็เป็นเพียงศิษย์สายนอก นั่นแสดงว่ามันเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่เพิ่งเข้าร่วมนิกายได้ไม่กี่ปี มิเช่นนั้นคงได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายในไปตั้งนานแล้ว ฝีมือตื้นเขิน พลังอ่อนด้อย

ต่อให้สู้กับคนแบบนี้สักสามถึงห้าคนก็ยังเอาชนะได้สบายๆ

“ถึงตาเจ้าแล้ว”

ภายใต้เกราะมารดำ มองเห็นสีหน้าของหวังอี้ไม่ชัดเจนนัก แม้วิชาพิสดารนี้จะเน้นป้องกันการโจมตีทางสัมผัสเทวะเป็นหลัก แต่ในการใช้งานจริง พลังป้องกันพื้นฐานก็ยังถือว่าแข็งแกร่งมากอยู่ดี

ขาดอีกเพียงนิดเดียวก็จะบรรลุถึงระดับสองแล้ว ซึ่งต้องอาศัยการกลืนกินวิญญาณคนเป็นให้มากกว่านี้ หรือไม่ก็ต้องพึ่งพา [ช่องจัดวาง] ค่อยๆ ขัดเกลาไป

น่าเสียดาย ที่ในใจของหวังอี้ ลำดับความสำคัญของวิชาเกราะมารกลืนวิญญาณนั้นอยู่ในระดับต่ำมาก

“คิดว่าข้ากลัวแกหรือไงวะ ข้าคลุกคลีอยู่ในดินแดนมารฉื่อเหวียนมาแปดสิบปี ถ้าไม่มีไพ่ตายก้นหีบก็คงตายไปตั้งนานแล้ว”

“วิชาระเบิดวิญญาณ ย้ากกก!”

นี่ดูเหมือนจะเป็นวิชาลับสำหรับยกระดับพลังฝีมือ

หลังจากที่ชายเคราครึ้มร่ายวิชานี้ กลิ่นอายก็พุ่งทะยานขึ้นชั่วขณะ ทว่าระดับขั้นของวิชาลับนี้ไม่สู้ดีนัก ยากที่จะทำให้มันก้าวข้ามช่องว่างระดับสร้างรากฐานไปได้ พลังฝีมือที่ได้มาเพียงชั่วคราว ย่อมมีขีดจำกัด

“ก็แค่นี้แหละ”

หวังอี้เรียกแส้คมทองออกมา ใบมีดทองคำที่มีรูปร่างคล้ายใบไม้หนาเตอะยืดยาวออกไปอย่างรวดเร็ว มัดตัวมันไว้จนแน่นหนา แขนซ้ายออกแรง ราวกับกำลังเหวี่ยงกระสอบทราย

แท่งน้ำแข็งภายในกรงขังโลงน้ำแข็งถูกกระแทกแตกกระจายอย่างต่อเนื่อง เวลาผ่านไปไม่ถึงสามลมหายใจ มันก็ถูกแขนศพพลังเทวะของเขาฟาดจนกลายเป็นกองเนื้อเละเทะ

กลิ่นอายชีวิตแตกซ่านไปนานแล้ว

หวังอี้ส่ายหน้า สลายพลังวิญญาณทิ้ง กรงขังโลงน้ำแข็งร่วงหล่นลงสู่พื้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นเศษน้ำแข็งเกลื่อนกลาด

เปลี่ยนพลังวิญญาณเป็นเส้นด้าย ค้นหาตามรอยแยก ศพทั้งสิบสี่ร่างวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ พร้อมด้วยถุงเก็บของอีกสิบสี่ใบ

หลังจากใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบจำนวน

ได้รับหินวิญญาณหนึ่งหมื่นหกพันก้อน ในจำนวนนี้แปดพันก้อนเป็นของชายเคราครึ้ม อาวุธวิเศษระดับสูงห้าชิ้น อาวุธวิเศษระดับกลางสิบสองชิ้น โอสถจำนวนหนึ่ง ยันต์จำนวนหนึ่ง... และของจิปาถะอีกกองพะเนิน

ของพวกนี้ก็น่าจะขายได้สักเจ็ดแปดพัน โดยเฉพาะอาวุธวิเศษพวกนั้น แม้อาวุธวิเศษมือสองจะถูกกดราคาลงบ้าง แต่ก็ยังขายได้หนึ่งในสามของราคาเดิม

เมื่อรวมกับมูลค่าของซากศพพวกนี้ แค่รอบนี้รอบเดียวก็กวาดทรัพย์สินมาได้กว่าสองหมื่นก้อน เทียบเท่ากับความพยายามตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว

“ฆ่าคนวางเพลิงได้เข็มขัดทองคำ ภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อน พวกเราช่างยากจะเทียบเคียงได้จริงๆ~”

แน่นอนว่าเรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับพลังฝีมือของหวังอี้ด้วย ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณขั้นแปดคนอื่นๆ คงไม่มีพลังฝีมือระดับเขา ที่จะสามารถรับมือกับคนกลุ่มใหญ่ขนาดนี้ได้

การปล้นชิงสิ่งที่ผู้อื่นสะสมมาทั้งชีวิต ความมั่งคั่งจะเพิ่มพูนช้าได้อย่างไร?

ประกอบกับชายเคราครึ้มเห็นได้ชัดว่ากำลังสะสมหินวิญญาณอยู่ มิเช่นนั้นเขาคงไม่ได้ผลกำไรมากมายขนาดนี้

เก็บกวาดสนามรบอย่างลวกๆ แล้วเลือกอุปกรณ์บินรูปแบบกระบี่บินมาจากของที่ยึดมาได้ ของพรรค์นี้เร็วกว่าแพรดำมากนัก ทั้งยังเป็นอาวุธวิเศษประเภทพื้นฐานอีกด้วย

มีไว้สำหรับให้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณใช้เดินทางโดยเฉพาะ เหมาะเจาะพอดีที่จะให้หวังอี้ได้เปลี่ยนของใช้สักที

เป็นเช่นนี้

จวบจนกระทั่งฟ้าสาง หวังอี้จึงเดินทางมาถึงเมืองสือซิน

เมืองนี้มีประชากรอาศัยอยู่ประจำหลายแสนคน ผู้บำเพ็ญเพียรและมนุษย์ธรรมดาอาศัยอยู่ร่วมกัน แต่มีการแบ่งแยกชนชั้นอย่างชัดเจน ภายในเมืองมีเสาสูงนับร้อยเมตรอยู่ไม่น้อย

ด้านบนสุดมีลานหอคอยรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสตั้งอยู่ กลิ่นอายของผู้บำเพ็ญเพียรแทบทั้งหมดล้วนรวมกันอยู่ที่นั่น

จบบทที่ บทที่ 101 เก็บเกี่ยว เมืองสือซิน

คัดลอกลิงก์แล้ว