เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 85 ค้นบ้านกวาดล้างให้เรียบ!

บทที่ 85 ค้นบ้านกวาดล้างให้เรียบ!

บทที่ 85 ค้นบ้านกวาดล้างให้เรียบ!


บทที่ 85 ค้นบ้านกวาดล้างให้เรียบ!

“นายท่านขอรับ เรื่องนี้เกี่ยวพันกับสมาคมนักหลอมโอสถ มีหินวิญญาณมาเกี่ยวข้องสูงถึงสี่ห้าแสนก้อน ใต้เท้าจัวหมายตามานานแล้ว ผู้น้อยถึงได้...”

ทันทีที่ได้ยินตัวเลข อวี่สิ่งก็ดีดตัวลุกพรวดด้วยความตื่นเต้น

“ทำไมเจ้าไม่รีบบอกตั้งแต่แรกเล่า?!”

“รวมพล! ทุกคนไสหัวมารวมกันตรงนี้เดี๋ยวนี้!”

พอเห็นว่าสันดานของอีกฝ่ายก็ไม่ได้ต่างอะไรกับจัวโส่วชิ่ง หวังอี้ก็รู้ทันทีว่างานนี้ฉลุยแน่

แต่มีคนใหม่ก็ต้องไม่ลืมคนเก่า เขาแสร้งทำหน้าเจื่อนพลางเอ่ย “เอ่อ... แล้วทางฝั่งใต้เท้าจัวล่ะขอรับ”

“ข้ารู้หรอกน่า” อวี่สิ่งถลึงตาใส่หวังอี้ ก่อนจะหยิบยันต์สื่อสารขึ้นมาติดต่อไปหาจัวโส่วชิ่ง ผ่านไปพักใหญ่ถึงเอ่ยขึ้น

“เจ้าสองจัวนี่ตาแหลมไม่เบา ได้ลูกน้องภักดีแบบเจ้ามาใช้งาน”

หวังอี้ค้อมศีรษะลง ยิ้มรับแต่ไม่ตอบอะไร

ไม่นานนัก

เหล่าศิษย์ยอดฝีมือฝ่ายบังคับใช้กฎก็มารวมตัวกันพร้อมหน้า ระดับบำเพ็ญเพียรต่ำสุดก็ยังอยู่ระดับหลอมปราณขั้นปลาย แถมแต่ละคนยังมีป้ายโลหิตม่วงของศิษย์สายในห้อยติดตัว

คนกลุ่มนี้มีฐานะไม่ธรรมดา แต่ก็ไม่ได้สลักสำคัญอย่างที่คิด ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่สายรองของตระกูลใหญ่ หรือไม่ก็พรรคพวกเพื่อนฝูงเท่านั้น

และในจังหวะนั้นเอง

มีแสงสายฟ้าสีม่วงสายหนึ่งพุ่งทะยานมาจากสุดขอบฟ้า เมื่อเพ่งมองดูให้ดี จึงเห็นร่างของจัวโส่วชิ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนกลองใบเขื่องสีแดงชาด

เสื้อผ้าหลุดลุ่ยไม่เรียบร้อย บนใบหน้ายังมีรอยจูบสีแดงประทับอยู่หลายรอย เห็นได้ชัดเลยว่ารีบตาลีตาเหลือกมาแค่ไหน

“คนอยู่ไหนล่ะ? คนอยู่ไหน? อวี่สิ่ง! อวี่...”

“เลิกแหกปากได้แล้ว”

อวี่สิ่งมองสภาพของจัวโส่วชิ่งด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะดึงตัวหวังอี้มายืนข้างๆ “ลูกน้องเจ้านี่แหละที่ดึงดันจะเรียกเจ้ามาให้ได้ แต่ผลประโยชน์ที่ได้ ข้าขอแบ่งครึ่งนะ”

“หลบไปเลย” จัวโส่วชิ่งกลอกตาใส่อวี่สิ่ง ทั้งคู่ต่างก็เป็นพวกลูกคุณหนูเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ อายุเพิ่งจะร้อยนิดๆ ระดับบำเพ็ญเพียรก็ย่ำต๊อกอยู่แค่ระดับสร้างรากฐานขั้นที่สองขั้นที่สาม ยังไม่ทันก้าวเข้าสู่ขั้นกลางด้วยซ้ำ

หากไม่ได้เกิดมาในสายหลักล่ะก็ ระดับบำเพ็ญเพียรแค่นี้อย่าว่าแต่มาเป็นใหญ่เป็นโตในหอลงทัณฑ์เลย แค่เป็นศิษย์สายนอกก็จัดว่าธรรมดาสามัญสุดๆ เป็นได้แค่ผู้บำเพ็ญเพียรดาดๆ คนหนึ่งเท่านั้นแหละ

การทะลวงสู่ระดับแก่นทองคำก็คงเป็นได้แค่ความฝันสูงสุดในชีวิต นี่ขนาดมีทรัพยากรประเคนให้ไม่อั้นแล้วนะ

“ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่ เจ้าเล่ามาซิ”

หวังอี้ที่ถูกชี้หน้าถาม ก็เพิ่งรู้ตัวว่าจัวโส่วชิ่งลืมชื่อเขาไปแล้ว เล่นเอาพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

อันที่จริง ถ้าโจวเทาไม่บุกมาข่มขู่ถึงที่ เขาก็ไม่ได้คิดจะลงมือเล่นงานมันหรอก แต่ในเมื่อรนหาที่ตายนัก ก็อย่าหาว่าเขาไร้ความปรานีแล้วกัน

“ใต้เท้าจัว ผู้น้อยหวังอี้ เรื่องร้านโอสถสกุลสวีคราวนั้นไงขอรับ”

“อ้อ~”

จัวโส่วชิ่งทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกออก ก่อนจะถามด้วยความตื่นเต้น “เจ้าจับปลาตัวใหญ่ได้อีกแล้วงั้นรึ?”

“ผู้นำของสมาคมนักหลอมโอสถขอรับ ในตัวมันมีกำไรและต้นทุนที่กอบโกยมาหลายปีอยู่ครึ่งหนึ่ง นี่คือรายชื่อคนที่ถูกลูกน้องหอลงทัณฑ์รวบตัวไป มีทั้งหมดห้าคน

พวกมันถูกจับแยกไปขังตามย่านศพสวรรค์ ย่านเทพอสูร ย่านเยือกแข็ง และย่านเบญจหยิน ใต้เท้าจัวแค่แอบโยกย้ายพวกมันมาที่นี่อย่างลับๆ โดยไม่ให้ใครไหวตัวทัน พวกเราก็จะจัดการรีดไถพวกมันได้อย่างถนัดมือขอรับ”

นัยน์ตาของจัวโส่วชิ่งเป็นประกายวาบ หันไปถามอวี่สิ่งทันที

“น้องจั่วชิวไม่ได้มาด้วยรึ?”

“ข้าไม่ได้เรียกมัน”

จัวโส่วชิ่งนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง

“ไม่ได้ๆ ยังไงก็ต้องเรียกมันมาด้วย งานนี้มีคนจ้องจะเขมือบสมาคมนักหลอมโอสถอยู่ไม่ใช่น้อย”

อวี่สิ่งกลอกตาบนอย่างเหลืออด

จัว, อวี่, จั่วชิว สามตระกูลเสาหลักระดับวิญญาณแรกกำเนิดแห่งนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน ลำพังแค่พวกเขาสองคน หรือต่อให้มีแค่คนเดียว ก็กลืนผลประโยชน์ของสมาคมนักหลอมโอสถลงท้องได้สบายๆ อยู่แล้ว

ที่พูดแบบนี้ก็เพราะกลัวจะแบ่งเค้กกันไม่ลงตัวต่างหากล่ะ ท้ายที่สุดแล้ว “สามคุณชายแห่งโลหิตผกผัน” อย่างพวกเขาก็ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ขาดใครไปสักคนก็คงเกิดความบาดหมางในใจแน่

ถ้าจัวโส่วชิ่งรู้เรื่องนี้คนเดียว มันต้องฮุบไว้กินคนเดียวแน่นอน แต่นี่ดันมีอวี่สิ่งโผล่มาเอี่ยวด้วยไงเล่า...

“รู้แล้วๆ พวกเราล่วงหน้าไปก่อนเถอะ”

“ขืนรอมันมาถึง อาหารก็เย็นชืดพอดี”

“เอาอย่างนั้นก็ได้”

“ไอ้คนที่ชื่ออะไรนะ... หวังอี้ นำทางไป!”

“รับทราบขอรับ…”

ในฐานะคนนำทาง หวังอี้ไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวงใจเลยสักนิด ตั้งแต่ตอนที่ตัดสินใจแยกย้ายกัน เขาก็ลอบแอบวางกับดักไว้บนตัวโจวเทาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ตอนนี้เขาวิ่งนำหน้าอยู่ นัยน์ตาทั้งสองข้างปรากฏรอยประทับรูปจันทร์เสี้ยวขึ้นลางๆ

สัมผัสเทวะที่ได้รับการชะล้างจากแก่นแสงจันทร์ จะแสดงคุณสมบัตินี้ออกมาก็ต่อเมื่ออยู่ในสถานะ "ชมจันทร์" เท่านั้น เขาได้ประทับเศษเสี้ยวสัมผัสเทวะพิเศษไว้บนตัวโจวเทาเรียบร้อยแล้ว

การจะระบุตำแหน่งในย่านเทพอสูรจึงไม่ใช่เรื่องยากอะไร

ระหว่างทางก็แค่ชำเลืองมองเพื่อยืนยันเป้าหมายเป็นระยะๆ การที่ยอดฝีมือจากหอลงทัณฑ์ยกโขยงกันมาเป็นกองทัพ แม้จะเป็นช่วงกลางวันแสกๆ แต่บรรดาศิษย์ที่สัญจรไปมาในย่านต่างก็พากันหลบหลีกให้วุ่น

กลัวว่าจะไปขัดหูขัดตาพวกดาวมฤตยูพวกนี้เข้า แล้วจะพลอยซวยโดนยัดข้อหาเอาได้

ระหว่างที่มุ่งหน้าไป หวังอี้ก็คอยชำเลืองมองอวี่สิ่งเป็นระยะๆ พร้อมกับขยับเข้าไปใกล้จัวโส่วชิ่งอย่างแนบเนียน ก่อนจะโยนถุงเก็บของใบหนึ่งให้เงียบๆ

แม้การกระทำนี้จะแยบยลนัก แต่มันก็หลอกตาได้แค่พวกระดับหลอมปราณเท่านั้นแหละ ปิดบังอวี่สิ่งผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานไม่ได้หรอก

จัวโส่วชิ่งหยิบถุงเก็บของขึ้นมาพิจารณาด้วยความแปลกใจ

ข้างในนั้นคือหินวิญญาณหนึ่งแสนก้อนที่โจวเทายัดเยียดให้หวังอี้ช่วยเอาคนออกมา เงินสกปรกก้อนใหญ่ขนาดนี้ เขาไม่มีปัญญาฮุบไว้คนเดียวแน่ เพราะเดี๋ยวพอเผชิญหน้ากับโจวเทา หมอนั่นก็ต้องแฉออกมาอยู่ดี

เขาจึงเก็บไว้แค่สองหมื่นก้อนที่มันให้มาเป็นค่าปิดปากในตอนแรก ก้อนใหญ่รับไว้ไม่ได้ แต่ก้อนเล็กไม่เป็นไร ถือไว้ก็อุ่นใจดี

“ฮ่าๆๆๆ~”

“หวังอี้ นี่มันเรื่องอะไรกันล่ะเนี่ย?”

ยังไม่ทันจับตัวคนได้ ก็รับทรัพย์ก้อนโตไปเป็นค่าขนมเสียแล้ว จัวโส่วชิ่งย่อมเบิกบานใจเป็นธรรมดา

หวังอี้จึงกระซิบอธิบายเบาๆ เมื่อได้ฟังว่าเป็นเงินติดสินบนที่โจวเทาหวังให้ช่วยเอาคนออกมา จัวโส่วชิ่งก็ถึงกับหัวเราะลั่นจนตัวโยน

“ฮ่าๆๆ ไอ้โง่เอ๊ย ดันมายัดสินบนให้กับคนของข้าซะนี่”

ทว่าพอหัวเราะร่วนไปได้สักพัก เขาก็หันมาจ้องหน้าหวังอี้

“นี่คือของกลางทั้งหมดเลยรึเปล่า?”

หวังอี้หัวเราะแหะๆ ชูสองนิ้วขึ้นมา

“ผู้น้อยขอหักไว้เป็นค่าเหนื่อยเท่านี้นะขอรับ”

“อืม ส่วนของเจ้าข้าก็ไม่ว่าอะไรหรอก ทำได้ดีมาก”

จัวโส่วชิ่งตบไหล่หวังอี้ด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง เขาเดินเข้าไปหาอวี่สิ่งด้วยตัวเอง เพื่อแถลงไขข้อข้องใจให้ฟัง แถมยังถือโอกาสโอ้อวดไปในตัว

อวี่สิ่งเบิกตากว้าง แอบอิจฉาสหายเก่าที่จู่ๆ ก็ได้ลูกน้องฝีมือดีมาใช้งาน เงินก้อนนี้ไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ เท่ากับค่าขนมของเขาทั้งก้อนเลยเชียว

ถ้าไม่ใช่เอาไปใช้ทำเรื่องเป็นชิ้นเป็นอัน ก็ยากที่จะเบิกหินวิญญาณเพิ่มจากตระกูลได้

ขั้นตอนหลังจากนี้ก็สบายบรื๋อแล้ว

มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานคุมทัพมาตั้งสองคน แถมยังมีหวังอี้เป็นตัวจับสัญญาณเคลื่อนที่อีก โจวเทาจะเก่งกาจมาจากไหนก็หนีเงื้อมมือของหอลงทัณฑ์ไปไม่พ้นหรอก

เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยามด้วยซ้ำ มันก็ถูกรวบตัวได้อย่างราบรื่น

คนที่โดนหางเลขไปด้วยก็มีหลัวผิงหู่ และแกนนำระดับสูงของสมาคมนักหลอมโอสถอีกสามสี่คน ซึ่งพวกมันถูกโจวเทาเรียกมาประชุมเพื่อหาทางหนีทีไล่นั่นแหละ

ใครจะไปคาดคิดล่ะว่าหวังอี้จะลงมือสายฟ้าแลบขนาดนี้?

เพิ่งจะตกลงกันเมื่อเช้า หินวิญญาณก็จ่ายไปแล้ว วันเดียวยังไม่ทันผ่านพ้น ดันเรียกผู้ดูแลจากหอลงทัณฑ์มาลากคอพวกมันไปซะงั้น? ชาติหมาเอ๊ย!

แน่นอนว่า โจวเทาก็ไม่ได้ยอมให้จับแต่โดยดี

มันแว้งกัดหวังอี้ แฉว่าเขาคือผู้ก่อตั้งสมาคมนักหลอมโอสถตัวจริง แถมยังรับสินบนไปตั้งหนึ่งแสนก้อน กะจะลากเขาลงนรกไปด้วยกันให้ได้

แต่น่าเสียดายที่หวังอี้ไม่ใช่พวกโลภมาก รู้จักรับแต่ส่วนที่ตัวเองรับไหว

จัวโส่วชิ่งไม่แม้แต่จะปริปากถาม ตบหน้ามันฉาดใหญ่จนสลบเหมือดไปเลย การลำเอียงแบบออกหน้าออกตาเช่นนี้ ทำเอาคนอื่นๆ ไม่กล้าแม้แต่จะปริปากแว้งกัดมั่วซั่วอีก ค้นตัวพวกแกนนำระดับสูงเจ็ดแปดคน ได้หินวิญญาณมาถึงเจ็ดแสนก้อน ซึ่งทะลุเป้าที่หวังอี้คาดไว้ไปไกลโข ทำเอาลูกพี่จัวยิ้มหน้าบานกว่าเดิม

ในอนาคต หากเดินหน้าไล่เบี้ยจับกุมสมาชิกสมาคมพวกนี้ต่อ ก็ยังพอรีดไถรายได้เข้ากระเป๋าได้อีกเป็นกอบเป็นกำ

แต่แน่นอนว่า ก้อนใหญ่สุดก็ต้องตกเป็นของเขาคนเดียวนั่นแหละ

“ดี ดีมาก”

“หวังอี้ เจ้าเป็นดาวนำโชคของข้าจริงๆ ให้ไปเป็นศิษย์สายนอกแบบนั้นมันเสียของแย่เลย อีกสามวันเจ้าค่อยมาหาข้าที่หอลงทัณฑ์นะ รับรองว่าเจ้าจะต้องถูกใจแน่”

จบบทที่ บทที่ 85 ค้นบ้านกวาดล้างให้เรียบ!

คัดลอกลิงก์แล้ว