- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 86 เก็บตก
บทที่ 86 เก็บตก
บทที่ 86 เก็บตก
บทที่ 86 เก็บตก
หวังอี้ย่อมตอบรับด้วยความยินดี เขาเป็นศิษย์สายนอกมาเกือบจะเก้าปีเต็มแล้ว ปัดเศษหน่อยก็สิบปี ถึงเวลาที่จะต้องขยับขยายเลื่อนขั้นบ้างแล้วล่ะ
ท้ายที่สุดแล้ว การทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานในฐานะศิษย์สายนอก กับศิษย์สายในนั้น สิทธิประโยชน์ที่ได้รับมันต่างกันลิบลับ ตอนทะลวงระดับในฐานะศิษย์สายใน ขอเพียงอายุไม่เกินร้อยปี ก็มีสิทธิ์รับ [ภารกิจทดสอบศิษย์สายตรง] ได้!
แค่จุดนี้จุดเดียว ก็แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวแล้ว
อย่าเห็นว่าจัวโส่วชิ่งมีตำแหน่งแค่ผู้ดูแลธรรมดาๆ แต่อำนาจบารมีและเส้นสายของมัน ไม่ได้ด้อยไปกว่าศิษย์สายตรงซูเลยสักนิด แถมยังไม่ต้องคอยระแวงระวังภัยเท่าด้วย
ก็แหงล่ะ พวกลูกคุณหนูพวกนี้รักตัวกลัวตายยิ่งกว่าเขาเสียอีก ขอแค่ขยันหาหินวิญญาณมาประเคนให้พวกมันได้ สถานะของเขาก็คงไม่ต่างอะไรกับ "ลูกหาบ" คนโปรด
หมายเหตุ: ลูกหาบ หมายถึง คนที่คอยตามประกบเอาใจเศรษฐีหรือผู้มีอำนาจ
ถือว่าเรื่องของสมาคมนักหลอมโอสถปิดลงได้สวยงาม ตอนนี้หวังอี้มีหินวิญญาณในมือเกือบห้าหมื่นก้อน ใช้จ่ายได้แบบไม่ขัดสนไปอีกนานโข
และเขาก็กำลังขาดแคลนช่องทางที่จะแปรเปลี่ยนหินวิญญาณพวกนี้ให้กลายเป็นความแข็งแกร่งด้วย
ขืนดองไว้เฉยๆ ก็ไร้ประโยชน์
หินวิญญาณมีประโยชน์สารพัดอย่าง ไม่ว่าจะใช้เติมพลังวิญญาณให้เรือเหาะและธงค่ายกล หรือใช้แทนชีพจรวิญญาณในการบำเพ็ญเพียร ฟื้นฟูพลัง และทะลวงระดับ
แต่แน่นอนว่า ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของมันก็คืออำนาจในการจับจ่ายใช้สอยในฐานะเงินตราชั้นดี
ทว่าข้าวของในนิกายหลายอย่าง ดันต้องใช้คะแนนสมทบในการแลกซื้อ
ซึ่งไอ้คะแนนสมทบนี่มันต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายและเวลา ขนาดไปลงพื้นที่ภูเขากระดูกดำมาตั้งนาน หวังอี้ยังมีคะแนนสมทบติดตัวมานิดเดียวเอง ไม่คุ้มค่าเหนื่อยเลยสักนิด
ส่วนพวกคาถาอาคม อาวุธวิเศษ หรือโอสถพื้นๆ เขาก็ไม่ได้ขาดแคลนอะไร
ด้วยยอดเงินฝากเกือบห้าหมื่นก้อน จะยกให้เขาเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งในหมู่ศิษย์สายนอกก็คงไม่เกินจริงไปนัก
หลังจากกวาดล้างสมาคมนักหลอมโอสถเสร็จสิ้น เขาก็กลับมาพักผ่อนที่ถ้ำในย่านเทพอสูร
เฝ้ารอฟังข่าวจากศิษย์สายตรงซูและหอลงทัณฑ์อย่างใจจดใจจ่อ หากแผนการฝั่งศิษย์สายตรงล้มเหลว ก็คงต้องฝากความหวังในการตามหา [คาถาลับครรภ์มารเสวียนหยวน] ไว้ที่พวกจัวโส่วชิ่งแทน ตอนนี้ทำได้แค่รอเท่านั้น
สามวันต่อมา
ข่าวการล่มสลายของสมาคมนักหลอมโอสถยังคงเป็นที่พูดถึงไปทั่วทุกตรอกซอกซอย บ้างก็โอดครวญเสียดายที่ตุนโอสถไว้น้อยไป กลัวว่าชาตินี้จะหาซื้อโอสถราคาถูกแสนถูกแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว
บ้างก็เบ้ปากพร้อมฟันธงอย่างมั่นใจ “คอยดูเถอะ ไม่เกินสิบปีเดี๋ยวก็มีสมาคมนักหลอมโอสถ สมาคมนักเขียนยันต์ สมาคมนักหลอมศัสตรา โผล่มาเป็นดอกเห็ด...”
การผูกขาดธุรกิจในนิกายไม่ได้จำกัดอยู่แค่วงการโอสถเท่านั้น ผลประโยชน์มหาศาลที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง หวังอี้ย่อมรู้ดีที่สุด
แต่นี่มันคือการไปแย่งชามข้าวของนิกายชัดๆ ความเสี่ยงสูงทะลุเพดาน ขืนให้เขาทำอีกรอบก็ขอปฎิเสธเด็ดขาด เว้นเสียแต่ว่าจะย้ายสำมะโนครัวออกจากสิบย่านโลหิตผกผันนี่แหละ
เมื่อถึงเวลานัดหมาย หวังอี้ก็เดินทางมายังหอลงทัณฑ์ในย่านเทพอสูร นับเป็นครั้งที่สามแล้วที่เขามาเยือนที่นี่
นอกจากจัวโส่วชิ่งและอวี่สิ่งแล้ว ยังมีชายหนุ่มผมทองหน้าตาหล่อเหลาเอาการเพิ่มมาอีกคน รูปร่างหน้าตาโดดเด่นกินขาดอีกสองคนลิบลับ
ทว่า... หวังอี้แอบทำจมูกฟุดฟิดอย่างจับสังเกต หมอนี่มีกลิ่น <น้ำเลี้ยงมงกุฎทานตะวัน> ติดตัวมาด้วย ในฐานะนักหลอมโอสถ เขาย่อมเชี่ยวชาญเรื่องคุณสมบัติของสมุนไพรดี สรรพคุณหลักของมันคือใช้ปรับสมดุลฤทธิ์ยา
แต่มันยังมีสรรพคุณแฝงที่คนไม่ค่อยรู้ซ่อนอยู่อีกอย่าง นั่นคือ... ใช้ย้อมสี!
หากนำไปผสมกับพลังวิญญาณธาตุต่างๆ ก็จะได้สีสันที่แตกต่างกันไป พื้นฐานก็คือห้าธาตุ ได้แก่ แดง ฟ้า ทอง เขียว น้ำตาล
หากนำพลังวิญญาณหลายธาตุมาผสมกัน ก็อาจจะได้สีรุ้งหลากสีสันเลยทีเดียว แต่การเอามาย้อมผมนี่... นับว่าความคิดบรรเจิดเหลือเกินพ่อคุณ!
“อะแฮ่ม… หวังอี้คารวะใต้เท้าทั้งสามขอรับ!”
ขณะที่จัวโส่วชิ่งและอวี่สิ่งกำลังคุยฟุ้งถึงวีรกรรมการกวาดล้างอย่างออกรสออกชาติ ชายหนุ่มผมทองก็ทำหน้าเซ็งเป็ด โอดครวญด้วยความเจ็บใจ “พวกเจ้านี่มันทิ้งเพื่อนชัดๆ เรื่องสนุกๆ แบบนี้ดันไม่รอข้าเลย”
จัวโส่วชิ่งกลอกตาใส่ “ขืนรอเจ้า ป่านนี้หมาคาบไปกินแล้ว ได้ส่วนแบ่งก็หัดหุบปากแล้วยิ้มรับซะบ้างเถอะ มัวแต่บ่นกระปอดกระแปดอยู่นั่นแหละ”
อวี่สิ่งได้แต่ยิ้มขำๆ ไม่ขัดคอ
เสียงทักทายของหวังอี้ดึงดูดความสนใจของทั้งสาม จัวโส่วชิ่งก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมกับแนะนำตัว
“นี่แหละตัวต้นเรื่องผลงานชิ้นโบแดงในครั้งนี้ ชื่อหวังอี้”
“หวังอี้ นี่คือ จั่วชิวหมิง ผู้ดูแลลำดับสามแห่งหอลงทัณฑ์”
“คารวะใต้เท้าจั่วชิวขอรับ”
“ส่วนนี่คืออวี่สิ่ง เจ้าเคยเจอแล้ว”
“คารวะใต้เท้าอวี่ขอรับ”
ไม่ว่าทั้งสามจะทำตัวเป็นกันเองแค่ไหน หวังอี้ก็ยังคงสงวนท่าที โค้งคำนับอย่างนอบน้อม และไม่ปริปากสอดแทรกบทสนทนาแม้แต่ครึ่งคำ
บุคลิกและบรรยากาศรอบตัวของพวกมันช่างขัดกับความโหดเหี้ยมของนิกายโลหิตวิญญาณผกผันเสียจริง นั่นก็เป็นเพราะพวกมันมีตระกูลใหญ่คอยหนุนหลัง ต่อให้ทำตัวไร้เดียงสา รักพวกพ้อง เสเพลไปวันๆ หรือเอาแต่เถียงกันเป็นเด็กๆ ก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายไปจนแก่เฒ่า
แต่ก็ใช่ว่าพวกมันจะโง่เขลาเบาปัญญาหรอกนะ ความไร้เดียงสาเหล่านั้นพวกมันจะแสดงออกเฉพาะกับพวกพ้องที่ไว้ใจได้เท่านั้น นี่แหละคือมิตรภาพลูกผู้ชาย!
ตอนที่เขาได้พบกับจัวโส่วชิ่งตามลำพัง ดูเผินๆ เหมือนจะถูกหลอกง่าย แต่ความจริงแล้วมันรู้ตื้นลึกหนาบางหมดทุกอย่าง
แถมตอนหักหลังฮุบสมบัติศัตรูก็ลงมือได้เหี้ยมเกรียมไร้ความปรานี ยิ่งไปกว่านั้น มันยังหน้าด้านฮุบสมบัติของร้านโอสถสกุลสวีไปหมดเกลี้ยง จะใช้คำว่าโลภโมโทสันมาอธิบายก็คงยังไม่พอ
นี่แหละคือเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า ภายใต้ใบหน้าเปื้อนยิ้มของพวกมัน ล้วนซุกซ่อนสัญชาตญาณดิบเถื่อนแห่งวิถีมารไว้อย่างเต็มเปี่ยม
ส่วนตัวเขานั้นต่างออกไป มีเรื่องให้ต้องคิดหน้าพะวงหลังเยอะแยะไปหมด
เมื่ออยู่คนละขั้วสังคม จะฝืนแทรกตัวเข้าไปก็คงไร้ประโยชน์ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ พวกมันสามคนเป็นแก๊งลูกคุณหนูที่ปลีกวิเวกออกมาจากสังคมมาร แถมยังมีคนจับตาดูความเคลื่อนไหวอยู่ไม่น้อย
การที่พวกมันทำดีด้วย ก็เป็นเพราะเขาสามารถหาผลประโยชน์มาป้อนให้ได้นั่นแหละ
เลือกยืนให้ถูกจุด แล้วชีวิตจะเจริญ!
เมื่อเห็นหวังอี้ยืนนิ่งสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่พูดจาสอดแทรก จัวโส่วชิ่งก็ลอบยิ้มด้วยความชื่นชม ก่อนจะยกมือขึ้นปรามสหายทั้งสองที่กำลังลับฝีปากกันอยู่
“หวังอี้ ข้าไปสืบประวัติเจ้ามาแล้ว”
“จุดเริ่มต้นมาจากทาสวิญญาณ แต่ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งปีก็ไต่เต้าขึ้นมาเป็นศิษย์สายนอกได้ อาศัยเส้นสายของศิษย์สายตรงแห่งยอดเขาโลหิตเยือกแข็ง บำเพ็ญเพียรในฐานะศิษย์สายนอกมาเกือบสิบปี จนตอนนี้ตบะก้าวล่วงเข้าสู่ระดับหลอมปราณขั้นปลายแล้ว”
“ที่ข้าพูดมา ถูกต้องไหม?”
หวังอี้พยักหน้ารับ
“ใต้เท้าจัวสายตาแหลมคมนัก ประวัติชีวิตของผู้น้อยเป็นเช่นนั้นจริงๆ ขอรับ”
“น่าเสียดาย…”
เมื่อเห็นท่าทีที่นอบน้อมถ่อมตนแต่ไม่อ่อนแอของเขา จัวโส่วชิ่งก็กลืนคำพูดเดิมลงคอ แล้วเปลี่ยนน้ำเสียงใหม่
“เจ้ามีแค่รากวิญญาณขยะ อาศัยความทะเยอทะยานอยากมีหน้ามีตา ยอมเอาอายุขัยไปแลกกับตบะจนมาถึงจุดนี้ได้ แต่มันก็สุดทางของเจ้าแล้วล่ะ”
“ตามที่ข้าคิดไว้ตอนแรก ข้ากะจะเลื่อนขั้นให้เจ้าไปเป็นศิษย์สายในของ [ยอดเขาโลหิตปรโลก] แต่ด้วยพรสวรรค์ที่จำกัด ชาตินี้เจ้าก็คงหมดปัญญาทะลวงระดับสร้างรากฐานได้ แถมอายุขัยก็คงเหลืออีกไม่กี่ปี”
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ตำแหน่งศิษย์สายในก็คงไร้ความหมาย เจ้าอยากได้อะไรเป็นรางวัลก็บอกมาตามตรงได้เลย”
คำพูดเหล่านั้นทำเอาหวังอี้ประหลาดใจไม่น้อย
ตามหลักตรรกะของวิถีมาร คนที่หมดประโยชน์ก็มีแต่จะโดนเขี่ยทิ้งเท่านั้น!
แม้เขาจะเอาขุมทรัพย์ก้อนโตมาประเคนให้จัวโส่วชิ่งถึงสองครั้งสองครา แต่ถ้ามองข้ามไปถึงอนาคต เขาก็ไม่ใช่คนที่น่าลงทุนด้วยหรอก เป็นได้แค่เครื่องมือหาความสนุกชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น
การเอาหินวิญญาณฟาดหัวแล้วไล่ตะเพิดไปน่าจะเป็นวิธีที่สมเหตุสมผลที่สุด แต่ฟังจากน้ำเสียงเมื่อครู่ ดูเหมือนอีกฝ่ายตั้งใจจะหยิบยื่นโอกาสในการพลิกชะตาชีวิตให้เขาเสียอย่างนั้น
หวังอี้ครุ่นคิดเพียงครู่เดียว ก่อนจะโพล่งออกไปอย่างเด็ดเดี่ยว
“ใต้เท้าจัวเคยได้ยินชื่อ [คาถาลับครรภ์มารเสวียนหยวน] หรือไม่ขอรับ!”
ประกายความตื่นตะลึงพาดผ่านดวงตาของจัวโส่วชิ่ง
“วิชาลับยกระดับพรสวรรค์ที่เจินจวินเก้ามารเป็นคนปล่อยออกมาน่ะรึ?”
“ถูกต้องแล้วขอรับ ผู้น้อยอยากจะขอวิชานี้ เพื่อเป็นเดิมพันในการพลิกชะตาฟ้า!”
ผู้ดูแลระดับสร้างรากฐานทั้งสามถึงกับมองหน้ากันเลิ่กลั่ก จัวโส่วชิ่งขมวดคิ้วมุ่น
“คาถาลับนี้ ท่านเจินจวินเคยส่งมอบให้นิกาย และเคยถ่ายทอดให้ญาติมิตร แม้ผู้ที่ฝึกฝนสำเร็จจะแทบงมเข็มในมหาสมุทร แต่มันก็ยังถือเป็นยอดวิชาลับอันดับต้นๆ ของใต้หล้า ไอ้หนุ่มเอ๊ย ความกล้าเจ้าไม่เบาเลยนะ!”
หวังอี้ยังคงยืนกรานอย่างหนักแน่น
“ผู้น้อยได้ยินมาว่า ตั้งแต่วิชานี้แพร่หลายออกไปเมื่อห้าร้อยปีก่อน มีผู้บำเพ็ญเพียรนับหมื่นคนลองฝึกฝน ทว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จกลับมีเพียงหยิบมือ ทว่าผู้น้อยเพียงแค่ปรารถนาโอกาสในการฝึกฝนเท่านั้น! ต่อให้ต้องตายก็ไม่เสียใจขอรับ!”