เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 67 ช่องจัดวางหมายเลขสี่

บทที่ 67 ช่องจัดวางหมายเลขสี่

บทที่ 67 ช่องจัดวางหมายเลขสี่


บทที่ 67 ช่องจัดวางหมายเลขสี่

หวังอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เลิกใส่ใจ

จากนั้นเขาก็หันมาสังเกตความเปลี่ยนแปลงของ [ช่องจัดวาง] เพราะตามรูปแบบที่ผ่านมา การที่เขาทะลวงระดับสู่ระดับหลอมปราณขั้นปลาย ก็น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ เกิดขึ้น

[ช่องจัดวาง 1: เคล็ดโลหิตเยือกแข็ง]

[เคล็ดโลหิตเยือกแข็ง(55/100): วันละเจ็ดสิบสองรอบ สิบปีสำเร็จ]

[ช่องจัดวาง 2: เคล็ดโลหิตเยือกแข็ง]

[เคล็ดโลหิตเยือกแข็ง(55/100): วันละเจ็ดสิบสองรอบ สิบปีสำเร็จ]

[ช่องจัดวาง 3: วิชาลับมารศพ (กำลังเติมเต็ม)]

[วิชาลับมารศพ (10/100): วันละหนึ่งพันสี่ร้อยสี่สิบรอบ สิบแปดปีสำเร็จ]

[ช่องจัดวาง 4: ว่างเปล่า]

………………………..

"มีเพิ่มมาแล้ว!"

หวังอี้มองไปที่ช่องจัดวางหมายเลขสี่ด้วยความตื่นเต้น ตอนนี้รูปแบบการทำงานของช่องจัดวางค่อนข้างชัดเจนแล้ว พอทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานเมื่อไหร่ ก็คงจะมีเพิ่มมาอีกช่องแน่ๆ

เป็นแบบนี้แล้ว จะต้องกังวลอะไรกับการแสวงหามรรคาสวรรค์อมตะอีก

นอกจากนี้ การเลื่อนระดับของเคล็ดโลหิตเยือกแข็งก็ดำเนินมาถึงครึ่งทางแล้ว พอใช้สองช่องจัดวางร่วมกัน ประสิทธิภาพก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจริงๆ อีกแค่ไม่กี่ปีเขาก็จะได้วิชาระดับสองมาครองแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความเข้าใจที่ช่องจัดวางส่งมาให้บรรจุเข้าร่างอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทุกอย่างหลอมรวมเป็นสัญชาตญาณ ไม่ต่างอะไรกับที่เขาคิดค้นวิชานี้ขึ้นมาเองเลย เท่ากับว่าวิชานี้จะบรรลุขั้นสมบูรณ์โดยตรง

นี่ถือเป็นประโยชน์มหาศาลต่อการบำเพ็ญเพียรในอนาคตของเขา

ปัจจุบันช่องจัดวางหนึ่งช่องสามารถผลิตพลังวิญญาณได้ '2 เส้น/วัน' ถ้าใส่ทั้งสี่ช่องก็จะกลายเป็น '8 เส้น/วัน' ใช้เวลาแค่ประมาณเจ็ดปีก็สามารถทะลวงสู่ระดับหลอมปราณขั้นที่แปดได้แล้ว

เร็วกว่าเดิมเท่าตัว

ขณะที่กำลังขบคิด หวังอี้ก็รู้สึกว่าเขาไม่ควรใช้มันแบบนี้

ตอนนี้ของที่เขาจำเป็นต้องใส่ลงในช่องจัดวางยังมีไม่มาก วิชาลับมารศพเป็นวิชาที่ต้องใช้เวลาบ่มเพาะระยะยาว ปล่อยมันไว้แบบนั้นแหละดีแล้ว ยังไงซะเขาก็ต้องพึ่งพา ‘น้องชาย’ ในสักวันหนึ่งอยู่ดี

ลำบากชั่วคราว ไม่ได้แปลว่าจะต้องลำบากไปตลอดชีวิต เขาไม่ใช่พวกชอบหาเรื่องลำบากใส่ตัวเสียหน่อย

ลองจัดลำดับความสำคัญดู

วิชาอาคมระดับสองขั้นสูง [ฝ่ามือเสวียนหยิน] มาเป็นอันดับแรก วิชานี้สามารถยกระดับขีดจำกัดพลังรบของเขาได้อย่างมหาศาล และยังช่วยรับมือกับปัญหาที่เกิดจากพวกตัวสร้างรากฐานได้อีกด้วย

สำคัญมากทีเดียว

รองลงมา

เศษเสี้ยววิชาหลอมโอสถระดับสาม [วิชาหลอมโอสถมังกรเหมันต์] ได้บรรลุขั้นสมบูรณ์มาระยะหนึ่งแล้ว จากการสังเกตการทำงานของช่องจัดวางที่ผ่านมา การเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปนั้นทำได้ง่ายกว่าและใช้เวลาน้อยกว่าการยกระดับขีดจำกัดเสียอีก

ตอนนี้ปัจจัยต่างๆ ของเขาเรียกได้ว่ามาถึงขีดจำกัดแล้ว ถ้าอยากจะเร่งความเร็วไปอีก ก็มีแค่สองทางเลือก คือหนึ่ง ศึกษาค้นคว้าโอสถที่เหมาะสมกับการเลื่อนระดับได้ดีกว่าโอสถโลหิตเยือกแข็งระดับสมบูรณ์

หรือสอง หาวิชาลับวิถีมารที่ช่วยยกระดับพรสวรรค์ให้ได้

นอกจากนี้ สูตรโอสถ [โอสถมังกรเหมันต์] ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าเอาลงในช่องจัดวาง เพราะวิชาหลอมโอสถนี้จำเป็นต้องใช้ 'เพลิงเหมันต์' ควบคู่กัน ถึงจะดึงความพิเศษของมันออกมาได้เต็มที่

หากเขาอยากจะเล่นแร่แปรธาตุกับโอสถ หวังอี้รู้สึกว่าการหลอม [โอสถมังกรเหมันต์] ให้สำเร็จ จะเป็นกุญแจสำคัญในการไขปัญหานี้

ช่องจัดวางหมายเลขสี่ควรจะใส่อะไรดีนะ ช่างเลือกยากเสียจริง

หลังจากไตร่ตรองอยู่นาน

[ช่องจัดวาง 4: ฝ่ามือเสวียนหยิน]

[ฝ่ามือเสวียนหยิน (20/100): วันละเก้ารอบ แปดปีสำเร็จ]

เอาพลังรบก่อนก็แล้วกัน!

วัตถุดิบหลอมโอสถมังกรเหมันต์ยังหามาได้ไม่ครบ แก่นอสูรของสัตว์อสูรประเภทงูธาตุน้ำแข็งระดับสองก็ยังไม่ตกถึงมือ เขาเดาว่าคงต้องกลับไปที่นิกายก่อน ถึงจะมีโอกาสได้มันมา

ยิ่งไปกว่านั้น การออกเดินทางอยู่ข้างนอกแบบนี้ การเสริมสร้างพลังรบให้แข็งแกร่งย่อมสำคัญที่สุด

ถึงแม้ระดับตบะจะไม่เพิ่มขึ้นในเร็วๆ นี้ แต่วิชาอาคมสามารถช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เขาได้อย่างต่อเนื่อง เขาใช้ 'หยาดไขกระดูกหยิน' ไปสองหยดจากที่มีอยู่สามหยด ฝึกฝนจนก้าวหน้าไปได้ 20 หน่วย ช่วยประหยัดเวลาไปได้ถึงสองปีเต็ม

ปล่อยไว้แบบนี้ไปก่อนก็แล้วกัน

เวลาล่วงเลยไปอีกสามเดือน เข้าสู่ช่วงกลางเดือนสิบสองในปีที่ห้า พลังวิญญาณของหวังอี้แปรสภาพเป็นกึ่งของเหลวอย่างสมบูรณ์ ดอกเสวียนจิงไม่มีผลต่อเขาอีกต่อไป

คุณภาพของพลังวิญญาณเรียกได้ว่ามาถึงขีดสุดเท่าที่ระดับหลอมปราณจะทำได้ นี่ก็ถือเป็นการยกระดับความแข็งแกร่งอย่างหนึ่ง เพียงแต่ไม่เห็นผลชัดเจนนักก็เท่านั้น

นับจากวันที่เขาออกจากนิกายมา นี่ก็ผ่านไปเกือบสามปีแล้ว

จากระดับหลอมปราณขั้นที่ห้าก้าวกระโดดมาจนถึงขั้นที่เจ็ด ก็ถือว่าเขาได้ผ่านการลอกคราบครั้งย่อมๆ มาแล้ว

ดังคำกล่าวที่ว่า เมื่อความสงบมาเยือน จิตใจก็เริ่มคันไม้คันมืออยากหาเรื่องใส่ตัว โดยเฉพาะเรื่องโบราณสถานวังบาดาลใต้ภูเขากระดูกดำ พวกซือถูหงทั้งสามคนไม่ได้เปิดเผยข้อมูลอะไรให้เขาฟังเลย

ตอนนี้ความโลภจึงเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ก็แหงล่ะ วิชาลับ [เนตรทมิฬไท่หยิน] ก็ได้มาจากโบราณสถานนั่นแหละ วิชาสืบทอดระดับวิญญาณแรกกำเนิดนี่มีค่าควรเมืองเลยทีเดียว

เขายังจำศิลาจารึกอักขระมารในหอคัมภีร์ได้

บางทีหลิ่วจินเซียนอาจจะพอรู้เรื่องอักขระมารโบราณอยู่บ้างก็ได้ ถ้าได้ลองขอคำชี้แนะจากนางสักหน่อย ไม่เพียงแต่จะอ่านเนื้อหาบนศิลาจารึกรู้เรื่อง แผ่นแพรปริศนาที่ได้จากสวีเจียวเจียวก็อาจจะได้นำมาใช้ประโยชน์ด้วย

"อักขระมารไม่น่าจะเข้าใจยากขนาดนั้นหรอก ขนาดสวีเจียวเจียวยังศึกษาจนรู้เรื่องได้เลย แล้วทำไมข้าจะทำไม่ได้"

คิดได้ดังนั้น หวังอี้ที่เก็บตัวเงียบอยู่ในถ้ำบำเพ็ญเพียรชั่วคราวมาพักใหญ่ ก็ตัดสินใจออกจากถ้ำไปหยั่งเชิงหลิ่วจินเซียนดูเสียหน่อย

............

............

"ศิษย์น้องหวังกลับไปเถอะ ข้ากำลังเร่งปรับปรุงกู่ผึ้งให้สมบูรณ์ ไม่มีเวลามานั่งจับเข่าคุยกับเจ้าหรอกนะ"

เสียงดังทะลุประตูหินออกมา หวังอี้บิดปลายเท้าไปมาด้วยความรู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย 'จับเข่าคุยกัน' นี่มันฟังดูสนิทสนมเกินไปหน่อยนะ

ดูจากพฤติกรรมตอนที่ได้ใกล้ชิดกันก่อนหน้านี้ การที่ไม่มีศิษย์ยอดเขากู่พิษมาคอยหนุนหลัง ศิษย์พี่หลิ่วผู้นี้ก็สามารถลดความแข็งกร้าวและพูดจาอ่อนโยนลงได้เหมือนกัน

ในเมื่ออีกฝ่ายไม่อยากจะสนทนาด้วย หวังอี้ก็ไม่อยากจะเซ้าซี้ เขาเพียงกล่าวทักทายสองสามคำแล้วก็ขอตัวลา

เป้าหมายที่สองคือกู่เจิ้งซุ่น

น่าเสียดายที่ศิษย์พี่กู่ผู้นี้มีท่าทีต่อต้านอย่างหนัก ไม่ว่าหวังอี้จะตะโกนเรียกอยู่หน้าค่ายกลอย่างไร เขาก็ไม่ยอมปริปากตอบโต้ เห็นได้ชัดว่าเขากลัวจะถูกจับมาเชือด

"แปลกแฮะ ข้าเองก็ไม่ใช่พวกกระหายเลือดสักหน่อย ทำไมถึงได้กลัวข้ากันขนาดนี้นะ"

เขาแอบบ่นอุบอิบในใจ

ขณะที่กำลังจะมุ่งหน้าไปหาเป้าหมายที่สามอย่างซือถูหง ฝีเท้าของหวังอี้ก็ต้องชะงักงัน

หรือว่า พวกเขาจะเดาเรื่องที่ข้าทำลงไปในช่วงที่ผ่านมาได้แล้ว? ไม่น่าจะใช่นะ ความขัดแย้งภายในระหว่างยอดเขาเบญจหยินกับยอดเขากู่พิษ มันเกี่ยวอะไรกับข้าเล่า

อย่างมากก็แค่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์เท่านั้นเอง ตลอดมาก็ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมหรือยุยงปลุกปั่นด้วยความประสงค์ร้ายเสียหน่อย

ไม่นานนัก

ณ ถ้ำบำเพ็ญเพียรชั่วคราวบริเวณชายขอบของภูเขากระดูกดำ หวังอี้ตะโกนเรียกเสียงดัง "ศิษย์พี่ซือถู คนแซ่หวังมาเยี่ยมเยียนแล้วขอรับ"

….เงียบกริบ!

ไม่อยู่หรือ? หวังอี้ขมวดคิ้วแน่น

ตอนนี้ภูเขากระดูกดำทั้งสามยอดถูกสิงโตกระดูกเจิงระดับสองยึดครองไปหนึ่งยอด พวกเขาแทบจะไม่ได้อาศัยอยู่บนนั้นเลย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องไปเก็บดอกเสวียนจิงหรือไม้กระดูกดำหรอก

ส่วนเจ้าศพปีศาจระดับสร้างรากฐานนั่นก็ไม่เคยโผล่ออกมาจากโบราณสถานเลย จึงไม่ต้องกังวลอะไรมาก

หลิ่วจินเซียนอยู่ไกลออกไป กู่เจิ้งซุ่นก็มีค่ายกลคุ้มครอง มีเพียงซือถูหงเท่านั้นที่ขุดถ้ำชั่วคราวอยู่ตรงชายขอบของภูเขากระดูกดำฝั่งขวา เพื่อความสะดวกในการเลี้ยงผี

วิชาควบคุมผีของยอดเขาเบญจหยินไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร แต่พวกเขามักจะเลี้ยงเฉพาะผีหลักเท่านั้น นั่นก็คือ ระดับหลอมปราณหนึ่งตน ระดับสร้างรากฐานหนึ่งตน ระดับแก่นทองคำหนึ่งตน เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

มีส่วนคล้ายกับผู้บำเพ็ญเพียรสายควบคุมสัตว์อสูรอยู่บ้าง

วิธีการเลี้ยงผีแบบนี้เน้นไปที่ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง การโจมตีกลุ่มขนาดเล็กก็มีข้อได้เปรียบอย่างมาก เมื่อผนวกกับการใช้อาวุธวิเศษอย่าง [ธงเรียกวิญญาณ] พวกเขาก็แทบจะกุมความได้เปรียบในการต่อสู้ทุกรูปแบบ

จึงสามารถครองอันดับหนึ่งในสี่ของนิกายโลหิตวิญญาณผกผันได้อย่างมั่นคง

ตะโกนเรียกตั้งหลายครั้งก็ไม่มีเสียงตอบรับ หวังอี้กำลังจะหมุนตัวกลับ แล้วค่อยหาโอกาสมาใหม่คราวหน้า ทว่ามุมปากของเขากลับกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มพริ้มพราย

"เนตรทมิฬไท่หยิน จงปรากฏ~"

ดวงตาทั้งสองข้างแปรเปลี่ยนเป็นรูปจันทร์เสี้ยว สายตาสามารถทะลวงผ่านโขดหินและค่ายกลเข้าไปมองเห็นดวงไฟวิญญาณแห่งชีวิตของคนเป็นที่ซ่อนอยู่ภายในได้

ดูเหมือนว่าทุกคนจะพากันหลบหน้าข้าสินะ

เสียงของเขาดังขึ้นอีกหลายระดับ

"ศิษย์พี่ซือถู เหตุใดจึงไม่ยอมพบหน้าข้า!!"

จบบทที่ บทที่ 67 ช่องจัดวางหมายเลขสี่

คัดลอกลิงก์แล้ว