- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 60 ความก้าวหน้าของการบำเพ็ญเพียร
บทที่ 60 ความก้าวหน้าของการบำเพ็ญเพียร
บทที่ 60 ความก้าวหน้าของการบำเพ็ญเพียร
บทที่ 60 ความก้าวหน้าของการบำเพ็ญเพียร
ภูเขากระดูกดำ
หวังอี้กลับมายังที่พักชั่วคราวของตนบนภูเขากระดูกดำลูกที่สาม เนื่องจากผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณขั้นปลายพากันยกโขยงออกไปจนหมด พวกที่หลงเหลืออยู่บนภูเขาทั้งสามลูกจึงมีแต่พวกปลายแถวทั้งนั้น
เมื่อมองจากมุมของเขา ฝั่งของซือถูหงและหลิ่วจินเซียนยังคงทิ้งคนไว้เป็นจำนวนมาก คนส่วนน้อยกำลังดูดซับประโยชน์ที่ได้จากดอกเสวียนจิง
คนส่วนใหญ่กำลังซ่อมแซมที่พักและลาดตระเวนป่าไม้กระดูกดำ
ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่ามีใครบางคนจู่ๆ ก็กลับมา
ส่วนค่ายที่พักฝั่งของกู่เจิ้งซุ่นยังคงถูกหมอกดำปกคลุมจนมองเห็นไม่ชัดเจน
หลังจากจัดวาง [ค่ายกลโลหิตหมอกเร้นวิญญาณ] เสร็จสิ้น เขาก็โคจรพลังรักษาอาการบาดเจ็บทันที โดยเฉพาะพลังวิญญาณหยินจำนวนมหาศาลที่ได้จากการฝึก ‘วิชาลับมารศพ’ ล้วนถูกถ่ายเทเข้าไปในแขนซ้าย เพื่อให้รอยต่อที่หักค่อยๆ สมานตัว
เพียงแต่ความเร็วนั้นค่อนข้างเชื่องช้าไปสักหน่อย
คนทั้งหกที่เขาสังหารไปในภายหลัง ยังนำรายได้มาให้เขาราวๆ สามพันก้อนหินวิญญาณ พร้อมด้วยโอสถระดับหนึ่งขั้นต่ำและวัตถุดิบวิญญาณอีกจำนวนมาก
ของที่มีประโยชน์กับเขามีไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะหนักไปทางอาวุธวิเศษเสียมากกว่า
เขาคัดเลือกของสองชิ้นจากกองพะเนินนั้นออกมาหลอมรวม ชิ้นแรกคือ ‘แส้คมทอง’ ของศิษย์ร่วมสำนักแซ่หยวน ซึ่งสามารถนำมาใช้แทนที่โซ่ตรวนวิญญาณปรโลกในมือเขาได้
อีกชิ้นหนึ่งเป็น ‘โล่เกล็ดนิล’ อาวุธวิเศษระดับสูงที่หนึ่งในสามคนที่เฝ้าทางหนีทีไล่อยู่มอบให้ฟรีๆ ประสิทธิภาพการป้องกันของมันดีกว่าระฆังทองแดงเสียอีก ติดก็ตรงที่มีข้อจำกัดเรื่องมุมการป้องกันอยู่บ้าง
ไม่สามารถป้องกันได้รอบทิศทาง แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร
รายได้ที่เป็นกอบเป็นกำที่สุด ก็ยังคงเป็นดอกเสวียนจิง จำนวนดอกเสวียนจิงระดับหนึ่งนั้นทะลุหลักพัน หรืออาจจะเกินสองพันดอกไปแล้วด้วยซ้ำ
ส่วนดอกเสวียนจิงระดับสองก็มีเกือบสองร้อยดอก
ด้วยจำนวนที่มหาศาลปานนี้ ต่อให้เขาจะมีพรสวรรค์รากวิญญาณขยะ ก็ยังสามารถใช้ทรัพยากรเหล่านี้ถมจนสร้างผลลัพธ์ ‘พลังวิญญาณแปรสภาพเป็นปราณแท้ครึ่งส่วน’ ได้
นอกเหนือจากนี้ ทรัพย์สินส่วนตัวของเขายังทะลุหนึ่งหมื่นก้อนหินวิญญาณเป็นครั้งแรก หากสามารถจัดการเอาศพและของใช้จุกจิกไปขายได้ ก็อาจจะได้หินวิญญาณเพิ่มมาอีกสักสามพันก้อน
เพิ่งจะออกจากบ้านมาได้ไม่เท่าไร ก็กอบโกยความมั่งคั่งมาได้มากถึงเพียงนี้
แน่นอนว่า นี่ก็เกี่ยวกับการที่เขาฆ่าแต่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณขั้นปลายด้วย เมื่อไปถึงระดับนั้น ไม่มากก็น้อยย่อมมีความปรารถนาที่จะทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐาน พวกมันจึงมักจะประหยัดและสะสมรอมริบโดยไม่รู้ตัว
หากเป็นการสังหารระดับหลอมปราณขั้นกลาง คงไม่มีทางได้ลาภลอยเช่นนี้แน่
ผู้บำเพ็ญเพียรพวกนั้น สิ่งที่มีค่าที่สุดก็คือร่างกายของพวกมันต่างหาก!
พักฟื้นอยู่สามวัน
ใต้ดินยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ และไม่เห็นมีใครกลับมา หวังอี้จึงใช้คาถาเร้นราตรีออกจากภูเขากระดูกดำ ไปหาถ้ำธรรมชาติบริเวณชายขอบชีพจรวิญญาณเพื่อซ่อนตัว
การทำเช่นนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้พวกของหลิ่วจินเซียนพุ่งพรวดพราดขึ้นมาจากใต้ดิน แล้วเขาที่มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการฝึกบำเพ็ญเพียรจะไหวตัวไม่ทัน
หากถูกคนนับร้อยล้อมกรอบ เขาที่ไม่ได้ถนัดเรื่องความเร็วก็คงตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นการอยู่ห่างจากภูเขากระดูกดำ แล้วคอยเฝ้าสังเกตการณ์พร้อมกับบำเพ็ญเพียรอยู่แถวชายขอบจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ขอเพียงทะลวงสู่ระดับหลอมปราณขั้นหก แล้วหยิบยืมพลังของดอกเสวียนจิงเพื่อทะลวงเข้าสู่ระดับหลอมปราณขั้นปลาย ถึงตอนนั้นจึงจะเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมให้เขาลงไปในวังบาดาลอีกครั้ง
การปล่อยให้ [ช่องจัดวาง] ฝึกฝนไปเองนั้น ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาสภาพแวดล้อมใดๆ
ความเร็วในการฝึกบำเพ็ญเพียรด้วยตัวเองของหวังอี้นั้นเชื่องช้าจนน่ากลัว แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย
ดังนั้น นอกจากการโคจรพลังเพื่อหลอมรวมโอสถโลหิตเยือกแข็งระดับสูงสุดในชีวิตประจำวันแล้ว เขาจึงแทบไม่ต้องพึ่งพาชีพจรวิญญาณเลย
เวลาที่เหลือจึงถูกใช้ไปกับการอาศัย ‘หยาดไขกระดูกหยิน’ เพื่อฝึกฝน ‘ฝ่ามือเสวียนหยิน’ ซึ่งเป็นคาถาระดับสองขั้นสูง การฝึกฝนวิชานี้นับว่ายากลำบากยิ่งนัก
โชคดีที่มีของวิเศษคอยช่วยเหลือ อีกทั้งผ่านการดัดแปลงร่างกายด้วย ‘วิชาลับมารศพ’ มาแล้ว พรสวรรค์ด้านธาตุหยินเย็นของเขาจึงเพิ่มขึ้นมาบ้าง
การฝึกฝนวิชานี้แบ่งออกเป็นสามขั้น
ขั้นแรก สามารถควบแน่นหมัดที่ยาวราวหนึ่งจั้งโดยใช้แขนของตนเองเป็นรากฐาน ทว่าไม่สามารถแยกออกจากร่างกายได้
ขั้นที่สอง สามารถควบแน่นหมัดยักษ์สีเทาดำออกมาได้สองข้าง ทั้งยังสามารถแยกออกจากร่างกาย และควบคุมได้อย่างอิสระในรัศมีหนึ่งร้อยเมตร
ซูชิงซานอยู่ในขั้นที่สองนี้ ซึ่งเรียกว่า “สำเร็จขั้นต้น”!
ขั้นที่สาม ฝ่ามือเสวียนหยินบรรลุขั้นสูงอย่างแท้จริง ไม่เพียงแต่จะมีแค่หมัด แต่ยังสามารถควบแน่นท่อนแขนออกมาได้ ขนาดเล็กสุดคือหนึ่งจั้ง ใหญ่สุดถึงสามจั้ง ล้วนสามารถควบแน่นและใช้งานได้อย่างอิสระพลิกแพลงภายในรัศมีของสัมผัสเทวะ
ตามปกติแล้ว เมื่อบรรลุถึงขั้น “ขั้นสูง” การฝึกฝนวิชาแขนงหนึ่งก็ถือว่าเสร็จสมบูรณ์
ทว่าหากต้องการบรรลุถึง “ขั้นสมบูรณ์แบบ” ซึ่งเทียบเคียงได้กับขอบเขตของผู้คิดค้นวิชา หากไม่ใช่ผู้ที่มีความรู้แจ้งเป็นเลิศ ย่อมยากยิ่งนัก!
ประโยชน์และความสะดวกสบายของวิชาขั้นสมบูรณ์แบบ หวังอี้ย่อมรู้ซึ้งเป็นอย่างดี
ความรู้สึกที่สามารถพลิกแพลงได้อย่างลื่นไหลไร้ที่ติ ซ้ำยังสามารถนำไปต่อยอดและประยุกต์ใช้ในการต่อสู้จริงได้หลากหลายรูปแบบนั้น ช่างเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมเหลือเกิน
เขาให้ความสำคัญกับวิชานี้มาก ทว่าน่าเสียดายที่ไม่มี [ช่องจัดวาง] ว่างเหลือให้ใช้
จากนั้นก็มาถึงของล้ำค่าชิ้นที่สองที่เขาเก็บเกี่ยวมาได้
หยกสัมผัสเทวะที่แย่งชิงมาจากศพปีศาจระดับสร้างรากฐาน ภายในนั้นบันทึกมรดกวิชาลับประเภทเนตรที่ลึกล้ำยิ่งนัก
[เนตรทมิฬไท่หยิน]!
มันก็เหมือนกับ ‘วิชาลับมารศพ’ ที่เป็นวิชาลับประเภทดัดแปลงร่างกาย เพียงแต่มันบริสุทธิ์กว่ามาก เพราะออกฤทธิ์เฉพาะกับดวงตาทั้งสองข้างเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังเป็นหยกมรดก ซึ่งมีเนื้อหาทั้งหมดสี่ขั้น
ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรของหวังอี้ในปัจจุบัน สามารถปลดผนึกเนื้อหาได้แค่ขั้นที่หนึ่งเท่านั้น
ไม่มีอะไรต้องพูดให้มากความ หลังจากพินิจดูครู่หนึ่ง เขาก็โยนมันเข้าไปใน [ช่องจัดวาง] เพื่อตรวจสอบทันที
[ช่องจัดวาง 3: เนตรทมิฬไท่หยิน]
‘เนตรทมิฬไท่หยิน (0/100): ฝึกฝนวันละยี่สิบสี่ครั้ง ใช้เวลาหนึ่งปีจึงจะสำเร็จ’
ระยะเวลาหนึ่งปี ไม่สั้นเลย
ในบรรดาวิชาระดับหนึ่งทั้งหมดที่หวังอี้เคยฝึกมา วิชานี้ใช้เวลายาวนานที่สุด แก่นแท้ของการฝึกฝนวิชาเนตรนี้ก็คือการดัดแปลงดวงตา
จำเป็นต้องใช้ของวิเศษชนิดพิเศษที่เรียกว่า ‘น้ำค้างก่วงหาน’ เดือนละหนึ่งหยดเป็นตัวช่วย และต้องดึงดูด ‘แสงจันทร์ไท่หยิน’ ที่แท้จริงมาหล่อเลี้ยงดวงตาทั้งสองข้าง
แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาจากดวงดาวไท่หยินก็ถือเป็นแก่นสารแห่งฟ้าดินระดับสูงชนิดหนึ่ง การนั่งสมาธิดูดซับเอาดื้อๆ นั้นย่อมไม่ได้ผล เว้นเสียแต่ว่าจะมีเคล็ดวิชาที่สอดคล้องกัน หรือใช้ค่ายกลชนิดพิเศษช่วย
ดังนั้น หวังอี้จึงทำได้เพียงพึ่งพา [ช่องจัดวาง] ในการฝึกฝน
ในทางกลับกัน วิชาลับมารศพยังทำได้แค่ดึงดูดพลังวิญญาณหยินเข้ามาเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าวิชาลับนี้อาจจะอยู่เหนือกว่าเสียด้วยซ้ำ! นี่ยังเป็นแค่ขั้นที่หนึ่ง การแบ่งออกเป็นสี่ขั้น บางทีอาจจะสอดคล้องกับขอบเขตระดับใหญ่ทั้งสี่ของผู้บำเพ็ญเพียรก็เป็นได้
อย่างขี้เหร่ก็คงเป็นวิชาลับระดับวิญญาณแรกกำเนิด การใช้แขนศพพลังเทวะหนึ่งข้างแลกมา นับว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม!
ปัจจุบันวิชาลับมารศพได้เริ่มต้นเข้าสู่ขั้นสมบูรณ์แบบแล้ว [ช่องจัดวาง] ได้ชดเชยเวลาไปหนึ่งปีกับอีกหนึ่งเดือน ยังขาดอีกตั้งสิบเก้าปีถึงจะได้ฉบับเต็มมา
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หวังอี้ก็รู้สึกว่าช่วงนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน ‘น้องชาย’ เท่าไรนัก สู้เอา ‘เนตรทมิฬไท่หยิน’ ใส่ลงไปในช่องจัดวางหมายเลขสามเลยจะดีกว่า
วิชาเนตรนี้สอดคล้องกับตัวเขามาก สรรพคุณที่บรรยายไว้ก็ค่อนข้างจะพิสดารล้ำลึก มีเพียงต้องทดลองสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้นถึงจะเข้าใจ
ด้วยเหตุนี้ หวังอี้จึงเข้าสู่สถานะการเก็บตัวบำเพ็ญเพียร
หลอมรวมพลังแห่งโอสถ ฝึกฝนฝ่ามือเสวียนหยิน และทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายแบบวันต่อวัน
ครึ่งปีต่อมา ซึ่งเป็นช่วงปลายปีแรกของการมาถึงภูเขากระดูกดำ
เดือนสิบเอ็ด ปีที่สามของชีวิตศิษย์สายนอก โอสถโลหิตเยือกแข็งระดับสูงสุดครึ่งเม็ดที่เหลือถูกหลอมรวมจนเสร็จสิ้น พลังวิญญาณเพิ่มขึ้นห้าสิบสาย ผลลัพธ์จาก [ช่องจัดวาง] เพิ่มขึ้นอีกหกสิบสาย
การฝึกฝนด้วยตัวเองเพิ่มขึ้นสามสาย ซึ่งส่วนนี้มาจากการต่อสู้ด้วยความถี่สูงในระยะเวลาสั้นๆ ดูเหมือนว่าจะช่วยเร่งความเร็วในการฝึกบำเพ็ญเพียรของเขาได้บ้าง มีน้อยก็ยังดีกว่าไม่มี
ปัจจุบันระดับการบำเพ็ญเพียรพลังวิญญาณที่เขาสะสมไว้ทะยานขึ้นไปถึง 536 สายแล้ว
เมื่อกลืนโอสถโลหิตเยือกแข็งระดับสูงสุดเม็ดใหม่ลงไป เขายังต้องทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายอีกสองปีครึ่ง กว่าจะถึงจุดคอขวดของการทะลวงระดับ
ภาระหนักอึ้ง หนทางยาวไกล
ระหว่างทางสามารถกลืนโอสถโลหิตเยือกแข็งระดับสูงสุดเม็ดที่สามได้ ประเมินคร่าวๆ ว่าต้องใช้เวลาราวสองปี ซึ่งความเร็วระดับนี้ถือว่าไม่ช้าเลย
แต่ถ้าพิจารณาจากสถานการณ์บนภูเขากระดูกดำ ความแข็งแกร่งแค่นี้ดูท่าจะไม่ค่อยพอใช้เสียแล้ว