- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 59 ปลีกตัวหลบหนี
บทที่ 59 ปลีกตัวหลบหนี
บทที่ 59 ปลีกตัวหลบหนี
บทที่ 59 ปลีกตัวหลบหนี
ของก็ตกถึงมือแล้ว แม้จะต้องแลกกับแขนศพพลังเทวะไปหนึ่งข้าง หวังอี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคุ้มค่าหรือไม่ แต่ในเมื่อทำไปแล้ว มานึกเสียใจตอนนี้ก็ไร้ประโยชน์ ได้แต่หวังว่าแผ่นหยกนี้จะคุ้มค่ากับความสูญเสียของเขา
มุมปากของเขากระตุกยิ้ม โดยไม่สนว่าศพปีศาจจะฟังรู้เรื่องหรือไม่ เขาเอ่ยขึ้นว่า “อยากได้คืนรึ? มาหาข้าที่ตำหนักควบจันทร์สิ!”
สิ้นคำ ร่างของเขาก็พุ่งพรวดออกจากหอคัมภีร์ในชั่วพริบตา
คาถาเร้นราตรีถูกขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลัง เขาทาบตัวติดเพดานแล้วเลื้อยไปตามเสาสีแดงราวกับจิ้งจก กลิ่นอายถูกปิดกั้นไว้อย่างมิดชิดจนถึงขีดสุด
เบื้องล่างบันได ร่างลวงตาของหวังอี้แปดเก้าสายกำลังวิ่งกระจัดกระจายหลบหนีไปคนละทิศคนละทาง เพื่อดึงดูดความสนใจจากเบื้องหน้า
ศพปีศาจพุ่งทะลวงประตูจนแหลกละเอียดตามออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว
เพียงแวบแรกมันก็แยกแยะร่างจริงร่างลวงตาออก แต่ด้วยจำนวนที่มากเกินไป แถมยังกระจัดกระจายกันอยู่ พอมองซ้ายทีขวาที ร่างเหล่านั้นก็ถูกกำแพงตำหนักบดบังจนหายลับไปหมดแล้ว
มันยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง โดยไม่มีความคิดที่จะแหงนหน้าขึ้นมองแม้แต่น้อย ทว่ากลับพุ่งตรงไปยังทิศทางของตำหนักควบจันทร์ซึ่งอยู่บนยอดสุดของบันไดแทน ตลอดทางมีไอศพพวยพุ่งตลบอบอวล ราวกับมารร้ายเพิ่งจุติก็ไม่ปาน
เมื่อเห็นเช่นนั้น หวังอี้ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เขาเองก็ไม่มั่นใจนักว่าคาถาเร้นราตรีจะได้ผลหรือไม่ แต่จากที่เห็นตอนนี้ การพรางกลิ่นอายนับว่าทำได้ดีทีเดียว ไม่รู้ว่าหากต้องเผชิญหน้ากันตรงๆ จะถูกมองทะลุหรือไม่
เขาใช้ปลายเท้าแตะพื้นอย่างแผ่วเบา
หวังอี้ค่อยๆ ดัดแขนซ้ายที่บิดเบี้ยวให้กลับมาตรงทีละนิ้วๆ แม้จะยังขยับไม่ได้ แต่ดูภายนอกก็เหมือนไม่มีอะไรผิดปกติแล้ว
คาดว่าสภาพพิการเช่นนี้คงต้องเป็นไปอีกสักพัก
วิชาลับมารศพสามารถค่อยๆ ซ่อมแซมมันได้ การใช้ ‘โอสถโลหิตหยิน’ ที่ควบแน่นจากวิชาลับก็จะยิ่งทำให้การฟื้นฟูรวดเร็วขึ้น แต่ของพรรค์นี้จำเป็นต้องรักษาสมดุลของ ‘ปราณมรณะ’ เอาไว้ให้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้ปราณมรณะแทรกซึมเข้าสู่ไขกระดูก จนบั่นทอนอายุขัย
ประเมินคร่าวๆ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสักหนึ่งปีถึงจะหายดี
สภาพแบบนี้... หวังอี้ตัดสินใจไม่ไปตำหนักควบจันทร์แล้ว ปล่อยให้สามคนนั้นไปสู้รบปรบมือกับศพปีศาจเอาเองเถอะ วังบาดาลก็อยู่ใต้ภูเขากระดูกดำแห่งนี้
ระยะเวลาประจำการห้าปี เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนสำรวจให้หมดในคราวเดียว
อีกอย่าง แค่หอคัมภีร์ยังเจอศพปีศาจระดับสร้างรากฐาน แล้วใครจะรู้ว่าที่ตำหนักควบจันทร์จะมีอันตรายอะไรรออยู่ ที่นั่นเห็นชัดว่าต้องมีความสำคัญมากกว่า ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณอย่างเขาไม่ควรเอาชีวิตไปเสี่ยง
การถอยในเวลาที่ควรจะถอย นับเป็นความคิดที่เข้าท่าไม่เลว
เขารีบถอยกลับมาตลอดทาง
ศิษย์ยอดเขากู่พิษหลายคนที่จับกลุ่มกันอยู่ เห็นบาดแผลฉกรรจ์ชุ่มเลือดบนหน้าอกของหวังอี้ บ้างก็หัวเราะเยาะ บ้างก็ทำเป็นมองไม่เห็น แต่ก็ไม่มีใครเข้ามาขัดขวาง
พวกมันมองส่งเขาจนเดินกลับเข้าไปในถ้ำทางเข้าวังบาดาล แล้วจึงเริ่มจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเสียงดัง
พักใหญ่ต่อมา
ก่อนจะถึงปากหลุมทางออกสู่ด้านบน ผู้บำเพ็ญเพียรสามคนที่อยู่เฝ้าทางหนีทีไล่กำลังเช็ดทำความสะอาดอาวุธวิเศษ ข้างกายพวกมันมีซากสิงโตกระดูกเจิงนอนตายอยู่หลายตัว เห็นได้ชัดว่าเพิ่งผ่านการต่อสู้ดุเดือดมาหมาดๆ
เมื่อเห็นหวังอี้เดินมา ทั้งสามคนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นมีคนหนึ่งก้าวออกมายืนขวางทางไว้ “หยุดก่อน หวังอี้ จู่ๆ เจ้าถอยกลับมาเช่นนี้ หรือว่าข้างหน้าเกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
“หาเป็นเช่นนั้นไม่”
หวังอี้หยุดเท้าและอธิบายอย่างใจเย็น
“สุดปลายถ้ำ เป็นซากวังบาดาลของนิกายโบราณ ตอนนี้ทุกคนกำลังแยกย้ายกันสำรวจหาสมบัติและโชควาสนากันอยู่
“ข้าได้รับบาดเจ็บโดยบังเอิญ ไม่มีแรงจะไปแย่งชิงกับใครเขาแล้ว จึงถอยกลับมาแจ้งข่าวให้พวกท่านทราบ หากอยากได้โชควาสนา ก็รีบไปสำรวจวังบาดาลเถิด”
พูดจบ เขาก็ทำท่าจะใช้อาวุธวิเศษบินจากไป
ทั้งสามคนสบตากัน แววตาของพวกมันฉายชัดถึงความโลภ คนที่เป็นหัวหน้าถึงกับตวาดกร้าวขึ้นว่า “ข้าว่าเจ้าได้ของวิเศษมา แล้วแสร้งทำเป็นบาดเจ็บเพื่อจะหนีเอาตัวรอดมากกว่า ส่งของมาเสีย แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”
…………
…………
“รนหาที่ตาย!”
หวังอี้สะบัดแขนเสื้ออย่างเย็นชา ก่อนจะเหยียบแพรดำทะยานขึ้นฟ้าไป
เบื้องล่าง ศีรษะสามหัวถูกแทงทะลุด้วยหนามน้ำแข็งและแขวนไว้บนผนังถ้ำอย่างเรียบร้อย ศพที่แหลกเหลวจนแทบดูไม่ได้กองสุมรวมกันจนไม่มีประโยชน์จะนำไปทำอะไรได้อีก
ต่อให้ไม่มีแขนศพพลังเทวะ ทักษะคาถาอาคมของเขาก็ยังอยู่เหนือศิษย์ระดับหลอมปราณขั้นปลายทั่วไปเหล่านี้ การฆ่าพวกมันก็ง่ายดายดั่งบี้มด
ห้าลมหายใจต่อมา
ณ ปากหลุมด้านบน หวังอี้มีสีหน้าเย็นชา รวบรวมพลังวิญญาณไว้ที่ลำคอแล้วพ่นลงไปด้านล่าง พลันเกิดหมอกเย็นยะเยือกแผ่ขยายเป็นวงกว้าง
ผลึกน้ำแข็งเกาะตัวบนผนังถ้ำ หนามน้ำแข็งงอกเงยออกมาเรียงรายหนาแน่น เขากระชับกระบี่ลายน้ำแข็งซึ่งเป็นอาวุธวิเศษระดับสูงไว้ในมือ กระตุ้นให้มันขยายขนาดเป็นกระบี่ยักษ์แล้วฟาดทำลายหลุมทางเข้านี้จนราบคาบ
ตอนขาลง หลิ่วจินเซียนมีขุนพลคู่ใจสิบแปดคน หวังอี้สังหารไปก่อนสี่คน จากนั้นก็จัดการอีกสาม บวกอีกสาม รวดเดียวสิบคน ถือว่าแตกหักกันอย่างสมบูรณ์ ขืนปล่อยให้พวกมันขึ้นมาได้ ต้องมาหาเรื่องเขาแน่
มิสู้เด็ดขาดไปเลย ปิดตายทางหนีทีไล่นี้เสีย
บางทีพวกมันอาจจะหาทางขึ้นมาทางอื่นได้ แต่ในระยะเวลาอันสั้นนี้คงไม่มีทางออกมาได้แน่ อีกอย่าง ไม่รู้ทำไมทางเดินไปสู่วังบาดาล ถึงไม่มีฝูงผึ้งพิษเน่าเปื่อยกับสิงโตกระดูกเจิงโผล่มาเลย
ดูไม่ชอบมาพากล
หลังจากจัดการเรียบร้อย หวังอี้ก็ออกเดินทางจากเนินเขาลูกเล็กนี้ เพื่อกลับไปยังภูเขากระดูกดำ
ในเวลาเดียวกัน
ใต้ภูเขากระดูกดำลูกที่สาม หลังจากกู่เจิ้งซุ่นและลูกน้องของซือถูหงมารวมตัวกันแล้ว พวกมันก็กระโดดลงไปในรอยแยกอันมืดมิดนั้น รวมทั้งหมดสิบสองคน ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณขั้นปลายทั้งสิ้น
ตามที่พวกมันว่ากัน แรงดึงดูดใต้พิภพนั้นปั่นป่วนจนยากจะแยกแยะทิศทาง ทางที่ดีที่สุดคือเดินตรงไปทางเดียวเท่านั้น เพื่อไม่ให้หลงทางเพราะสภาพแวดล้อม
ทว่า พวกมันไม่ได้ตกลงไปในวังบาดาล แต่กลับทะลุลงไปยังโพรงใต้ดินอีกชั้นหนึ่งที่อยู่ลึกลงไป
ที่นี่เต็มไปด้วยเนินฝังศพ บางแห่งก็ตกแต่งอย่างหรูหรา เพดานถ้ำสูงกว่าสี่จ้าง มีรังผึ้งเน่าเปื่อยขนาดยักษ์กินพื้นที่เกือบร้อยหมู่ตั้งอยู่
เสียงหึ่งๆ ดังก้องไปทั่ว กลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งเตะจมูก
เมื่อมองออกไปรอบๆ จะพบเส้นทางใต้ดินที่เชื่อมต่อกันสี่ทิศแปดทาง มีสิงโตกระดูกเจิงเดินเพ่นพ่านอยู่ไม่น้อย พวกมันกำลังขุดคุ้ยเนินฝังศพ เพื่อเอาโครงกระดูกของผู้บำเพ็ญเพียรออกมากิน
บางตัวก็เคี้ยวกลืนลงไป บางตัวก็นำมาต่อเข้ากับร่างกายของตัวเอง
เมื่อมองแวบแรก พวกมันเหมือนจะมีแขน ขา หรือกะโหลกมนุษย์งอกออกมาเป็นลักษณะเด่น นี่คือสาเหตุว่าทำไมฝูงผึ้งและสัตว์กระดูกบนภูเขากระดูกดำถึงฆ่าเท่าไรก็ไม่หมด
เพราะรังของพวกมันอยู่ใต้ดินนี่เอง
ทางฝั่งสัตว์กระดูกนั้นยังประเมินกำลังไม่ได้ แต่ดูจากขนาดของรังฝูงผึ้งเน่าเปื่อยแล้ว แทบจะฟันธงได้เลยว่าต้องมีนางพญาผึ้งระดับสร้างรากฐานอยู่เป็นแน่
ซือถูหงเห็นดังนั้นก็อดพูดติดตลกไม่ได้
“ข้าว่าพวกเราคงมาผิดทางแล้วล่ะ ที่แบบนี้ปล่อยให้นางจิ้งจอกหลิ่วจินเซียนมาน่าจะเหมาะกว่า”
กู่เจิ้งซุ่นปรายตามอง ก่อนจะหัวเราะเยาะเย้ยตัวเอง
“หลิ่วจินเซียนเป็นลูกรักสวรรค์ตัวจริง มีพ่อบังเกิดเกล้าเป็นถึงระดับแก่นทองคำ พวกเรามันก็แค่คนอาศัยบารมีญาติ ส่วนนางสืบสายเลือดมาโดยตรง”
“ข้าเข้าใจความหมายของเจ้าดี”
ซือถูหงแบมือถอนหายใจ เรื่องในมุ้งย่อมรู้กันดี มารดรผีเถาฮวาฝึกฝนวิชาเก็บเกี่ยวหยินหยาง มาจากตระกูลใหญ่ในฝั่งนิกายสราญรมย์ ภายหลังได้แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับระดับแก่นทองคำของนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน
หลังจากแต่งงานมา ไม่ว่าจะเรื่องการฝึกบำเพ็ญเพียร หรือการฝึกวิชาดอกท้ออันเป็นเอกลักษณ์ ล้วนต้องใช้บุรุษรูปงามเป็นจำนวนมาก ซึ่งหาได้ยากกว่าฝั่งนิกายสราญรมย์ลิบลับ สามีของนางจึงหลับตาข้างหนึ่ง ปล่อยให้นางรับ ‘บุตรบุญธรรม’ มาปรนเปรอ
อย่าเห็นว่าตอนนี้มันเป็นคนโปรด สักวันก็ต้องมีวันที่นางเบื่อ
เทียบกับฐานะทายาทสายตรงของหลิ่วจินเซียนแล้ว มันคนละชั้นกันเลย
“เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ วางค่ายกลกันดีกว่า”
“ได้”
กู่เจิ้งซุ่นตบถุงศพที่เอว โลงศพหลายโลงก็เรียงรายตั้งขึ้น ฝาโลงล้มครืนลงมา ศพเกราะทองแดงสิบสองตนที่มี ‘ยันต์สะกดศพ’ แปะอยู่บนหน้าผาก ต่างถือธงคำสั่งสีดำแล้วกระจายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
ด้วยพลังฝึกปรือเพียงหลอมปราณขั้นเจ็ด การจะควบคุมศพเกราะทองแดงสิบสองตนนั้นถือว่าเกินขีดจำกัดไปมาก ดังนั้นจึงต้องอาศัยยันต์และอาวุธวิเศษช่วย ซึ่งทำให้ความคล่องตัวลดลงอย่างมาก
แต่สำหรับการจัดวางค่ายกลแล้ว นับว่าเหมาะสมลงตัวพอดี
ค่ายกลที่ถูกวางลงไปนั้นก็คือ [ค่ายกลศพหยินปฐพี]!