- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 49 หดหัวซ่อนตัว
บทที่ 49 หดหัวซ่อนตัว
บทที่ 49 หดหัวซ่อนตัว
บทที่ 49 หดหัวซ่อนตัว
“ฝังศพงั้นรึ...”
คิดไปคิดมา หากไม่มีการเคลื่อนไหวลับๆ อย่างอื่น ก็คงมีแต่ขั้นตอนนี้แหละที่อาจจะมีการซ่อนลูกไม้เอาไว้
แต่สำหรับศิษย์ยอดเขาศพสวรรค์ การฝังศพก็ถือเป็นเรื่องปกติ
ถึงอย่างไรที่นี่ก็มีชีพจรวิญญาณหยินระดับสอง การแบกศพไว้บนหลังก็สู้ฝังลงไปในดินไม่ได้หรอก เพราะการดูดซับปราณหยินจากใต้ดินให้มากขึ้น ย่อมส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตของศพที่หลอมขึ้นมาอยู่แล้ว
“หรือว่าใต้ภูเขากระดูกดำจะมีความลับอะไรซ่อนอยู่?”
อีกอย่างค่ายกลที่กู่เจิ้งซุ่นจัดวาง ก็ปกปิดแค่สามสิบชั้นล่างของภูเขากระดูกดำเท่านั้น ซึ่งตรงกันข้ามกับหลิ่วจินเซียนและซือถูหง ที่จัดวางค่ายกลครอบคลุมห้าสิบชั้นบนสุดอย่างสิ้นเชิง
“ไอ้หมาบ้า… ยังคิดจะหลอกใช้ข้าอยู่อีก!”
เขาไม่เชื่อหรอกว่ากู่เจิ้งซุ่นจะไม่มีแผนการอื่น เผชิญกับวิกฤติขนาดนี้แต่กลับนิ่งเฉย ยอมสละแม้กระทั่งดอกเสวียนจิงที่เป็นผลประโยชน์ก้อนโตที่สุดของภูเขากระดูกดำไปง่ายๆ เป็นไปได้แค่อย่างเดียวคือ มีผลประโยชน์ที่ใหญ่กว่ารั้งตัวเขาไว้อยู่
เมื่อคิดบนสมมติฐานนี้ การจะมองว่ากู่เจิ้งซุ่นมีพฤติกรรมน่าสงสัยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
เพียงแต่...
จะให้แปรพักตร์ไปซบหลิ่วจินเซียนจริงๆ น่ะหรือ?
สำหรับหวังอี้แล้ว ตัวเลือกนี้ถือเป็นแผนที่แย่ที่สุด ก็ใครใช้ให้หลิ่วจินเซียนมีอิทธิพลล้นฟ้าขนาดนั้นล่ะ! เขาเป็นแค่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณขั้นห้า จะไปหวังให้หลิ่วจินเซียนมาเห็นหัวหรือปฏิบัติด้วยความเท่าเทียมแบบกู่เจิ้งซุ่นได้อย่างไร
อย่าว่าแต่ผลประโยชน์ที่มากขึ้นเลย ไอ้สองชั้นที่อยู่ในมือตอนนี้กับชั้นที่สามที่กำลังจะไปยึด ดีไม่ดีอาจจะโดนแย่งไปหมดก็ได้ ถึงยังไงลูกน้องของแม่นางหลิ่วก็มีแต่พวกระดับหลอมปราณขั้นปลายทั้งนั้น
สู้ไม่ได้หรอก!
พอคิดมาถึงตรงนี้ หวังอี้ก็ปวดหัวตึบ เขาล้มเลิกแผนการที่จะไปยึดชั้นที่สามทันที และตั้งใจจะรักษาสองชั้นที่มียู่นี้ไว้ให้ดี โดยเฉพาะไม้กระดูกดำระดับสองทั้งเก้าต้นที่ใกล้จะบานนั่น ใครกล้ามาแย่ง มันผู้นั้นก็คือศัตรูคู่อาฆาตที่ต้องตายกันไปข้าง!
“คงต้องเล่นไม้แข็งซะแล้วสิ…”
และแล้ว สามวันต่อมา
ผู้บำเพ็ญเพียรเกือบสามร้อยคน โดยมีหลิ่วจินเซียนเป็นผู้นำ และตามติดมาด้วยผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณขั้นปลายอีกยี่สิบคน ในจำนวนนั้นมีอยู่คนหนึ่งที่ทำเอาหวังอี้ที่ลอบสังเกตการณ์อยู่ถึงกับคิ้วกระตุก
คนผู้นั้นคือซูชิงซาน ศัตรูคู่แค้นของเขานั่นเอง ตอนที่ออกเดินทางมีคนเยอะแยะตาแป๊ะไก่ เขาเลยมัวแต่ไปสนใจเจ้าขุนเขาทั้งสองคนจนไม่ได้สังเกตเห็นหมอนี่
พอมาเห็นตอนนี้ก็รู้สึกแปลกใจนิดหน่อย แต่แล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ถ้าไอ้หมอนี่ไปเป่าหูหลิ่วจินเซียน สถานการณ์ของเขาก็จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก
“งานหยาบแล้วไง…”
นอกหมอกดำ หลิ่วจินเซียนแผ่กลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งออกมาอย่างเต็มที่ แล้วร้องตะโกนเสียงดัง
“ศิษย์น้องกู่ ศิษย์พี่มาช่วยเจ้าจัดการปัญหาบนภูเขากระดูกดำตามที่ตกลงกันไว้แล้ว ทำไมไม่โผล่หัวออกมาเจอกันหน่อยล่ะ”
ภายในหมอกดำ มีเสียงตอบกลับของกู่เจิ้งซุ่นดังขึ้น น้ำเสียงฟังดูทึ่มๆ ซื่อๆ
“ศิษย์พี่หลิ่วช่างใจกว้างนัก ข้าเองก็ไม่ใช่คนตระหนี่ถี่เหนียวหรอกนะ ยกเว้นสามสิบชั้นล่างนี้แล้ว พื้นที่ที่เหลือศิษย์พี่เชิญจัดการตามสบาย ใครยึดได้ก็เป็นของคนนั้น”
พอรับปากแบบนี้ หลิ่วจินเซียนก็คงไม่ดูหน้าเกลียดจนเกินไป สามสิบชั้นล่างจะมีไม้กระดูกดำระดับสองสักกี่ต้นกันเชียว ใบหน้าที่น่าเกลียดน่ากลัวของนางจึงเผยรอยยิ้มเย้ยหยันออกมา
แต่ภายนอกก็ยังคงทำเป็นพูดจาเป็นมิตร
“ในฐานะเจ้าขุนเขาเหมือนกัน ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นก็ได้ ลูกน้องข้าอาจจะเยอะไปหน่อย แต่พวกเขาก็เอาชีวิตมาเสี่ยงช่วยเจ้าจัดการภูเขากระดูกดำ ก็ต้องมีค่าเหนื่อยกันบ้าง
“เอาเป็นว่า พื้นที่ที่พวกเขายึดได้ ขอครอบครองสักสี่ปีแล้วค่อยคืนให้เจ้า ตกลงไหม?”
สี่ปีงั้นรึ? สี่ปีก็ไม่ทันช่วงที่ดอกไม้บานพอดี แล้วภารกิจห้าปีก็ใกล้จะจบลงด้วย ยัยนี่มันก็แสบเอาเรื่อง กะจะไม่แบ่งผลประโยชน์ให้แม้แต่แดงเดียวเลยสินะ
“ข้าบอกแล้วไง ศิษย์พี่หลิ่วเชิญตามสบาย ต่อให้ท่านยึดไปสักสิบปีข้าก็ไม่ขัดข้อง มันสมควรเป็นของท่านอยู่แล้ว”
ท่าทางหดหัวซ่อนตัวแบบนี้เห็นได้ชัดเจนมาก ทำเอาหลิ่วจินเซียนและลูกสมุนที่ตามมาด้วยพากันคิดว่ากู่เจิ้งซุ่นหมดน้ำยาเสียแล้ว เป็นถึงศิษย์หลานของผู้อาวุโสระดับแก่นทองคำแท้ๆ แต่กลับขี้ขลาดตาขาวเป็นบ้า
ซูชิงซานเองก็รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย หลังจากทำตามคำแนะนำของจ้าวซ่าง และได้รู้ถึงผลประโยชน์มากมายบนภูเขากระดูกดำ เขาก็หวั่นไหวอย่างมาก
ถึงจะไม่ได้โอสถสร้างรากฐานระดับสูง แต่ได้ดอกเสวียนจิงระดับสองมาก็ยังดี อย่างน้อยก็ช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จได้ถึงสองส่วน และถ้าใช้ร่วมกับโอสถโลหิตผกผันเพื่อสร้างรากฐาน โอกาสสำเร็จก็จะสูงมากทีเดียว
ดอกเสวียนจิงระดับสองบนภูเขากระดูกดำของหลิ่วจินเซียน ตกเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียว ส่วนภูเขากระดูกดำของกู่เจิ้งซุ่นนั้น ใครดีใครได้ เขาค่อนข้างมั่นใจในฝีมือตัวเองว่าจะยึดมาได้สักชั้นหนึ่ง
“หึๆ”
แค่ใช้พลังกดดันทั้งภูเขาก็ไม่มีแรงต้านทานอะไรแล้ว หลิ่วจินเซียนหันไปมองลูกน้องข้างกาย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“สิ่งที่ข้ารับปากไว้ ข้าทำตามนั้นแน่นอน
แต่พวกเจ้าก็ต้องรักษาสัญญาด้วย ฝูงผึ้งทั้งหมดต้องจับมาให้ข้า! ถ้าปล่อยหลุดมือไปแม้แต่รังเดียว อย่าหาว่าข้ายึดของรางวัลคืนก็แล้วกัน”
ทุกคนต่างสะดุ้งโหยงและก้มหัวรับคำ
“จะจับฝูงผึ้งพิษเน่าเปื่อยมาให้ศิษย์พี่หลิ่วจนหมดเกลี้ยงเลยขอรับ”
“ดีมาก ไปได้”
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณเกือบสามร้อยคน ขี่แพรดำบุกเข้าไปในภูเขากระดูกดำลูกนี้ แล้วแยกย้ายกันไปตามชั้นต่างๆ ตามที่เล็งเอาไว้
ชั้นบนสุดยี่สิบชั้น คนที่ขึ้นไปแทบจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณขั้นปลายทั้งนั้น เห็นได้ชัดว่าพวกเขาตกลงแบ่งพื้นที่กันเองเรียบร้อยแล้ว
หวังอี้ละสายตาจากข้างล่าง แล้วหันมาจ้องมองศิษย์สองคนที่กำลังบินมุ่งหน้ามายังชั้นที่สองร้อยเก้าสิบและสองร้อยเก้าสิบเอ็ด ทั้งคู่ล้วนอยู่ระดับหลอมปราณขั้นเจ็ด!
เขาสะบัดแขนเสื้อ โซ่ตรวนวิญญาณปรโลกซึ่งเป็นอุปกรณ์วิเศษระดับสูงก็มุดหายลงไปใต้ดิน ซุ่มซ่อนตัวอย่างเงียบเชียบ รอคอยจังหวะที่หวังอี้จะใช้สัมผัสเทวะสั่งการ
ไม่นานนัก
ผู้บำเพ็ญเพียรทั้งสองคนก็มาถึงพร้อมกัน เนื่องจากเป็นชั้นที่ติดกัน พวกเขาจึงสังเกตเห็นความผิดปกติของทั้งสองชั้นนี้ได้อย่างรวดเร็ว มันไม่มีทั้งสิงโตกระดูกและฝูงผึ้ง ดูเหมือนว่าจะถูกกวาดล้างจนสะอาดสะอ้านไปแล้ว
“ระดับหลอมปราณขั้นห้างั้นรึ? ศิษย์ยอดเขาศพสวรรค์ใช่ไหม?”
หวังอี้เก็บป้ายศิษย์สายนอกของยอดเขาโลหิตเยือกแข็งไปนานแล้ว เขาแต่งกายด้วยชุดศิษย์สายนอกของนิกายโลหิตวิญญาณผกผันเพียงอย่างเดียว เพื่อต้องการปิดบังฐานะ เพราะเวลาออกมาข้างนอกแบบนี้ แต้มคุณูปการก็ไม่มีประโยชน์อะไร
“ใช่ๆ”
หวังอี้ตอบรับพลางกล่าวต่อ
“ตามที่ตกลงกันไว้ ใครยึดได้ก็เป็นของคนนั้น ศิษย์พี่ทั้งสองโปรดไปหาชั้นอื่นเถอะขอรับ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนถามก็เผยรอยยิ้มแปลกๆ ออกมา
“เจ้าหมายความว่าสองชั้นนี้เป็นของเจ้างั้นรึ?”
“แน่นอนขอรับ”
“หึ…
อวดดีนักนะ! กู่เจิ้งซุ่นพูดแค่สามสิบชั้นล่างเท่านั้น ส่วนสองร้อยเจ็ดสิบชั้นที่เหลือนี่ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงของศิษย์พี่หลิ่วเสียหน่อย ถ้าเจ้ายอมไสหัวไป ข้าอาจจะไว้ชีวิตเจ้าก็ได้”
คนเกือบสามร้อยคนนี้ส่วนใหญ่เป็นศิษย์ยอดเขากู่พิษ มีเพียงส่วนน้อยที่มาจากยอดเขาอื่น สองคนนี้ก็คือผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมารที่เชี่ยวชาญวิชากู่นั่นเอง
ช่องโหว่ในคำพูดที่กู่เจิ้งซุ่นทิ้งไว้ เขาจงใจปล่อยออกมา
แสร้งทำเป็นอ่อนแอ แกล้งโง่ หวังอี้มองออกตั้งนานแล้ว มันก็แค่อยากจะใช้เขาเป็นกันชน ยืมมือหลิ่วจินเซียนมากำจัดเขาเท่านั้น
ถึงยังไงพวกเขาก็มาด้วยกัน อีกฝ่ายคงเดาไม่ออกหรอกว่าเขาจะจับสังเกตเบาะแสต่างๆ จนปะติดปะต่อเรื่องราวได้ การยืมดาบฆ่าคนจึงเป็นแผนการที่แยบยลที่สุด
อีกทั้งยังมั่นใจด้วยว่าหวังอี้คงไม่ยอมตัดใจทิ้งดอกเสวียนจิงที่กำลังจะเบ่งบานพวกนี้ไปง่ายๆ
แต่หวังอี้คือใครกันเล่า?
ตั้งแต่สมัยเป็นทาสวิญญาณ เขาก็กล้าใช้วิธีเสี่ยงตาย ลงมือฟันแขนฟันขาข้าศึกไปตั้งสามคนต่อหน้าธารกำนัล แม้สุดท้ายจะถูกฟันแขนขาดไปข้างหนึ่งจนเป็นบทเรียนว่าการทำแบบนั้นมันบุ่มบ่ามและโง่เขลาแค่ไหน
แต่นั่นก็เป็นเพราะตอนนั้นวิสัยทัศน์ยังคับแคบ มองไม่เห็นการชิงไหวชิงพริบและการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ระหว่างศิษย์สายตรง ไม่ใช่เพราะฝีมือไม่ถึงเสียหน่อย
ถึงคราวต้องหดหัว เขาก็หดได้มิดชิดกว่าเต่าเสียอีก
แต่ถึงคราวต้องผยอง เขาก็ผยองเดชยิ่งกว่าใครหน้าไหนทั้งนั้น!
“ปากดีนัก!”
หวังอี้ชิงลงมือก่อน ร่างของเขาแยกออกเป็นห้าเงา กระบี่น้ำแข็งพุ่งทะยานออกไปเต็มท้องฟ้า ทำเอาทั้งสองคนผงะไปชั่วครู่ ก่อนจะรีบงัดไม้ตายของตัวเองออกมาสู้
คนหนึ่งหยิบบาตรออกมาวางไว้เบื้องหน้าเพื่อต้านทานการโจมตีของกระบี่น้ำแข็ง
อีกคนหนึ่งมีงูทองตัวน้อยชอนไชออกมาจากรอยปริแตกบนหน้าผาก ด้วยพลังวิญญาณที่พวยพุ่ง มันได้ควบแน่นกลายเป็นเงาร่างงูทองยักษ์พาดพันรอบตัวเขา ราวกับระฆังทองคำคุ้มภัย!