- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 48 เมฆหมอกแห่งความสงสัย
บทที่ 48 เมฆหมอกแห่งความสงสัย
บทที่ 48 เมฆหมอกแห่งความสงสัย
บทที่ 48 เมฆหมอกแห่งความสงสัย
หลังจากที่เขาจากมา เขาได้แอบแจ้งเรื่องนี้ให้หวงข่ายกับหลัวผิงหู่ทราบเป็นการลับๆ แต่กลับไม่ได้พูดอะไรกับโจวเทาที่มักใหญ่ใฝ่สูง เพียงแค่ส่งมอบอำนาจของสมาคมนักหลอมโอสถไปให้โจวเทาก็เท่านั้น
โจวเทาผู้ที่มีความทะเยอทะยานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ย่อมดีใจจนเนื้อเต้น และรีบเข้าไปประจบสอพลอจ้าวซ่างอย่างรวดเร็ว
จ้าวซ่างเองก็เป็นพวกเห็นแก่เงินจนไม่กลัวตาย เขาทำงานอยู่ในหอไหมน้ำแข็งมาหลายปี หินวิญญาณที่ยักยอกมาก็คงเกินสามหมื่นก้อนไปแล้ว แต่ว่าค่าใช้จ่ายในแต่ละวันของเขา ทั้งเรื่องการบ่มเพาะ และการผูกมิตรกับผู้คนนั้น สูงกว่าหวังอี้ที่อยู่ตัวคนเดียวลิบลับ
ต่อให้พยายามรวบรวมหินวิญญาณเพื่อซื้อโอสถสร้างรากฐานระดับสูงมาให้ได้สามหมื่นก้อน แต่เงินก็ยังไม่พออยู่ดี
ความโลภของคนทั้งสองคนนี้ ไม่ช้าก็เร็วจะต้องนำภัยพิบัติมาสู่ตัวเองอย่างแน่นอน
การถอนตัวออกมาได้ทันท่วงที และอยู่ให้ห่างจากภูเขาแห่งความขัดแย้งนี้ ถือเป็นวิธีหลีกเลี่ยงเคราะห์กรรมของหวังอี้เช่นกัน
กลับเข้าเรื่องกันต่อ
หลังจากที่หวังอี้จัดวางค่ายกลลวงตานี้เสร็จสิ้น เขาก็ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหินซอมซ่อที่คนก่อนหน้าทิ้งไว้ ซากของสิงโตกระดูกเจิงนั้นมีราคาอยู่บ้าง โดยเฉพาะหนามกระดูกชิ้นที่ยาวที่สุดบนหลังของมัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบชั้นดีสำหรับการหลอมสร้างอุปกรณ์วิเศษ
อย่างน้อยก็ขายได้สักสองร้อยหินวิญญาณ ส่วนซากสัตว์นั้นแม้จะดูธรรมดา แต่ด้วยระดับพลังที่อยู่ถึงขั้นหนึ่งสูงสุด ต่อให้นำไปเป็นอาหารเลือดสำหรับพวกภูตผีปีศาจที่เลี้ยงไว้ ก็ยังขายได้เกือบร้อยหินวิญญาณ
ฆ่าได้แค่สองตัวก็พอแลกกับโอสถโลหิตเยือกแข็งระดับสูงได้หนึ่งเม็ดแล้ว
นี่ถือเป็นรายได้ที่หาได้ยากยิ่งหากอยู่ในนิกาย ถ้าอยากจะหาทรัพยากรสำหรับบ่มเพาะพลังจริงๆ ก็ต้องออกมาข้างนอกแบบนี้แหละ
แน่นอนว่านี่ก็เกี่ยวข้องกับภูเขากระดูกดำที่เป็นแหล่งทรัพยากรที่ค่อนข้าง ‘อุดมสมบูรณ์’ ด้วย
ภูเขากระดูกดำทั้งสามลูกล้วนมีชีพจรวิญญาณหยินระดับสอง
ชีพจรวิญญาณหยินก็เป็นชีพจรวิญญาณประเภทหนึ่ง เพียงแต่ปราณวิญญาณที่ปล่อยออกมาจะค่อนไปทางคุณสมบัติหยินมากกว่า ซึ่งมักจะก่อตัวขึ้นในสถานที่ที่มีคนตายเป็นจำนวนมากเท่านั้น
ตามหลักแล้ว สถานที่แบบนี้ควรจะให้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานมาประจำการมากกว่า และในทางทฤษฎี ผู้บำเพ็ญเพียรชุดก่อนหน้าที่ประจำการอยู่ที่ภูเขากระดูกดำก็น่าจะกวาดล้างภูเขากระดูกดำไปแล้วรอบหนึ่ง
พวกหวังอี้ใช้เวลาเดินทางมาที่นี่แค่สามเดือน แต่ที่นี่กลับถูกสิงโตกระดูกเจิงและฝูงผึ้งพิษเน่าเปื่อยยึดครองอย่างรวดเร็ว นี่คือจุดที่น่าสงสัย
ด้วยเหตุนี้ ต่อให้หวังอี้จะสามารถฆ่าสิงโตกระดูกเจิงได้อย่างง่ายดาย เขาก็ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย เขาเตรียมตัวค่อยๆ รุกคืบไปทีละนิด เพื่อป้องกันความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
เพราะยังไงซะ กว่าจะถึงฤดูดอกไม้บานก็ยังเหลือเวลาอีกตั้งสี่เดือนกว่า!
เนื่องจากความแตกต่างของช่วงเวลาเก็บเกี่ยวและสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโต ระยะเวลาการออกดอกของไม้กระดูกดำแต่ละต้นจึงไม่เท่ากัน ในแต่ละปีจะมีไม้กระดูกดำส่วนหนึ่งที่ออกดอก
เวลาสี่เดือนกว่าๆ มากพอที่จะทำให้เขายึดครองได้สักสองชั้น
เป็นเช่นนี้ต่อไป...
หนึ่งเดือนต่อมา
“คาถาโลงน้ำแข็ง-สายลมเหน็บหนาวจงมา!”
เมื่อฝึกฝนคาถาจนถึงขั้นสมบูรณ์แบบ นอกเหนือจากอานุภาพที่เพิ่มขึ้นแล้ว หวังอี้ยังสามารถดัดแปลงคาถาพื้นฐานได้เล็กน้อยอีกด้วย
เหมือนอย่างตอนนี้
เดิมทีคาถาโลงน้ำแข็งจะสร้างผนังน้ำแข็งหกด้านขึ้นมาแล้วประกบเข้าหากันเป็นโลงศพเพื่อกักขังศัตรู แต่หวังอี้ได้ดัดแปลงคาถาเล็กน้อย ทำให้ผนังน้ำแข็งทั้งหกด้านล้อมรอบฝูงผึ้งพิษเน่าเปื่อยเอาไว้
ผลึกน้ำแข็งสั่นสะเทือนไม่หยุด แท่งน้ำแข็งนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาจากผนังน้ำแข็ง พร้อมกับสายลมเย็นยะเยือกที่พัดกระหน่ำ ฝูงผึ้งที่เคยเป็นตัวปัญหาน่าปวดหัว กลับถูกแช่แข็งกลายเป็นก้อนน้ำแข็งตกลงมาแตกกระจายบนพื้นอย่างง่ายดาย
พิษกัดกร่อนของพวกมันไม่มีผลต่อเวทพลังวิญญาณเลยแม้แต่น้อย!
เขาสามารถจัดการกับปัญหาใหญ่ไปได้อย่างง่ายดาย
การเปลี่ยนแปลงนี้ หวังอี้ยังทำไม่ได้ตอนที่สู้กับสวีเจียวเจียว นี่เป็นผลมาจากการผ่านการต่อสู้มาหลายครั้ง และปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น ‘ประสบการณ์ต่อสู้’
เปลี่ยนการต่อสู้ที่ยุ่งยากให้กลายเป็นการกวาดล้างอย่างง่ายดาย
ทักษะการต่อสู้ด้วยเวทมีผลอย่างมากต่อความแข็งแกร่งของผู้บำเพ็ญเพียร หวังอี้เริ่มปรับตัวได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่คนอื่นๆ กลับต้องทนทุกข์ทรมาน
โดยเฉพาะพวกศิษย์ยอดเขาศพสวรรค์ที่เป็นลูกน้องของกู่เจิ้งซุ่น
ศพเกราะทองแดงที่พวกเขาควบคุมอยู่ มีปราณศพควบแน่นเป็นเกราะทองแดงรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนปกคลุมผิวของมันอยู่ ดูเหมือนจะเป็นพรสวรรค์ตามธรรมชาติของศพเกราะ แต่ความจริงแล้ว ศิษย์ที่มีฐานะดี มักจะซื้อเหล็กดำมาให้ศพเกราะหลอมรวมเข้ากับเกราะศพตามธรรมชาติ เพื่อเพิ่มพลังป้องกันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก
เดิมทีควรจะเป็นวิธีเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับศพเกราะ แต่พอมาเจอฝูงผึ้งพิษเน่าเปื่อย กลับกลายเป็นเรื่องซวยไปซะงั้น ไม่เพียงแต่พลังป้องกันจะลดลงฮวบฮาบ เกราะที่สร้างจากปราณศพก็ยังพลอยถูกทำลายไปด้วย
ผ่านไปหนึ่งเดือน เพิ่งจะยึดพื้นที่ที่มีดอกเสวียนจิงระดับสองอยู่ได้แค่สามแห่ง ประสิทธิภาพต่ำเตี้ยเรี่ยดินสุดๆ ซึ่งก็เป็นเพราะระดับตบะของพวกเขาต่ำเกินไปด้วย
คนยี่สิบคน คนที่ระดับต่ำสุดคือหลอมปราณขั้นสาม ส่วนคนที่สูงสุดก็คือหลอมปราณขั้นหก เท่ากับกู่เจิ้งซุ่น จึงไม่แปลกใจเลยที่ประสิทธิภาพจะต่ำขนาดนี้
แต่ทางด้านหวังอี้กลับยึดพื้นที่ไปได้ถึงสองชั้นแล้ว มีไม้กระดูกดำระดับสองที่มีดอกตูมเก้าต้น และตอนนี้กำลังเตรียมการสำหรับชั้นที่สาม ด้วยความสามารถของเขา การเดินลาดตระเวนสามชั้นต่อวันก็เพียงพอแล้ว
ในช่วงหลายปีต่อจากนี้ จะมีไม้กระดูกดำต้นอื่นๆ ออกดอกในแต่ละปี แค่เฝ้าเอาไว้ก็จะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์!
วันหนึ่ง ขณะที่กำลังบ่มเพาะพลังตามปกติ
กู่เจิ้งซุ่นกลับนั่งฝาโลงศพบินตรงมายังชั้นที่หวังอี้อยู่ เมื่อเขาเห็นว่าสภาพแวดล้อมของทั้งสองชั้นนี้ไม่มีฝูงผึ้งและสิงโตกระดูกหลงเหลืออยู่เลย ก็อดรู้สึกอิจฉาไม่ได้ เขาตะโกนเรียกมาแต่ไกล
“ศิษย์น้องหวัง ข้ามีเรื่องมาปรึกษา”
เมื่อค่ายกลโลหิตหมอกเร้นวิญญาณเปิดทางให้ กู่เจิ้งซุ่นก็เดินเข้าไปอย่างไม่ลังเล เมื่อเห็นหวังอี้ยืนอยู่หน้าบ้านหิน เขาก็พูดเข้าเรื่องทันที
“พวกเราเจอปัญหาเข้าแล้ว”
หวังอี้ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“ทำไมถึงพูดเช่นนั้นล่ะขอรับ?”
“หลิ่วจินเซียนไง”
ในบรรดาเจ้าขุนเขากระดูกดำทั้งสาม หลิ่วจินเซียนมีความแข็งแกร่งมากที่สุด
จำนวนลูกน้องก็มีมากที่สุด ผ่านไปหนึ่งเดือน นางก็กวาดล้างภูเขากระดูกดำของนางจนสะอาดเอี่ยม ลูกน้องเกือบสามร้อยคนไม่มีอะไรทำ จึงเริ่มจับจ้องมาที่เขตของกู่เจิ้งซุ่น
“ตอนแรกนางแค่ส่งจดหมายมา หวังจะให้พวกเราจับฝูงผึ้งพิษเน่าเปื่อยบนภูเขากระดูกดำลูกนี้แบบเป็นๆ ไปส่งให้นาง ข้าก็เลยอ้างว่าคนไม่พอแล้วปฏิเสธไป
“ตอนนี้นางอยากจะให้ลูกน้องของนางมาช่วยข้าทำความสะอาดภูเขากระดูกดำลูกนี้ ถ้าปล่อยให้นางเข้ามา พื้นที่ที่พวกนางยึดได้ก็จะกลายเป็นของพวกนาง...”
หวังอี้ขมวดคิ้วแน่น สถานการณ์แบบนี้แทบจะคาดเดาได้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ปัญหาอยู่ที่กู่เจิ้งซุ่นต่างหาก
“แล้วไงต่อ? ท่านไม่ได้เตรียมแผนสำรองเพื่อคานอำนาจกับเจ้าขุนเขาอีกสองคนไว้เลยหรือ? ที่ท่านมาที่นี่ ก็เพื่อเปลี่ยนที่ให้คนอื่นมารังแกงั้นรึ?”
กู่เจิ้งซุ่นอธิบายด้วยความกระอักกระอ่วนใจ
“ตระกูลกู่เคยเป็นตระกูลระดับสร้างรากฐาน แต่ตั้งแต่บรรพบุรุษสิ้นใจ ก็ตกต่ำกลายเป็นตระกูลระดับหลอมปราณ การที่ข้าได้กราบผู้ดูแลระดับสร้างรากฐานสายในของยอดเขาศพสวรรค์เป็นอาจารย์ ก็เป็นเพราะอาจารย์ติดค้างบุญคุณของบรรพบุรุษต่างหาก
รากฐานของตระกูลกู่เทียบไม่ได้กับตระกูลหลิ่ว ถ้านางใช้กำลังบังคับ ข้าก็คงต้องพึ่งเจ้าแล้วล่ะ”
“พึ่งข้างั้นหรือ?”
หวังอี้อดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงหัวเราะเยาะ ก่อนจะหรี่ตามองกู่เจิ้งซุ่นแล้วพูดว่า “ข้าก็แค่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณขั้นห้าธรรมดาๆ คนหนึ่ง ศิษย์พี่กู่คงคิดผิดแล้วล่ะที่หวังจะพึ่งข้าเป็นไพ่ตาย”
“ถ้าหลิ่วจินเซียนบีบบังคับขนาดนั้น ข้ายกธงขาวก็ไม่เห็นเป็นไร ก็แค่ยอมจำนน จะเป็นเรื่องใหญ่ไปได้ยังไง”
กู่เจิ้งซุ่นพูดด้วยความขมขื่น
“ถ้าศิษย์น้องหวังยืนกรานเช่นนั้น ข้าก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว เฮ้อ...ก็คงต้องเป็นไปตามนี้แหละ”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินจากไป สีหน้าของหวังอี้ก็เปลี่ยนไปมาอย่างคาดเดาไม่ได้
การที่เขาร่วมมือกับคนผู้นี้ เหตุผลหลักๆ ก็เป็นเพราะความบังเอิญ ประกอบกับกู่เจิ้งซุ่นไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก เขามั่นใจว่าสามารถควบคุมอีกฝ่ายได้ เขาจึงยอมแลกป้ายเจ้าขุนเขา เพื่อที่จะซ่อนตัวได้แนบเนียนขึ้น
ตอนแรกคิดว่าการที่เขามีอาจารย์ปู่เป็นถึงระดับแก่นทองคำ น่าจะมีฝีมืออยู่บ้าง ใครจะไปรู้ว่าแท้จริงแล้วก็เป็นแค่เสือกระดาษ
แต่ดูแล้วก็ไม่น่าจะเป็นแบบนั้น การยอมแพ้ง่ายๆ แบบนี้ไม่ใช่วิสัยของพวกมารเลย
‘หรือว่า...เป้าหมายของกู่เจิ้งซุ่นที่มาภูเขากระดูกดำ จะไม่ใช่ดอกเสวียนจิง?’
หวังอี้พึมพำในใจ ก่อนจะเริ่มทบทวนทุกการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายตั้งแต่มาถึงภูเขากระดูกดำ
ตรวจสอบ จัดวางค่ายกล ฝังศพ แล้วค่อยๆ รุกคืบ
ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติเลยนี่นา เขาก็แค่ระมัดระวังตัวเท่านั้นเอง!