เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 47 ตีฐานที่มั่น

บทที่ 47 ตีฐานที่มั่น

บทที่ 47 ตีฐานที่มั่น


บทที่ 47 ตีฐานที่มั่น

หวังอี้อดสงสัยไม่ได้ว่า กลุ่มที่ผลัดเปลี่ยนเวรชุดที่แล้วก็บ่มเพาะพลังกันในสภาพแวดล้อมแบบนี้งั้นหรือ? อันที่จริงการต่อสู้ด้วยเวทมีส่วนช่วยยกระดับความแข็งแกร่งของผู้บำเพ็ญเพียรได้มากทีเดียว

หากต้องสู้กันแบบนี้ทุกวันต่อเนื่องกันห้าปี ใครๆ จะก้าวขึ้นสู่ระดับหลอมปราณขั้นปลายก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก คนอ่อนแอก็คงตายไปก่อน ส่วนคนแข็งแกร่งก็ยิ่งเก่งกาจขึ้นตามธรรมชาติ ความเร็วในการบ่มเพาะก็ย่อมพุ่งทะยาน

ภารกิจของนิกายกำหนดให้แต่ละคนต้องขุดไม้กระดูกดำกลับไปส่งมอบคนละหนึ่งหมื่นชั่ง แต่ถ้าเป็นไม้กระดูกดำระดับสองล่ะก็ แค่หนึ่งร้อยชั่งก็เพียงพอแล้ว

นี่คือปริมาณสำหรับห้าปี จึงไม่ต้องรีบร้อน

หลังจากการสำรวจข้อมูล หวังอี้ก็รู้สึกปวดหัวตึบ ก่อนถึงเดือนสี่ปีหน้า เขาจำเป็นต้องกวาดล้างฐานที่มั่นหลายแห่งที่มีไม้กระดูกดำระดับสองขึ้นอยู่ แถมยังต้องเป็นต้นที่มีตุ่มกระดูกด้วย

ยิ่งอยู่ชั้นสูง สภาพการเจริญเติบโตก็ยิ่งดี ไม้กระดูกดำระดับสองเกือบทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ไม่กี่สิบชั้นบนสุด ยิ่งต่ำลงมาก็ยิ่งเบาบาง ยกตัวอย่างเช่นชั้นที่สองร้อย ทั้งชั้นมีไม้กระดูกดำระดับสองแค่ต้นเดียว แถมยังโดนฝูงผึ้งยึดครองไปซะแล้ว

เมื่อเขากลับลงมาถึงพื้น กู่เจิ้งซุ่นกับคนอื่นๆ กำลังควบคุมศพเกราะทองแดงยี่สิบเอ็ดตัวให้ฝังจุดศูนย์กลางค่ายกลตามจุดที่หาไว้ เมื่อธงสีดำรูปสามเหลี่ยมปักลงทีละธง

สามสิบชั้นล่างของภูเขากระดูกดำก็ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกสีดำ ครอบคลุมเฉพาะพื้นที่ใช้ชีวิตและบ่มเพาะพลังประจำวันของศิษย์ยอดเขาศพสวรรค์เท่านั้น

“ที่ทำนี่เพื่อป้องกันหลิ่วจินเซียนกับซือถูหงงั้นหรือ?”

“ถ้าไม่ใช่อย่างนั้นแล้วจะเป็นอะไรล่ะ?”

กู่เจิ้งซุ่นย้อนถาม ก่อนจะถอนหายใจออกมา

“พวกเราคนน้อยก็ต้องระมัดระวังตัวให้มาก ข้าไม่คิดจะไปแย่งชิงอะไรกับพวกนั้นหรอก

รวมศิษย์น้องหวังด้วยก็มีกันแค่ยี่สิบสองคน ภูเขากระดูกดำสามร้อยชั้นนี่ มากพอให้พวกเราทุกคนกินอิ่มจนพุงกางแล้ว จะไปแย่งให้มากความทำไมอีกล่ะ?”

โลภมากลาภจะหาย รักษาที่ทางของตัวเองไว้ให้ดีก็พอแล้ว ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ของกู่เจิ้งซุ่นทำให้หวังอี้ต้องเดาะลิ้นชื่นชม และเปลี่ยนมุมมองที่มีต่ออีกฝ่ายไปมาก

ไม่หาเรื่องใส่ตัวก็ดีแล้ว เขาเองก็ไม่อยากวุ่นวายเหมือนกัน การบ่มเพาะเงียบๆ สักห้าปีก็เพียงพอที่จะทำให้เขาเปลี่ยนเป็นคนละคนและก้าวหน้าไปได้อีกขั้น

แปะๆ!

หลังจากปรบมือเรียกทุกคนให้มารวมตัวกัน กู่เจิ้งซุ่นก็แจกแจงแผนการลำดับต่อไป เขากล่าวว่า

“เรื่องขุดไม้กระดูกดำ เอาไว้ก่อนไม่ต้องสนใจ

ก่อนเดือนสี่ปีหน้า พวกเจ้าต้องยึดฐานที่มั่นไม้กระดูกดำระดับสองที่มีตุ่มกระดูกให้ได้สิบแห่ง ที่เหลือถึงจะเป็นของพวกเจ้า เข้าใจมั้ย?”

เมื่อหวังอี้ได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะมีสีหน้าแปลกใจ

“ศิษย์พี่กู่ตั้งใจจะ...?”

“หึๆ ศิษย์น้องหวังไม่ต้องกังวลไป เจ้าจัดการในส่วนของเจ้าก็พอ ไม่ต้องห่วงข้าหรอก พวกนี้คือหมากใช้แล้วทิ้งที่ตระกูลกู่ของข้าส่งมา รับใช้ข้าโดยเฉพาะ ต่อให้ตายไปก็ยังมีประโยชน์

พวกเราตกลงร่วมมือกันไว้ก่อนหน้านี้แล้ว งั้นพวกเรา...แยกกันคิดบัญชีเถอะ”

“แบบนั้นก็ดีขอรับ” หวังอี้เลิกคิ้วขึ้น เขายอมรับการจัดการแบบนี้ได้ เพราะการพึ่งพาตัวเองย่อมดีกว่า

“ถ้าเช่นนั้น ข้าขอตัวไปก่อนนะขอรับ”

“ได้…”

หวังอี้ขึ้นขี่แพรดำแล้วบินขึ้นไปข้างบนอีกครั้ง เขามาตัวคนเดียว ต่อให้ยึดชั้นล่างๆ ได้ มันก็เบาบางเกินไป เป้าหมายของเขาคือไม่กี่ชั้นบนสุดต่างหาก

ที่นั่นมีไม้กระดูกดำระดับสองขึ้นหนาแน่น ฝูงผึ้งก็น้อย มีแต่สิงโตกระดูกเจิงที่เยอะ

ความสามารถของเขาเหมาะกับการรับมือกับสิงโตกระดูกเจิงมากกว่า ยึดมาได้สักสองชั้นก็พอใช้แล้ว ส่วนเรื่องที่ว่าหลังจากนี้กู่เจิ้งซุ่นจะเปลี่ยนใจพาคนมาชุบมือเปิบหรือไม่นั้น...

จากประสบการณ์ที่ได้คลุกคลีกันมาระยะหนึ่ง หวังอี้ประเมินว่าอีกฝ่ายคงไม่ทำเช่นนั้น

กู่เจิ้งซุ่นเป็นคนที่รู้จักประเมินสถานการณ์เป็นอย่างดี การต่อสู้กับสวีเจียวเจียวที่ลานเพาะศพ มีความเป็นไปได้สูงว่าเขาแอบดูอยู่

เว้นแต่จะมั่นใจเต็มร้อยว่าสามารถฆ่าเขาได้ คนผู้นี้คงไม่ลงมือทำอะไรบุ่มบ่ามแน่

หลังจากหวังอี้จากไปไม่นาน

ก็มีจดหมายยันต์ฉบับหนึ่งบินมาที่ด้านนอกค่ายกลที่เพิ่งจัดวางเสร็จ ศิษย์คนหนึ่งหยิบมาส่งให้กู่เจิ้งซุ่น เขาอ่านแล้วก็พึมพำกับตัวเอง

“ซือถูหงกับหลิ่วจินเซียน ชวนข้าไปเจอกันที่ค่ายพักตรงกลางภูเขากระดูกดำทั้งสามงั้นหรือ?

“การพบปะของเจ้าขุนเขาหรือ เพิ่งมาถึงใหม่ๆ ก็ฟังดูมีเหตุผลดี

แต่ว่า เฮ้อ… ข้าไม่ไปหรอก~”

ดีดนิ้วทีเดียวจดหมายยันต์ก็มอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน กู่เจิ้งซุ่นกลับไปจัดการธุระของตัวเองต่อ

ในเวลาเดียวกัน

ณ ค่ายพักตรงกลาง ซือถูหงผู้มีท่วงท่าสง่างามและหน้าตาหล่อเหลากำลังนั่งประจันหน้ากับหลิ่วจินเซียน เขากล่าวว่า

“ดูเหมือนว่าเจ้าหมูกู่เจิ้งซุ่นนั่นจะไม่ยอมโผล่หัวมานะ ศิษย์พี่หลิ่วว่ายังไง?”

หลิ่วจินเซียนมีผมสีเขียว ใบหน้าก็ถือว่างดงามใช้ได้ แต่น่าเสียดายที่จมูกของนางเหมือนถูกแมลงกัดกินจนแหว่งวิ่น เผยให้เห็นรูกลวงสีดำสองรู ดูแล้วทั้งตลกทั้งน่าสะอิดสะเอียน

หนำซ้ำยังมีตัวกะปิสีเทาหลายตัวไต่ยั้วเยี้ยอยู่ข้างในราวกับศพเน่า พออ้าปากพูดก็มีกลิ่นหวานเลี่ยนโชยออกมา ทำเอาคนดมเกิดภาพหลอน

“ไม่มางั้นหรือ?

ไม่มาก็ฆ่ามันซะ ฝูงผึ้งพิษเน่าเปื่อยบนภูเขากระดูกดำทั้งสามลูก ข้าจะเอาทั้งหมด!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซือถูหงก็พูดขึ้นอย่างจนปัญญา

“เขาจัดวางค่ายกลลวงตาไว้ ศิษย์พี่ทำลายมันได้งั้นหรือ?”

“เรื่องกล้วยๆ เจ้าจะเอาด้วยมั้ย?”

“ข้าขอไม่ยุ่งดีกว่า ยังต้องยุ่งอยู่กับการเลือกไม้กระดูกดำที่เหมาะสมอีก”

“หึ ไอ้ขี้ขลาด”

การยั่วยุตรงๆ แบบนี้ใช้ไม่ได้ผลกับซือถูหงเลยสักนิด เขาแอบนึกขำด้วยซ้ำ เพิ่งจะมาถึงแท้ๆ ยังห่างไกลจากช่วงที่ดอกเสวียนจิงบานนัก เรื่องที่ไม่ได้ผลประโยชน์แล้วทำไมเขาต้องลงมือด้วยล่ะ?

“ศิษย์พี่หลิ่วอยากทำอะไรก็เชิญตามสบาย ศิษย์น้องขอตัวล่วงหน้าไปก่อน”

เมื่อตกลงกันไม่ได้ ทั้งสองจึงแยกย้ายกันไป

............

............

ภูเขากระดูกดำลูกที่สาม ชั้นที่สองร้อยเก้าสิบ

หวังอี้กำลังยืนอยู่ใต้ต้นไม้กระดูกดำระดับสอง มือซ้ายที่แผ่กลิ่นอายพลังวิญญาณสีฟ้าน้ำแข็งกำลังบีบคอสิงโตกระดูกเจิงตัวหนึ่งเอาไว้แน่น

กร๊อบ…

เขาหักคอมันแล้วโยนทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี หวังอี้กลับรู้สึกว่ามันช่างง่ายดายเหลือเกิน สิงโตกระดูกเจิงที่โตเต็มวัยมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณขั้นเก้า ซึ่งระดับพลังนี้แข็งแกร่งกว่าสวีเจียวเจียวเสียอีก

ทว่าสัตว์อสูรป่าเถื่อนไร้สติปัญญาแบบนี้ อย่างแรกคือไม่มีวิชาอาคมหลากหลาย อย่างที่สองคือไม่มีของวิเศษที่ทรงอานุภาพ แถมยังชอบลุยเดี่ยวอีกต่างหาก

ด้วยความแข็งแกร่งของหวังอี้ เพียงแค่ร่ายคาถาเร้นราตรีระดับสมบูรณ์แบบ แล้วใช้โซ่ตรวนวิญญาณปรโลกมัดไว้ จากนั้นก็ใช้แขนศพข้างซ้ายบีบคอ พละกำลังมหาศาลขนาดนี้มันจะไปสู้เขาได้อย่างไร

พลังรบแข็งแกร่งและลูกไม้แพรวพราวนี่แหละคือไพ่ตายที่แท้จริงของเขา

แขนศพพลังเทวะที่เป็นไพ่ตายใหม่ล่าสุด ต่อให้ไม่ดึงพลังแห่งความตายออกมาใช้ ก็ยังช่วยเหลือเขาได้อย่างมหาศาล

หากตัดสินจากความแข็งแกร่งที่สิงโตกระดูกเจิงแสดงออกมา ศิษย์สายนอกระดับหลอมปราณขั้นหกของนิกายโลหิตวิญญาณผกผันก็สามารถสู้ตัวต่อตัวแล้วฆ่ามันได้สบายๆ

นี่แหละคือความแตกต่างระหว่างพวกที่มีเบื้องหลังเป็นนิกายคอยหนุนหลัง กับพวกที่เติบโตมาแบบตามมีตามเกิด

อันที่จริงเขาควรจะขอบคุณไอ้โจรชั่วที่จับเขามาขายให้นิกายโลหิตวิญญาณผกผันด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นเวลาเพียงสามปีกว่าๆ เขาคงไม่มีทางเติบโตมาจนถึงจุดนี้ได้หรอก

ชั้นที่สองร้อยเก้าสิบนี้มีไม้กระดูกดำระดับสองอยู่ประมาณยี่สิบกว่าต้น มีสิงโตกระดูกเจิงสี่ตัว ฝูงผึ้งพิษเน่าเปื่อยสามฝูง แต่มีไม้กระดูกดำระดับสองเพียงสี่ต้นเท่านั้นที่มีดอกตูม ถึงอย่างนั้นก็ยังมีไม้กระดูกดำระดับหนึ่งอีกนับร้อยต้นที่เริ่มมีตุ่มดอกเสวียนจิงงอกออกมา

หลังจากตีฐานที่มั่นแห่งหนึ่งได้ชั่วคราว หวังอี้ก็เริ่มจัดวางค่ายกลที่ซื้อมาจากในนิกาย มันมีชื่อว่า ‘ค่ายกลโลหิตหมอกเร้นวิญญาณ’ ซึ่งเป็นค่ายกลลวงตาระดับหนึ่งขั้นสูงสุดขนานแท้

มันสามารถปกปิดความผันผวนของพลังวิญญาณในรัศมีร้อยเมตรได้อย่างมิดชิด ป้องกันการสอดแนมจากภายนอก อีกทั้งยังตัดขาดการเคลื่อนไหวระหว่างภายในและภายนอก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการรบกวนคนข้างในด้วย

ธงค่ายกลชุดนี้ราคาไม่เบาเลยทีเดียว หมดหินวิญญาณไปตั้งสองพันก้อน หลังจากเปิดใช้งานก็ต้องใช้หินวิญญาณวันละก้อน แถมตอนที่เจอศัตรูบุกรุกก็ยิ่งต้องผลาญหินวิญญาณเพิ่มเป็นสองเท่า

แต่พอดีหวังอี้มีหินวิญญาณเหลือเฟือ เลยไม่ค่อยใส่ใจกับค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้นัก

การร่วมมือกับจ้าวซ่าง อย่างน้อยก็ทำให้เขาฟันกำไรจากหอไหมน้ำแข็งมาได้เป็นหมื่นแล้ว การที่พวกเขารวมหัวกันฮุบหินวิญญาณไปไม่ต่ำกว่าห้าหมื่นก้อน สำหรับศิษย์สายตรงซูแล้วมันก็แค่เศษเงิน

แต่ถ้าขืนทำแบบนี้ต่อไป สักวันความก็ต้องแตกอยู่ดี

จบบทที่ บทที่ 47 ตีฐานที่มั่น

คัดลอกลิงก์แล้ว