เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 50 วันนี้ไม่เหมือนวันวาน

บทที่ 50 วันนี้ไม่เหมือนวันวาน

บทที่ 50 วันนี้ไม่เหมือนวันวาน


บทที่ 50 วันนี้ไม่เหมือนวันวาน

วิชากระบี่น้ำแข็งเป็นเพียงการโจมตีหลอก ภายใต้การพุ่งทะยานของวิชาย่างก้าวลวงตา หวังอี้ก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าผู้บำเพ็ญเพียรที่ควบคุมอุปกรณ์วิเศษรูปทรงบาตรแล้ว เขาเพียงสะบัดแขนเสื้อ พิษสีเขียวมรกตกลุ่มใหญ่ก็สาดกระเซ็นออกไป

นี่คือพิษที่เขาสกัดมาจากซากของฝูงผึ้งพิษเน่าเปื่อย แม้ปริมาณจะมีไม่มาก แต่ก็เพียงพอให้ใช้ในการต่อสู้ได้ถึงสองสามครั้ง

พิษที่จู่โจมอย่างกะทันหันกัดกร่อนบาตรใบนั้นทันที

อุปกรณ์วิเศษสูญเสียประสิทธิภาพไปในพริบตา

หมัดซ้ายที่ห่อหุ้มด้วยพายุน้ำแข็งขนาดย่อมพุ่งทะลวงออกไปอย่างดุดัน ผู้บำเพ็ญเพียรคนนั้นตอบสนองได้ไวมาก มันรีบอ้าปากคายแมลงกู่ที่มีรูปร่างคล้ายหนอนไหมสีขาวตัวอวบอ้วนออกมา

พริบตาเดียวมันก็ระเบิดออก กลายเป็นโล่รังไหมพุ่งเข้าห่อหุ้มหมัดซ้ายของหวังอี้เอาไว้ ทว่าภายใต้พละกำลังอันมหาศาลที่ใกล้เคียงกับระดับสอง หมัดนั้นก็ไม่ได้ชะลอความเร็วลงเลยแม้แต่น้อย

ปังง!

ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณขั้นเจ็ดที่โดนหมัดเต็มแรงเข้าไป ร่างกายก็ระเบิดออกราวกับเต้าหู้เละๆ อวัยวะภายในแหลกเหลว กระดูกแตกละเอียด กลายเป็นหมอกเลือดที่ปะปนไปด้วยเศษซากเนื้อสาดกระเซ็น

หวังอี้ลงมือปลิดชีพอย่างเด็ดขาดไร้ความปรานี

“เจ้าเป็นศิษย์ยอดเขาภูตเถื่อนงั้นรึ?!!”

อีกคนหนึ่งตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ศิษย์ยอดเขาภูตเถื่อนมีร่างกายแข็งแกร่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในรัศมีหนึ่งจั้งแทบจะไร้พ่ายในระดับเดียวกัน แต่การที่ระดับหลอมปราณขั้นห้าใช้แค่หมัดเดียวดับชีพหลอมปราณขั้นเจ็ดได้ในพริบตา มันก็ออกจะเกินจริงไปหน่อยมั้ง!

ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญเพียรสายกายาระดับหนึ่งขั้นสูงสุดก็ไม่ปาน

“กู่งูทอง รัดมันให้ตาย”

ทางแคบพบหน้า ผู้กล้าคือผู้ชนะ ต่อให้สหายจะตายตกไปแล้ว มันก็ยังไม่ยอมถอดใจ กลับสั่งการแมลงกู่ประจำกายต่อไป หวังจะฉวยโอกาสสร้างความได้เปรียบในตอนที่พลังโจมตีเดิมของหวังอี้เพิ่งหมดไปและยังไม่ทันรวบรวมพลังใหม่ขึ้นมาได้

แต่ใครจะไปคิดว่า กระบี่น้ำแข็งจำนวนมากที่ถูกปัดกระเด็นจนแตกหักไปก่อนหน้านี้ จะควบแน่นกลายเป็นผนังน้ำแข็งหนาเตอะหกด้าน และพุ่งเข้าบีบอัดมันจากทุกทิศทาง

เงางูทองที่ยืดตัวออกไปโจมตีแต่เดิมต้องรีบหดกลับมาป้องกันตัว มันตวัดหางฟาดเปรี้ยง ดันผนังน้ำแข็งสองด้านให้ถอยร่นไปได้เล็กน้อย ขณะที่มันกำลังจะฉวยโอกาสนี้ถอยหนี

โซ่เหล็กเส้นหนึ่งก็พุ่งพรวดขึ้นมาจากใต้ดิน ด้วยความปราดเปรียวราวกับอสรพิษ เข้ารัดพันขาทั้งสองข้างของมันเอาไว้แน่น

ภายใต้พลังของอุปกรณ์วิเศษ ร่างของมันถูกจับตีลังกากลับหัว แล้วเหวี่ยงเข้าไปในวงล้อมของผนังน้ำแข็ง สถานการณ์พลิกผันเลวร้ายลงในพริบตา

ศิษย์ยอดเขากู่พิษรีบควักระฆังสำริดออกมาหมายจะปกป้องตัวเอง แต่กลับเห็นโซ่เหล็กแยกสายออกมาอีกเส้น แล้วเข้ารัดระฆังสำริดที่มันเพิ่งเรียกออกมาจนขยับไม่ได้ คราวนี้ผนังน้ำแข็งจึงบีบอัดเข้าหากันอย่างสมบูรณ์

คาถาโลงน้ำแข็งก่อตัวเสร็จสิ้น หวังอี้เปลี่ยนมุทราในมือทันที

“ฆ่า!”

หนามน้ำแข็งแหลมคมจำนวนมหาศาลแทงทะลุประสานกันไปมา เพียงชั่วพริบตาร่างของมันก็กลายเป็นน้ำเต้าเลือด พลังชีวิตของคนผู้นี้เหือดหายไปอย่างรวดเร็ว กู่งูทองที่เกาะอยู่ตรงหว่างคิ้วส่งเสียงขู่ฟ่ออย่างไม่ยินยอม ก่อนจะร่วงหล่นลงมาและถูกแช่แข็งกลายเป็นก้อนน้ำแข็ง สิ้นชีพตามเจ้านายไป

ชนะแล้ว ทว่าสีหน้าของหวังอี้กลับไม่ได้ดูดีขึ้นเลย การฆ่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณขั้นปลายดาดๆ แค่สองคนไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนไป ตัวปัญหาที่รับมือยากอย่างแท้จริงคือกลุ่มของหลิ่วจินเซียนทั้งกลุ่มต่างหาก ไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง

เขาเก็บซากศพและฉกถุงเก็บของไปอย่างว่องไว

ความผันผวนของพลังวิญญาณที่ระเบิดออกทางฝั่งนี้ ดึงดูดความสนใจของหลิ่วจินเซียนได้ทันควัน เพราะนี่คือกลิ่นอายการต่อสู้ตะลุมบอนของผู้บำเพ็ญเพียรถึงสามคน เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ความผันผวนที่เกิดจากการต่อกรกับสิงโตกระดูกเจิงหรือฝูงผึ้งพิษแน่นอน

ดังนั้น นางจึงขี่สัตว์อสูรยุงยักษ์ที่กำลังกระพือปีก บินทะยานฟ้าตรงดิ่งมาทางนี้

วินาทีที่เห็นหวังอี้ คิ้วของนางก็ขมวดเข้าหากันแน่น

“เจ้าเป็นคนฆ่าศิษย์ยอดเขากู่พิษของข้างั้นรึ?!!”

หวังอี้เงยหน้าขึ้น ร่างกายที่ถูกดัดแปลงด้วย ‘วิชาลับมารศพ’ ทำให้ดวงตาของเขาดำสนิท นัยน์ตาสีเขียวลึกล้ำ ดูชั่วร้ายสุดกู่ มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนดี

“ใช่ขอรับ

ก็พวกมันดึงดันจะมาแย่งอาณาเขตที่ข้ายึดไว้ รนหาที่ตายเอง แล้วฆ่าทิ้งซะมันจะทำไมล่ะขอรับ?”

“ดี ดีมาก ในสถานการณ์เช่นนี้ เจ้าที่มีตบะแค่ระดับหลอมปราณขั้นห้ายังกล้าลงมือ หรือคิดว่าตัวเองจะเอาชนะข้าได้?”

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกขอรับ”

การที่อีกฝ่ายไม่พุ่งเข้ามาอัดเขาในทันที แสดงว่ายังมีช่องว่างให้เจรจา หวังอี้กลอกตาไปมา ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ข้าน้อยชื่นชมในความเก่งกาจของศิษย์พี่หลิ่วมานานแล้ว เดิมทีก็มีใจอยากจะสวามิภักดิ์รับใช้ แต่ติดที่ระดับตบะของข้ามันต่ำต้อยเกินไป หากผลีผลามเข้าไปสวามิภักดิ์ก็คงไม่เป็นที่ถูกตาต้องใจ สองคนนี้ก็แค่แกะดำที่ดันเดินมาสะดุดคมดาบของข้าเข้าพอดี”

พูดจายกยอสรรเสริญไปยกหนึ่งเพื่อชี้แจงเหตุผล จากนั้นก็เบนเป้าหมายไปที่กู่เจิ้งซุ่น เตรียมสาดกระสุนใส่!

“ศิษย์พี่หลิ่วไม่สงสัยบ้างหรือขอรับ ว่าเหตุใดกู่เจิ้งซุ่นถึงได้หดหัวซ่อนตัวอยู่แค่สามสิบชั้นล่าง ไม่คิดจะลุกขึ้นมาต่อต้านเลยสักนิด?”

หลิ่วจินเซียนเลิกคิ้วขึ้น

“โอ้?

เจ้าหมายความว่าเขามีแผนการอื่นซ่อนอยู่? ไม่ใช่เพราะหวาดกลัวในบารมีของข้าหรอกรึ”

“ถูกต้องแล้วขอรับ”

หวังอี้พยักหน้ายืนยันหนักแน่น พร้อมกับใช้ศิลปะแห่งการหว่านล้อมชักนำให้หลิ่วจินเซียนคิดตาม “ศิษย์พี่คิดว่าศิษย์หลานของผู้อาวุโสระดับแก่นทองคำจะไร้น้ำยาถึงเพียงนี้เชียวหรือขอรับ? ใต้ภูเขากระดูกดำลูกนี้จะต้องมีผลประโยชน์ที่มหาศาลยิ่งกว่าดอกเสวียนจิงซ่อนอยู่เป็นแน่ ถึงทำให้เขายอมสละทุกอย่างไปง่ายๆ แบบนี้

ไม่อย่างนั้น เขาจะทุ่มเทสุดตัวเพื่อคว้าป้ายเจ้าขุนเขานี้มาทำซากอะไร? เอามาทำตัวเป็นหมูให้คนอื่นเชือดเล่นงั้นหรือ?!!”

คำพูดนี้ฟังดูมีเหตุมีผล และเข้ากับบรรยากาศการชิงไหวชิงพริบของพวกผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมารเป็นอย่างดี จึงมีความเป็นไปได้สูงมาก

ทว่า.........

หลิ่วจินเซียนกลับหัวเราะออกมาอย่างกะทันหัน

“แล้วมันจะทำไมล่ะ? เจ้าฆ่าศิษย์ยอดเขากู่พิษของข้า ก็เท่ากับเป็นการเหยียบย่ำอำนาจบารมีของข้า รนหาที่ตาย!”

หลิ่วจินเซียนแค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะบังคับสัตว์อสูรยุงยักษ์ให้พุ่งทะยานเข้ามาโจมตี

หวังอี้รีบถอยฉากหลบอย่างรวดเร็ว ในใจหนาวเหน็บ หลิ่วจินเซียนคนนี้บ้าอำนาจยิ่งกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก

ก็แหงล่ะ อยู่นอกนิกายแบบนี้

นางมีลูกน้องเกือบสามร้อยคนให้คอยเรียกใช้ นางย่อมทำอะไรตามใจชอบได้ ฝีมือของกู่เจิ้งซุ่นก็เห็นๆ กันอยู่ ต่อให้หลิ่วจินเซียนบุกโจมตีตรงๆ ก็คงไม่สูญเสียอะไรเท่าไหร่

แน่นอนว่านางย่อมต้องห่วงชื่อเสียงหน้าตาของตัวเองมากกว่า

ดูทรงแล้ว คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปะทะกันสักตั้ง ต้องให้นางลิ้มรสความแข็งแกร่งของเขาดูบ้าง ถึงจะมีคุณสมบัติพอให้ยืนต่อรองได้

เมื่อคิดตกถึงแก่นของปัญหา หวังอี้ก็พูดโพล่งขึ้นมาทันที

“หากศิษย์พี่อยากจะประลอง ข้าน้อยก็พร้อมสนอง

หากข้าแพ้ สองชั้นนี้ก็ยกให้ท่านไปเลย แต่หลังจากนี้อีกห้าปี ศิษย์พี่ก็ระวังตัวไว้ให้ดีล่ะขอรับ ระวังภัยจากสัตว์อสูรป่าเถื่อนมันจะมาเยือนถึงที่”

“กล้าขู่ข้างั้นรึ?”

ไม่รอให้อีกฝ่ายตั้งตัว หวังอี้ชิงประสานมุทราก่อนทันที

ฟิ้วว ฟิ้วว

ยังคงเปิดฉากด้วยวิชากระบี่น้ำแข็ง วิชาอาคมระดับกลางที่ถูกฝึกฝนจนถึงขั้นสมบูรณ์ทำให้หลิ่วจินเซียนมองเห็นความผิดปกติได้ทันที ชาติตระกูลต่างกัน วิสัยทัศน์ย่อมต่างกัน นางเอ่ยด้วยความประหลาดใจ

“วิชาระดับกลางขั้นสมบูรณ์รึ? พรสวรรค์ในการหยั่งรู้ไม่เบานี่ น่าเสียดายที่ระดับตบะยังอ่อนหัดนัก”

พูดจบ นางก็อ้าปากพ่นควันสีชมพูอ่อนออกมาสายหนึ่ง

กลิ่นหอมหวานเลี่ยนพุ่งเข้าปะทะ หวังอี้รีบกลั้นหายใจทันที ทว่าก็ยังมีควันพิษบางส่วนเล็ดลอดเข้ามาพันธนาการเขาได้ ภาพหลอนมากมายปรากฏขึ้นตรงหน้า

สัตว์อสูรยุงตัวนั้นกระพือปีกพุ่งเข้าใส่ ปากกระบอกยาวแหลมของมันพ่นเข็มเลือดจำนวนมหาศาลออกมา ปะทะเข้ากับกระบี่น้ำแข็งจนแตกสลายไปกลางอากาศพร้อมๆ กัน

นี่คือสัตว์กู่ มันใช้แมลงกู่ในการควบคุมร่างของสัตว์อสูร โดยเข้าไปสร้างรังในร่างกาย หรือใช้สรรพคุณของแมลงกู่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์แบบพึ่งพาอาศัยกัน ก่อกำเนิดเป็นสัตว์กู่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นมา

สถานะของพวกมันก็ไม่ต่างจากผู้บำเพ็ญเพียรสายควบคุมสัตว์อสูรนัก

ที่สำคัญที่สุดคือ สัตว์อสูรยุงตัวนี้มีระดับตบะอยู่ที่หลอมปราณขั้นแปดเช่นกัน วิชากระบี่น้ำแข็งไม่อาจสร้างบาดแผลให้มันได้เลยแม้แต่น้อย หวังอี้อาศัยสัมผัสเทวะในการรับรู้ ก่อนจะซัดหมัดพุ่งออกไปอย่างดุดัน ปะทะกับสัตว์กู่ตัวนี้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน

วินาทีที่ทั้งสองปะทะกัน แมลงยักษ์ตัวนี้ก็ลอยละลิ่วขึ้นฟ้าไปราวกับว่าวขาดด้าย

แขนศพพลังเทวะระดับสอง ช่างน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้!

เปลือกแข็งบนตัวมันแทบจะแตกละเอียด ดูท่าแล้วคงใกล้จะสิ้นใจเต็มที หลิ่วจินเซียนเห็นดังนั้นก็รีบตะโกนห้ามลั่น

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”

หวังอี้กลับหยุดตามน้ำจริงๆ เขายืนมองหลิ่วจินเซียนพ่นหมอกสีเลือดออกมาคำหนึ่ง เมื่อหมอกนั้นสัมผัสกับตัวสัตว์กู่ บาดแผลบนตัวมันก็สมานเข้าหากันอย่างรวดเร็ว

ชั่วพริบตาเดียว

มันก็ลอกคราบเปลือกที่เต็มไปด้วยเมือกเหนียวเหนอะหนะทิ้งไป แล้วฟื้นฟูกลับมาสมบูรณ์ดังเดิม

เห็นเช่นนั้น หลิ่วจินเซียนจึงค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก นางตวัดสายตามองแขนซ้ายของหวังอี้ที่ดูผิดปกติอย่างเห็นได้ชัดด้วยความหวาดระแวงเล็กน้อย

จบบทที่ บทที่ 50 วันนี้ไม่เหมือนวันวาน

คัดลอกลิงก์แล้ว