- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 45 ภูเขากระดูกดำ
บทที่ 45 ภูเขากระดูกดำ
บทที่ 45 ภูเขากระดูกดำ
บทที่ 45 ภูเขากระดูกดำ
ไม่ผิดจากที่คาดไว้ เป็นเสียงเรียกของกู่เจิ้งซุ่น อีกฝ่ายดูเหมือนจะอดรนทนไม่ไหวอยากลากเขาร่วมลงเรือลำเดียวกันเต็มแก่ แต่เมื่อพิจารณาถึงข้อตกลงระหว่างกันแล้ว ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องแตกหักกัน
หวังอี้จึงยิ้มแย้มกล่าวว่า
“ศิษย์พี่กู่ ไม่ได้พบกันหลายวัน ท่านยังคงดูสง่างามเช่นเคยนะขอรับ”
“ที่ไหนกันเล่า ศิษย์น้องหวังลองดูคนพวกนี้สิ แล้วเจ้าจะรู้ว่าเหตุใดข้าถึงได้ยึดติดกับภูเขากระดูกดำนัก”
หวังอี้พยักหน้าเออออตาม ไม่ว่าใครมองมาก็เห็นเป็นภาพศิษย์พี่ศิษย์น้องรักใคร่กลมเกลียวกันดี
ลานกว้างที่ผู้คนพากันหลั่งไหลมารวมตัวกันในยามนี้ คือลานตำหนักหน้าของย่านพหุตำหนัก ภารกิจภูเขากระดูกดำถือเป็นงานราชการของนิกาย การส่งมอบงานระหว่างคนสองกลุ่มจึงต้องผ่านมือหอภารกิจด้วย
ดังนั้น ตอนนี้จึงมีคนยืนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
กู่เจิ้งซุ่นแอบชี้ให้ดูคนสองคนที่โดดเด่นสะดุดตาประดุจดวงดาวล้อมเดือน แล้วกระซิบแนะนำให้เขาฟัง
“ศิษย์น้องหวัง ลองดูสตรีชุดดำผมเขียวผู้นั้น นางคือศิษย์สายในของยอดเขาที่สามแห่งนิกายเรา ยอดเขากู่พิษ
“นางชื่อหลิ่วจินเซียน อยู่ระดับหลอมปราณขั้นแปด บิดาของนางคือผู้อาวุโสระดับแก่นทองคำ ‘เจินเหรินงูมรกต’ ป้ายเจ้าขุนเขาแห่งภูเขากระดูกดำก็มีส่วนของนางอยู่หนึ่งป้าย คนที่รายล้อมนางล้วนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาจากยอดเขากู่พิษ มีมากถึงสองร้อยกว่าคน นับเป็นกลุ่มที่มีคนมากที่สุดในบรรดาเจ้าขุนเขากระดูกดำทั้งสาม”
หวังอี้เลิกคิ้วขึ้น...หลิ่วจินเซียน (เซียนทองคำหลิ่ว) ชื่อตั้งได้อลังการงานสร้างเสียจริง “แล้วอีกคนล่ะขอรับ?”
“ซือถูหง ผู้นี้เป็นศิษย์สายในของยอดเขาที่เจ็ด ยอดเขาเบญจหยิน มีมารดาบุญธรรมเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำเช่นกัน นาม ‘มารดรผีเถาฮวา’ ฝีมือร้ายกาจกว่าเจินเหรินงูมรกตผู้นั้นมากนัก
“ส่วนตัวเขาเองอยู่เพียงระดับหลอมปราณขั้นเจ็ด เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ระดับหลอมปราณขั้นปลายได้ไม่นาน ศิษย์ยอดเขาเบญจหยินที่อยู่รอบตัวเขามีทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบเก้าคน”
แม่เจ้าโว้ย! สองกลุ่มรวมกันก็ปาไปสี่ร้อยคนพอดี ขืนเขาไม่รู้อีโหน่อีเหน่แล้วมาร่วมวงด้วย ในบรรดาเจ้าขุนเขาทั้งสามก็คงมีแค่เขาที่เป็นหัวเดียวกระเทียมลีบ ดีไม่ดีคงโดนเก็บตั้งแต่กลางทางแล้ว
ไอ้ชาติหมาจ้าวซ่าง สมควรโดนแล่เนื้อเถือหนังจับมากินให้รู้แล้วรู้รอด!
แต่จะว่าไป กู่เจิ้งซุ่นผู้นี้แม้จะมีอาจารย์ปู่เป็นถึงระดับแก่นทองคำ ทว่าความสัมพันธ์ย่อมไม่สนิทชิดเชื้อเท่ากับอาจารย์ของเขาแน่ และในวิถีมาร ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ก็ไม่ได้สลักสำคัญอย่างที่ใครๆ คิด
เมื่อเทียบกับหลิ่วจินเซียนและซือถูหงแล้ว ฐานะของกู่เจิ้งซุ่นถือว่าต้อยต่ำกว่ามาก
ดังนั้น ตอนที่หวังอี้มองไปด้านหลังของเขา จึงเห็นคนยืนอยู่หรอมแหรมแค่ยี่สิบคน ระดับพลังบำเพ็ญเพียรก็สูงต่ำไม่เท่ากัน ที่อ่อนด๋อยสุดเพิ่งจะอยู่ระดับหลอมปราณขั้นสาม โลงศพที่แบกอยู่ก็เป็นแค่โลงไม้หยวีมู่ มองดูแล้วช่างอนาถาแท้
สภาพแบบนี้เนี่ยนะ...ริจะไปงัดกับสองคนนั้น?
หวังอี้ส่งสายตาเคลือบแคลงสงสัยให้กู่เจิ้งซุ่นแวบหนึ่ง แล้วเดินปลีกตัวออกมาเงียบๆ
“อะแฮ่ม…
ศิษย์น้องหวัง อย่าเพิ่งใจร้อนไป นิกายปล่อยป้ายกระดูกดำออกมาทั้งหมดห้าร้อยกว่าป้าย ยังมีศิษย์ทั่วไปอีกราวแปดสิบคน อย่างน้อยก็น่าจะพอหาคนมาเพิ่มได้บ้าง เจ้าตกลงจะร่วมหัวจมท้ายไปกับข้าแล้วนะ~”
หวังอี้ชะงักฝีเท้า ไม่ได้เดินจากไปอีก แต่กลับกลืนหายเข้าไปในกลุ่มศิษย์ยอดเขาศพสวรรค์ ไปขอโลงศพสำรองจากใครสักคนมาแบกไว้บนหลังอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาคือศิษย์ยอดเขาศพสวรรค์แล้ว~
กลมกลืนไปกับฝูงชนอย่างไร้ร่องรอย
กู่เจิ้งซุ่นเห็นเขาทำเช่นนั้นก็ไม่ได้ห้ามปราม หนำซ้ำยังแอบยินดีเสียด้วยซ้ำ หวังอี้คือไพ่ตายของเขา ย่อมต้องเก็บซ่อนเอาไว้ก่อนเป็นธรรมดา
ส่วนตัวเขาก็เดินเข้าไปในกลุ่มศิษย์ทั่วไป งัดคารมคมคายออกมาหว่านล้อมผู้คน ถือโอกาสสืบข่าวคราวจากศิษย์เก่าที่ผลัดเปลี่ยนเวรกลับมาด้วย
เวลาห้าปี สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณแล้วนับว่าไม่สั้นเลย
สถานการณ์อาจจะคลาดเคลื่อนไปจากข้อมูลที่เขามีอยู่ จึงต้องถามไถ่ให้กระจ่าง ถามเยอะหน่อยก็ไม่ได้เสียหายอะไร
อาณาเขตของหนึ่งแคว้นนั้นกว้างใหญ่ไพศาล แคว้นเหยียนมีพื้นที่กว้างราวสองสิบล้านตารางกิโลเมตร นิกายโลหิตวิญญาณผกผันตั้งอยู่ใจกลางแคว้น ห่างออกไปหลายร้อยลี้ก็คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการบำเพ็ญเคล็ดวิชาวิถีโลหิต--- ‘เหวลึกโลหิต’ !
การเดินทางขึ้นเหนือออกจากนิกายในครั้งนี้ ต้องข้ามผ่านแคว้นฉงเยี่ยเพื่อมุ่งตรงไปยังแคว้นเฟิง ถือเป็นจุดที่อยู่เหนือสุดของดินแดนมารฉื่อเหวียน ทั้งยังค่อนไปทางซ้ายซึ่งเป็นทำเลที่ห่างไกลความเจริญ
หากขึ้นเหนือไปอีกก็คือ ‘ทุ่งน้ำแข็งไร้สิ้นสุด’ นอกจากจะเวิ้งว้างกว้างใหญ่ไร้ร่องรอยผู้คนแล้ว ยังมีภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างพายุน้ำแข็งสุดขั้ว ต่อให้เป็นเฒ่าประหลาดระดับวิญญาณแรกกำเนิดก็ยังยากที่จะข้ามผ่านไปได้
ระยะทางตรงในการเดินทางครั้งนี้เกินกว่าห้าหมื่นกิโลเมตร ยาวกว่าเส้นศูนย์สูตรในชาติก่อนเสียอีก นับว่าเป็นการเดินทางไกลอย่างแท้จริง
ด้วยความเร็วของผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณ ต่อให้ใช้อุปกรณ์บินตลอดเส้นทาง อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลายี่สิบหกวัน โดยเฉลี่ยคือแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง
แต่นี่คือระยะทางเส้นตรง ระหว่างทางยังต้องอ้อมผ่านดินแดนอันตรายหลายแห่ง ต้องหยุดพักเพื่อฟื้นฟูพลังปราณและพักผ่อนตามปกติ เวลาที่ใช้เดินทางจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวก็ไม่ใช่เรื่องแปลก อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาเกือบสามเดือนกว่าจะถึงภูเขากระดูกดำ
พอถึงตอนนั้นก็จะเป็นช่วงต้อนรับปีใหม่พอดี และระยะเวลาประจำการก็จะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ไปถึง
โชคดีที่เส้นทางที่ตัดผ่านล้วนอยู่ในเขตอิทธิพลของนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน ไม่อย่างนั้นอย่าว่าแต่ไปให้ถึงเลย แค่ไม่ตายกลางทางก็ถือว่าสวรรค์คุ้มครองแล้ว
แผนที่ของดินแดนมารฉื่อเหวียนนั้น คนอย่างหวังอี้หามาครอบครองได้ยากยิ่ง แผนที่ถือเป็นทรัพยากรล้ำค่าที่ทุกนิกายล้วนให้ความสำคัญ แผนที่ทั่วไปมีไปก็ไร้ประโยชน์ ต้องเป็นแผนที่ที่ระบุตำแหน่งของเส้นชีพจรวิญญาณ ขุมอำนาจ ดินแดนอันตราย…ฯลฯ ซึ่งการจัดทำแผนที่แบบนี้มีความเสี่ยงสูงมาก
ดังนั้น ยิ่งเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างก็ยิ่งเหมือน ‘คนตาบอด’ จะไปที่ไหนก็พอรู้ทิศทางอยู่บ้าง แต่จะเจออันตรายอะไรบ้างนั้นกลับรู้เพียงงูๆ ปลาๆ ไม่อาจรู้แจ้งเห็นจริงได้ทั้งหมด
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว การเดินทางไกลก็ถือเป็นเรื่องยากลำบากเช่นกัน
การรอคอยมักจะเนิ่นนานเสมอ
ตอนที่กู่เจิ้งซุ่นกลับมาที่ขบวน ข้างกายเขาไม่มีใครตามมาด้วยสักคน แต่กลับมีม้วนคัมภีร์เพิ่มมาในมือหนึ่งม้วน เขากล่าวว่า
“ศิษย์น้องหวัง ทางหอภารกิจจัดการส่งมอบเรียบร้อยแล้ว ค่าตอบแทนสำหรับห้าปีคือแต้มคุณูปการห้าร้อยแต้มและหินวิญญาณห้าร้อยก้อน ใช้ป้ายประจำตัวศิษย์ของเจ้าประทับตราลงไปก็เป็นอันเสร็จสิ้น”
เงินแค่นี้ถือว่าน้อยนิดนัก หากเทียบกับภารกิจที่รับจากหอไหมน้ำแข็งแล้วถือว่าอนาถากว่ามาก มิน่าเล่าคนพวกนั้นถึงยอมโดนขูดรีดตั้งหกส่วนเพื่อแลกกับการทำภารกิจภายในหอเท่านั้น
“ได้ขอรับ”
ผลพลอยได้ของภูเขากระดูกดำไม่ได้อยู่ที่ตัวภารกิจ แต่อยู่ที่วาสนาของสถานที่แห่งนั้น ดังนั้นจะได้มากได้น้อยก็ไม่ได้แตกต่างอะไร
หลังจากประทับตราเสร็จ กู่เจิ้งซุ่นก็ส่งม้วนภารกิจให้คนอื่นๆ ทีละคน แล้วหันกลับไปส่งคืนม้วนภารกิจ จากนั้นจึงเอ่ยขึ้น
“เอาล่ะ จัดการเรียบร้อยหมดแล้ว ไปกันเถอะ”
หวังอี้มีสีหน้าแปลกใจ พลางชี้ไปทางกลุ่มของหลิ่วจินเซียนและซือถูหง
“ไม่ไปพร้อมกันหรือขอรับ?”
“พวกเขามองไม่เห็นหัวพวกเราหรอก ไปกันเถอะ”
“ก็ได้ขอรับ...”
ขณะที่กำลังจะหยิบ ‘แพรดำ’ อุปกรณ์บินระดับหนึ่งที่ตั้งแต่ได้มายังไม่เคยหยิบมาใช้เลยสักครั้ง กู่เจิ้งซุ่นกลับควักเรือกระดูกขาวออกมาลำหนึ่ง พร้อมโยนหินวิญญาณระดับกลางหลายสิบก้อนฝังลงไป พริบตาเดียวเรือกระดูกก็ขยายขนาดใหญ่ขึ้นจนเพียงพอจะบรรทุกพวกเขาทั้งยี่สิบสองชีวิตได้สบายๆ
เป็นเขาที่เป็นกบในกะลาเอง
พอออกเดินทาง หลิ่วจินเซียนและซือถูหงก็งัดของวิเศษออกมาแสดงทันที ฝ่ายหนึ่งเป็นหอคอยที่ถูกห้อมล้อมด้วยควันพิษ ภายในแฝงไว้ด้วยค่ายกลมิติ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นหัวกะโหลกที่มีเสียงภูตผีโหยหวน พอฝังหินวิญญาณลงไปก็ขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่ทำให้หวังอี้ประหลาดใจเล็กน้อยก็คือ ในบรรดาคนเหล่านี้กลับไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานร่วมเดินทางไปด้วยเลย มีเพียงศิษย์ที่ได้รับ ‘ป้ายเจ้าขุนเขา’ เดินทางกันไปเองอย่างอิสระ
บนเรือกระดูก กู่เจิ้งซุ่นที่กำลังมุ่งหน้าออกนอกนิกายดูเหมือนจะมองความคิดของเขาออก จึงพูดหยอกเย้าขึ้น
“แคว้นเฟิงอยู่ห่างไกล ภูเขากระดูกดำที่พวกเรากำลังจะไปก็อยู่ใกล้กับทุ่งน้ำแข็งไร้สิ้นสุด ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานที่จะไปแถวนั้นมีไม่มากหรอก แต่พอได้ไปแล้ว ก็มักจะปักหลักอยู่ที่นั่นไม่ขยับไปไหนเป็นสี่สิบห้าสิบปีเลยทีเดียว”
“เป็นเช่นนี้เอง…”
ใช้คำสองคำก็อธิบายได้ครอบคลุมแล้ว นั่นก็คือ ‘เนรเทศ’ !