- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 36 [คาถาโลงน้ำแข็ง] [วิชาย่างก้าวลวงตา]
บทที่ 36 [คาถาโลงน้ำแข็ง] [วิชาย่างก้าวลวงตา]
บทที่ 36 [คาถาโลงน้ำแข็ง] [วิชาย่างก้าวลวงตา]
บทที่ 36 [คาถาโลงน้ำแข็ง] [วิชาย่างก้าวลวงตา]
ในมือเขามีวิชาอาคมระดับสูงถึงสองวิชา ซึ่งต่างก็ลือกันว่าหากฝึกฝนจนบรรลุขั้นสมบูรณ์ จะสามารถเทียบชั้นกับวิชาจิตวิญญาณระดับสร้างรากฐานได้เลยทีเดียว ไอ้คำร่ำลือพรรค์นี้ก็แค่ฟังหูไว้หูเถอะ ใครเชื่อก็โง่เต็มทนแล้ว
จะว่าไปแล้ว ในบรรดาคาถาอาคมทั้งสามวิชาที่หวังอี้ฝึกฝนจนบรรลุขั้นสมบูรณ์นั้น มีเพียงคาถาเร้นราตรีเท่านั้นที่เป็นวิชาอาคมระดับสูง ส่วนที่เหลือล้วนเป็นเพียงระดับกลาง ทว่าการฝึกฝนจนบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์ก็ช่วยส่งเสริมพลังของเขาได้อย่างมหาศาลแล้ว
หากเพิ่มวิชาอาคมระดับสูงเข้าไปอีกสองวิชา ขีดจำกัดพลังรบของเขาย่อมถูกยกระดับให้สูงขึ้นไปอีกขั้น ติดก็ตรงที่พลังวิญญาณของเขาในตอนนี้มันชักจะไม่ค่อยพอใช้แล้วสิ
ในส่วนของ [ช่องจัดวาง] นั้น มีอยู่สองช่องที่ถูกวิชาบำเพ็ญเพียรยึดครองไปอย่างถาวร
ก่อนที่จะทะลวงเข้าสู่ระดับหลอมปราณขั้นห้า เขายังมีเวลาว่างอีกตั้งสามปีครึ่ง ซึ่งนั่นก็เป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะที่สุดในการนำคาถาอาคมเหล่านี้ไปจัดวาง ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปก็แล้วกัน เขาได้วางแผนเอาไว้อย่างรัดกุมดีแล้ว
แต่ปัญหาเฉพาะหน้าในตอนนี้ก็คือเรื่องของสวีเจียวเจียว เขาต้องสืบหาเบาะแสและรายละเอียดเพิ่มเติมให้กระจ่างแจ้งเสียก่อน ขืนปล่อยให้ศัตรูอยู่ในที่ลับ ส่วนตัวเขาอยู่ในที่แจ้งแบบนี้ จะรับมือได้ลำบากเอา
แถมยังมีซูชิงซานที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องการประลองเวทอยู่อีกคน เจ้านี่ก็เป็นตัวปัญหาใหญ่ไม่แพ้กัน
หรือว่าจะลองแวะไปที่หอลงทัณฑ์ เพื่อขอเข้าพบจัวโส่วชิ่งสักหน่อยดีไหมนะ? แบบนั้นเขาก็จะรู้เรื่องราวทั้งหมดอย่างแน่นอน ทว่าข้อแลกเปลี่ยนก็คือเขาต้องรับหน้าที่เป็น "สายสืบ" ให้กับอีกฝ่าย ซึ่งในเมื่อเขายังไม่เจอเป้าหมายอย่างร้านโอสถสกุลสวีแห่งที่สอง เขาก็ยังไม่อยากจะโผล่หน้าไปหาหมอนั่นสักเท่าไหร่
ถือซะว่าเป็นความร่วมมือที่รู้กันแบบสมรู้ร่วมคิดก็แล้วกัน
หรือไม่อย่างนั้น ก็ไปรับภารกิจจากหอไหมน้ำแข็งสักงาน หางานที่ต้องรับใช้ผู้ดูแลระดับสร้างรากฐาน เพื่อหลบซ่อนตัวสักปีครึ่งปี รอจนกว่าระดับพลังฝีมือจะก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น เมื่อถึงเวลานั้น เขาก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งระแวดระวังตัวแจแบบนี้อีกต่อไป
เมื่อคิดได้ดังนั้น หวังอี้ก็หันหลังกลับไปอย่างไม่ลังเล
จ้าวซ่างที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำบัญชีอยู่ถึงกับสะดุ้งเฮือก เมื่อเงยหน้าขึ้นมาแล้วเห็นใบหน้าของหวังอี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะส่งยิ้มแหยๆ ออกมา
“ลูกพี่ ยังมีธุระอะไรอีกหรือ?”
“ช่วยหาภารกิจที่งานเบาๆ แต่ได้เงินดีๆ ให้ข้าสักงานสิ เอาแบบเดียวกับภารกิจดูแลสวนสมุนไพรของผู้ดูแลถานไถที่ข้าเคยรับคราวก่อนน่ะ”
จ้าวซ่างเข้าใจจุดประสงค์ของเขาในทันที... หมอนี่คิดจะหลบหลีกปัญหาล่ะสิ!
“ประจวบเหมาะพอดีเลย ผู้อาวุโสถานไถเพิ่งจะประกาศภารกิจดูแลสวนสมุนไพรอีกครั้งเมื่อไม่กี่วันก่อน ครั้งนี้มีระยะเวลาหนึ่งปี ค่าตอบแทนคือสี่ร้อยแต้มผลงาน”
หวังอี้เลิกคิ้วขึ้น
“นี่ยังหักหัวคิวข้าไปตั้งหกร้อยเชียวหรือ? หมายความว่าไงเนี่ย”
ลงเรือลำเดียวกันแท้ๆ การคิดค่านายหน้าแบบขูดเลือดขูดเนื้อก่อนร่วมมือกันก็พอเข้าใจได้ แต่หลังจากร่วมมือกันแล้วยังจะมาหักส่วนแบ่งกันโหดๆ แบบนี้อีก แล้วจะมาร่วมมือกันหาพระแสงอะไรเล่า
“เรื่องนี้ข้าก็จนปัญญาจริงๆ”
จ้าวซ่างกางมือออกทั้งสองข้างด้วยท่าทีจนใจ
“มันเป็นกฎของหอไหมน้ำแข็ง ข้าไม่ได้อมเงินเจ้าไปแม้แต่แดงเดียวเลยนะ ราคาเต็มน่ะหนึ่งพันแต้ม ครึ่งหนึ่งต้องส่งเข้าหอ อีกหนึ่งส่วนต้องแบ่งให้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐาน ส่วนที่เหลือตกมาถึงข้าก็แค่เศษเนื้อข้างเขียงเท่านั้นเอง!”
หวังอี้จ้องหน้าอีกฝ่ายอยู่นาน เมื่อแน่ใจว่าจ้าวซ่างไม่ได้โกหก จึงพยักหน้าตอบตกลง
“ของใหม่ย่อมสู้ของเก่าไม่ได้ คนแปลกหน้าย่อมสู้คนคุ้นเคยไม่ได้ เอาภารกิจนี้แหละ”
“รับไป แล้วก็ไม่ต้องมาอีกนะ”
หลังจากส่งตัวซวยอย่างหวังอี้ออกไปพ้นๆ หน้าแล้ว จ้าวซ่างก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำบัญชีต่อไป งานนี้เป็นงานที่เหนื่อยยากและสูบพลังชีวิตไม่น้อยไปกว่าการบำเพ็ญเพียรเลย
หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาแม้แต่นิดเดียว ก็อาจจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตของเขาได้ เขาจึงต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างเต็มที่
……………..
……………..
ที่พักในย่านเทพอสูร
หวังอี้กำลังนั่งพิจารณาวิชาอาคมระดับสูงสองวิชาที่เพิ่งได้มาใหม่
[คาถาโลงน้ำแข็ง] และ [วิชาย่างก้าวลวงตา]!
คาถาโลงน้ำแข็ง เป็นวิชาประเภทควบคุมและสังหารศัตรู สามารถสร้างโลงน้ำแข็งขึ้นมากลางอากาศเพื่อกักขังเป้าหมายเอาไว้ภายใน และหากฝึกฝนจนถึงขั้นสูง ยังสามารถเสกหนามน้ำแข็งจำนวนมหาศาลขึ้นมาภายในโลง เพื่อแทงทะลุร่างเป้าหมายจนพรุนเป็นรังผึ้งได้อีกด้วย
หากนำมาประยุกต์ใช้ให้ดี ยังสามารถใช้เป็นเกราะป้องกันภัยแบบไร้จุดบอดได้แบบสามร้อยหกสิบองศา เนื่องจากผลึกน้ำแข็งที่ถูกสร้างขึ้นจากวิชานี้นั้นมีความแข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อ หากไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐาน ก็ไม่มีทางทำลายมันลงได้ง่ายๆ
ส่วนวิชาย่างก้าวลวงตานั้น เป็นวิชาประเภทท่าร่างระดับสูง โดดเด่นในเรื่องการหลบหลีกและการเคลื่อนที่ในระยะประชิด ขั้นสูงสุดสามารถแยกร่างลวงตาออกมาได้มากถึงเก้าร่าง ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนกับร่างต้นทุกประการ เพื่อใช้ในการหลอกล่อศัตรู ทว่าร่างลวงตาเหล่านี้จะสลายหายไปทันทีเมื่อถูกโจมตี
แต่หากสามารถฝึกฝนจนถึงขั้นสมบูรณ์ ร่างลวงตาก็จะสามารถรับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณขั้นปลายได้หนึ่งครั้งโดยไม่สลายไป ซึ่งนั่นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานจริงได้อย่างมหาศาล
หากวิชาทั้งสองนี้บรรลุถึงขั้นสมบูรณ์เมื่อใด ขีดความสามารถในการต่อสู้จริงของหวังอี้ก็จะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน นับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่เสียไปไม่น้อย
หลังจากโคจรพลังวิญญาณตามวิถีโคจรใหญ่อีกหลายรอบ เขาก็ล้มตัวลงนอนหลับอย่างสบายใจ
วันต่อมา
หน้าสวนสมุนไพรของถานไถที่คุ้นเคย หวังอี้เคาะห่วงทองเหลืองรูปค้างคาวกลับหัว หลังจากผ่านการตรวจสอบที่หน้าประตูแล้ว เขาก็เดินเข้าไปด้านใน
ภายในโถงทางเดินที่ประดับประดาด้วยม่านโปร่งแสง ถานไถฉานกำลังเอนกายพิงพนักเก้าอี้ ในมือของนางกำลังลูบคลำคางคกหยกอยู่ เมื่อเห็นหวังอี้เดินเข้ามา นางก็เผยสีหน้าครุ่นคิด
“หยางอี้งั้นหรือ?”
“ข้าน้อยมีนามว่าหวังอี้ คารวะผู้อาวุโสถานไถขอรับ”
“อ้อ~”
แม้นางจะเรียกชื่อผิด นางก็หาได้รู้สึกขวยเขินไม่ ทว่ากลับกล่าวต่อไปว่า “ในเมื่อเป็นคนคุ้นเคยกันอยู่แล้ว ก็คงไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความนัก ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เดิมที่เคยทำเมื่อคราวก่อนก็แล้วกัน”
“ศิษย์ทราบแล้วขอรับ”
“ครั้งนี้ข้ามีเหตุให้ต้องเดินทางไกล เพื่อไปร่วมงานประมูลที่ [เมืองเทียนเป่า] ซึ่งอยู่ห่างออกไปนับพันลี้ คงต้องใช้เวลาสักปีหนึ่งถึงจะกลับมา สวนสมุนไพรแห่งนี้ คงต้องฝากให้เจ้าช่วยดูแลจัดการไปก่อนก็แล้วกัน
“หากเจ้าต้องการหญ้าน้ำแข็งเก้าใบ ก็สามารถเด็ดไปได้สามต้น ข้าจะคิดราคาตามท้องตลาด”
“ขอบพระคุณผู้อาวุโสถานไถขอรับ”
หวังอี้ลอบสงสัยอยู่ในใจ ครั้งก่อนถานไถฉานไม่ได้อธิบายรายละเอียดชัดเจนขนาดนี้ ทั้งยังไม่ได้หยิบยื่นข้อเสนอดีๆ เช่นนี้ให้เขาเลย ครั้งนี้ดูเหมือนว่านางจงใจจะสื่อความหมายบางอย่างแอบแฝงอยู่ และดูเหมือนว่านางไม่ได้กำลังพูดกับเขาเสียด้วยสิ
ส่วนหญ้าน้ำแข็งเก้าใบนั้น มันคือหนึ่งในตัวยาหลักของ "โอสถโลหิตเยือกแข็ง" ซึ่งเดิมทีเขาก็กะจะเก็บสะสมเอาไว้ใช้เองอยู่แล้ว โดยเป้าหมายของเขาคือการหลอมโอสถในระดับสุดยอด
ในมือของเขายังมีอยู่สองต้นที่ยังไม่ได้ใช้ และในเมื่อเขาได้เลื่อนแผนการหลอมโอสถออกไป เขาก็ยังไม่จำเป็นต้องใช้มันเพิ่มในตอนนี้
แม้จะมีความสงสัยอยู่เต็มอก ทว่าเขาก็ไม่อาจเอ่ยปากถามออกมาได้ หลังจากมองส่งถานไถฉานเหินเวหาจากไป หวังอี้ก็ไปหยิบเก้าอี้ตัวเล็กมานั่งรออยู่หน้าประตู
รอ!
เวลาผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ครั้งนี้เป็นชายชราผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐาน เมื่อเห็นว่าคนที่มาเปิดประตูเป็นเพียงศิษย์สายนอกระดับหลอมปราณ เขาก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหยิ่งยโส
“ไอ้หนู ผู้ดูแลถานไถหายหัวไปไหนเสียล่ะ?”
“ขอทราบนามของผู้อาวุโสด้วยขอรับ”
ผู้เฒ่าระดับสร้างรากฐานขมวดคิ้ว ตวาดลั่น
“ข้าถามอะไรก็ตอบมาเถอะน่า! หรือว่าถ้าข้าไม่บอกชื่อแซ่ เจ้าก็จะไม่ยอมปริปากงั้นหรือ?”
หวังอี้รีบก้มหน้าลงทันที
“นี่เป็นคำสั่งของท่านผู้ดูแลถานไถขอรับ ข้าน้อยเพียงแค่ปฏิบัติตามคำสั่งเท่านั้น”
“ปฏิบัติตามคำสั่งได้ดีนี่” ผู้เฒ่าระดับสร้างรากฐานแค่นเสียงเย็นชา “ข้ามีนามว่าหยางอวิ๋นจือ ทีนี้ตอบมาได้หรือยังว่าผู้ดูแลถานไถไปที่ใด”
“เมืองเทียนเป่าขอรับ!”
“หึ”
ตอนที่ตาเฒ่ากำลังจะจากไป เขาก็ได้ปล่อยแรงกดดันข่มขวัญหวังอี้ไปทีหนึ่ง คล้ายกับต้องการระบายความไม่พอใจ ก่อนจะสะบัดก้นเดินจากไป
การที่หวังอี้เพิ่มคำถามเรื่องชื่อแซ่เข้าไปนั้น เป็นสิ่งที่เขาคิดขึ้นมาแบบปุบปับ จุดประสงค์ก็เพื่อต้องการสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ในฝั่งนี้นั่นเอง
ก็แค่แรงกดดันจากระดับสร้างรากฐานกิ๊กก๊อก ตราบใดที่เขาไม่ออกไปนอกประตูสวนสมุนไพรแห่งนี้ ซึ่งมีการเชื่อมต่อกับค่ายกลของย่านเทพอสูร และมีค่ายกลหลักตั้งอยู่ที่ยอดเขาเทพอสูร ก็จะไม่มีใครสามารถทำอันตรายเขาได้ ความกล้าหาญของเขาจึงมีมากกว่าปกติ
เขาจดจำชื่อของหยางอวิ๋นจือเอาไว้ในใจ และหลังจากนั้นตลอดทั้งวัน ก็มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานแวะเวียนมาหาเรื่อยๆ รวมเบ็ดเสร็จก็สิบสามคน ทว่าเขาไม่แน่ใจว่าพวกนั้นอยู่ในระดับสร้างรากฐานขั้นใดกันบ้าง
แต่ทุกคนล้วนมีจุดร่วมที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ พวกเขาล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นบุกเบิกทั้งสิ้น!
คำว่า "ผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นบุกเบิก" นั้น หมายถึงผู้ที่ไม่มีพื้นเพเบื้องหลังคอยสนับสนุน พวกเขาอาศัยเพียงวาสนาและโชคชะตาในการทะลวงเข้าสู่ระดับสร้างรากฐาน และหลังจากนั้นก็จะค่อยๆ สร้างตระกูลเล็กๆ ของตัวเองขึ้นมา
จำนวนคนในตระกูลก็มีตั้งแต่สิบกว่าคนไปจนถึงหลักร้อยคน และขนาดของตระกูลก็จะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุขัยของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานผู้นั้น เมื่อรู้ตัวว่าเส้นทางการบำเพ็ญเพียรของตนมาถึงทางตัน พวกเขาก็จะฝากความหวังทั้งหมดเอาไว้กับคนรุ่นหลัง
และเริ่มดิ้นรนเสาะแสวงหาโอกาสและวาสนามามอบให้แก่ลูกหลาน
โอสถสร้างรากฐานคือสิ่งสำคัญที่สุดในกระบวนการนี้!
บางตระกูลก็ประสบความสำเร็จ และเมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็จะค่อยๆ พัฒนากลายเป็นตระกูลระดับแก่นทองคำ แต่บางตระกูลที่ล้มเหลว ก็ต้องสูญสลายหายไปในกระแสธารแห่งกาลเวลา และต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง
ในบรรดาสิบสามคนนี้ นอกจากหยางอวิ๋นจือที่มีท่าทีแข็งกร้าวและชอบพูดจาในเชิงสอบสวนแล้ว คนอื่นๆ ต่างก็ถามไถ่ถึงที่อยู่ของถานไถฉานด้วยความสุภาพอ่อนน้อมทั้งสิ้น